เมื่อฉันได้ย้อนกลับมาในยุค 60 (มี E-Book)
ข้อมูลเบื้องต้น
ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตสิ่งที่เธอเสียใจมากที่สุดก็คือ เธอเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเป็นภรรยาที่ไม่ดี เมื่อเธอได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เป็นตัวเองอีกครั้งเธอจึงตั้งใจว่าจะแก้ไขทุกความผิดพลาดของตนเอง
'ชาติก่อนฉันเป็นคนโง่! แต่ชาตินี้ฉันตั้งใจว่าจะไม่โง่! แล้ว' หลี่เข่อชิงคิดพลางหันไปมองมู่ไป๋ที่ในยามนี้มีรอยยิ้มเล็กๆ ประดับอยู่ที่ริมฝีปาก พอรู้ว่าเธอกำลังมองเขาอยู่รอยยิ้มก็พลันจางหายไปแล้วกลายเป็นสีหน้าที่ดูเหมือนว่าจะมีความอึดอัดและขัดเขินขึ้นมาแทน ท่าทีเช่นนี้ของมู่ไป๋ทำให้หลี่เข่อชิงพลันยิ้มออกมา และคิดในใจว่าดูเหมือนว่ามู่ไป๋ตอนหนุ่มๆ จะสามารถอ่านสีหน้าได้ง่ายดายกว่าที่เธอจำได้ เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะตอนนี้เธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่าพ่อของลูกของเธอจะต้องเป็นเขาเท่านั้น
大 家 好!
สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน BigM00N นะคะ
นิยายแต่ละเรื่องจะอัพลงทุกวัน เปิดให้อ่านฟรี! หนึ่งวันจนกว่าจะจบ
ตอนจบขออนุญาตติดเหรียญนะคะ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้
ผิดพลาดประการใดพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ
นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการ ชื่อสถานที่ ตัวละครและเหตุการณ์หลายๆ อย่างล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนที่ตั้งใจนำมาเขียนเพื่อสร้างความให้แก่บันเทิงแก่ผู้อ่านเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงผู้ใดหรือลอกเลียนสถานการณ์ใดๆ มาทั้งสิ้น แนะนำว่าควรอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ขอบคุณมากค่ะ
ฝากกดติดตามเพจของไรท์ด้วยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
ความรู้สึกผิดในใจ
ท่ามกลางกลิ่นอายของยาฆ่าเชื้อของโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุด หลี่เข่อชิงนอนหลั่งน้ำตาอยู่บนเตียงจ้องมองสามีที่ยืนกุมมือของเธอเอาวไว้อย่างต้องการจะปลอบใจเธอ เขาไม่ได้รักเธอ เธอรู้เรื่องนี้ดีหากเธอเป็นเขาเธอก็คงจะทำใจให้รักไม่ลงเช่นเดียวกัน
ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยามากกว่า 50 ปี ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะมีรอยยิ้มมอบให้เธอ แต่สิ่งที่ทำให้เธอนับถือเขาจากใจก็คือเขาไม่เคยทำให้เธอเสียใจด้วยการมีคนอื่น แต่กลับเป็นเธอที่ยึดติดกับคนอื่น กว่าจะรู้ตัวเธอก็สูญเสียบุตรชายและบุตรสาวที่เธอคลอดออกมาได้อย่างยากลำบากไปเสียแล้ว
“ขอโทษนะ” หลี่เข่อชิงเอ่ยกับสามีเบาหยาดน้ำตาไหลออกจากดวงตาอันฝ้าฟางของเธอโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด” มู่ไป๋พูดกับเธอเสียงเบา
“ถ้าฉันไม่คิดถึงแต่ตัวเอง ถ้าฉันคอยดูแลลูกๆ ให้ดี คุณก็คงยังมีลูกๆ อยู่ข้างกาย ไม่ต้องโดดเดี่ยวเช่นนี้” หลี่เข่อชิงพูดพลางเกาะกุมมือของเขาเอาไว้
“แต่ผมยังมีคุณ” คำพูดของเขาทำให้เธอร้องไห้ออกมา
หลังจากสูญเสียลูกไปคนทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่ชีวิตและเพื่อนสนิทที่คอยปลอบประโลมใจกันและกัน เขาโหมทำงานหนักส่วนตัวเธอก็สามารถตัดใจจากคนอื่นได้เสียทีแล้วหันมาดูแลเอาใจใส่สามีอย่างเต็มที่เพื่อชดเชยสิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดในใจ แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจของเธอก็เจ็บปวดมาโดยตลอด
“เข่อชิง คุณอยู่กับผมอีกหน่อยได้ไหม” เขาพูดพลางยื่นมืออีกข้างมาเช็ดหยาดน้ำตาให้เธอ
“เอาไว้ชาติหน้าฉันขอชดเชยให้คุณก็แล้วกันนะคะ” หลี่เข่อชิงเอ่ยพลางค่อยๆ คลายมือที่เกาะกุมเขาเอาไว้
“ชาตินี้มีตั้งหลายเรื่องที่ฉันทำพลาดไป หากมีชาติหน้าจริงฉันขอใช้ทั้งชีวิตชดเชยให้ลูกและคุณนะคะ” หลี่เข่อชิงพูดพลางค่อยๆ หลับตาลง แล้วสติของเธอค่อยๆ เลื่อนลอยไป
ภาพความทรงจำค่อยๆ หลั่งไหล นับตั้งแต่วันที่เธอแต่งงานกับเขาด้วยความไม่พอใจ ภาพฝาแฝดชายหญิงที่คลอดออกมาแล้วทำให้ชีวิตของเธอต้องผูกติดกับเขามากยิ่งขึ้น แล้วก็เป็นภาพสุดท้ายของลูกชายและลูกสาวที่กำลังอยู่ในวัยที่กำลังเติบใหญ่ต้องจมน้ำตายหายไปต่อหน้าต่อตาเพียงเพราะความสะเพร่าของเธอ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะคอยดูแลพวกเขาให้ดี จะไม่ทำทุกอย่างตามอารมณ์ และที่สำคัญกับสามีคนนี้ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เธอจะไม่ทำผิดต่อเขา
“เข่อชิง…” เสียงเรียกชื่อเธอของสามีค่อยๆ จางหายไปจากการรับรู้ ม่านหมอกสีขาวบดบังสติของเธอไปจนหมดสิ้นแล้วสติของเธอก็ค่อยๆ มืดดับลงไป
“หลี่เข่อชิง!” เสียงนี้ทำให้หลี่เข่อชิงค่อยๆ กะพริบตาแล้วพยายามรวบรวมสติอีกครั้ง นิ้วมืออันเย็นเฉียบจับต้องบริเวณดวงตาของเธอและแสงไฟที่ทิ่มแทงเขามาในรู้ม่านตาทำให้เธอขยับใบหน้าหนี
“เธอน่าจะได้สติแล้ว” เสียงพูดประโยคนี้ทำให้หลี่เข่อชิงกะพริบตา เธอหันไปมองใบหน้าของคนที่พูดแล้วก็หันไปมองผู้คนและสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยความตกใจ
“คุณพ่อ คุณแม่” หลี่เข่อชิงส่งเสียงเรียกด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ
“คุณคะลูกตื่นแล้ว” คำพูดประโยคนี้ของหลิวเพ่ยทำให้หลี่เข่อชิงต้องกะพริบตาอีกครั้งเพื่อพยายามเรียกสติ พ่อและแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่อีกทั้งพวกท่านก็ยังไม่แก่ชรา ส่วนมู่ไป๋นั้นไม่ต้องเอ่ยถึงใบหน้าเย็นชาสวมแว่นตาหนาเตอะของเขานี่คือรูปลักษณ์ของเขาตอนที่ยังเป็นหนุ่มอยู่ไม่ใช่หรือ
“ยัยเด็กบ้า! แกทำอะไรของแก..” เสียงของหลี่เจียงคุณพ่อของเธอทำให้หลี่เข่อชิงพลันหลั่งน้ำตาออกมา
“หนู.. หนูขอโทษค่ะ” หลี่เข่อชิงพูดพลางร้องไห้ออกมา
“ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่เป็นอะไรนะลูก” เสียงของคุณแม่ของเธอทำให้หลี่เข่อชิงยิ่งร้องไห้หนักยิ่งขึ้น เธอจำได้แล้วนี่คือภาพเหตุการณ์หลังจากที่คุณพ่อของเธอไปตามเธอกลับมาจากชนบท
โจวสวินคนรักของเธอเขาแอบมีเมียมีลูกอยู่ที่บ้านในชนบทอยู่ก่อนแล้ว พอเธอระแคะระคายเธอก็นั่งรถไฟเพียงลำพังเพื่อตามไปดูให้เห็นกับตา แล้วก็เป็นเช่นนั้นโจวสวินหลอกลวงเธอ แล้วสุดท้ายก็เป็นคุณพ่อของเธอที่พาเธอกลับมาแล้วบังคับให้เธอแต่งงานกับคนที่พวกเขาหมายตาเอาไว้ เธออยากต่อต้านจนผลสุดท้ายจึงได้คิดทำลายการแต่งงานด้วยการทำลายชีวิตของตัวเอง แล้วก็ถูกช่วยเอาไว้ด้วยว่าที่สามีของเธอมู่ไป๋ แพทย์หนุ่มอนาคตไกลที่มีฐานะทางบ้านใกล้เคียงกับครอบครัวของเธอ หลี่เข่อชิงหันไปมองรอบกายอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ฉันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ” คำพูดของเธอทำให้คุณแม่ของเธอที่เมื่อครู่นี้ยังยืนร้องไห้อยู่ยื่นมือมาบิดต้นแขนของเธอในทันที
“นี่แหนะ ลูกไม่รักดี” แม้ว่าจะทำเช่นนั้นแต่คนที่ถูกกระทำอย่างหลี่เข่อชิงกลับแค่เพียงสูดริมฝีปากออกมาด้วยความเจ็บปวดเพียงเท่านั้น ส่วนคนลงมืออย่างคุณนายหลี่ที่มีนามว่าหลิวเพ่ยกลับร้องไห้ออกมาด้วยความปวดใจ
“หนูขอโทษค่ะ ต่อไปหนูจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว” หลี่เข่อชิงพูดพลางหลั่งน้ำตาออกมา ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอไม่ได้ฝันไปเธอได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง แถมยังได้ย้อนกลับมาตอนที่พ่อแม่ของเธอยังอยู่และเธอยังไม่ได้แต่งงานกับมู่ไป๋อีกด้วย เธอคิดพลางหันไปมองเขาที่ในตอนนี้กำลังยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกเช่นเคย
หากเป็นหลี่เข่อชิงเด็กสาวที่ไม่รู้ความคนเก่าก็คงจะรู้สึกว่าท่าทีเช่นนี้คือการแสดงออกที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและไม่ใส่ใจของเขา แต่ตอนนี้เธอคือหลี่เข่อชิงที่เคยใช้ชีวิตคู่กับเขามาก่อนย่อมจะรู้ดีว่าการที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้และไม่ได้หนีไปไหนคือความแสดงออกถึงความใส่ใจมากที่สุดของเขาแล้ว
“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้” หลี่เข่อชิงหันไปพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการขอบคุณอย่างแท้จริง ท่าทีของเธอทำให้สีหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่เพราะเป็นคนไม่ค่อยพูดเขาจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“ขอบคุณเธอมากที่ช่วยลูกสาวของฉัน” คุณพ่อที่ยังสวมชุดทำงานอยู่หันไปพูดกับมู่ไป๋ด้วยสีหน้าจริงจังและรู้สึกผิด ตอนนี้ข่าวที่ลูกสาวของเขาพยายามฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีการแต่งงานคงจะถูกพูดไปจนทั่วแล้ว ตอนนี้คนที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการช่วยยื้อชีวิตของลูกสาวของเขาอย่างมู่ไป๋คงจะต้องได้รับความอับอายอยู่ไม่ใช่น้อย
“แต่เธอวางใจเถิด หลังจากนี้ฉันจะชดเชยทุกอย่างให้เธอเอง” คุณพ่อในชุดนายทหารที่มีเครื่องประดับยศบ่งบอกถึงอำนาจในมือที่ไม่น้อยเลยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขอบคุณมากครับ แต่ไม่เป็นไรครับถึงอย่างไรนี่ก็คือหน้าที่ของผมในฐานะหมอคนหนึ่งและในฐานะคู่หมั้นของเธอ” มู่ไป๋พูดพลางหันมามองหลี่เข่อชิงที่ยังคงนอนซีดเซียวอยู่บนเตียง
หากเป็นในชาติก่อนหลี่เข่อชิงก็คงจะต้องพูดจาเสียดสีเขาหาว่าเขาทำดีเพื่อเอาหน้าและต้องการการสนับสนุนของคุณพ่อเธอ แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าคนอย่างเขาไม่ต้องใช้เส้นสายของพ่อเธอเขาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ซึ่งในชาติที่แล้วเขาก็สามารถพิสูจน์ตนเองจนเป็นที่ยอมรับของคนอื่นและของเธอด้วย
หลี่เข่อชิงหลับดวงตาของตนเองลงเพื่อพยายามปิดกั้นความทรงจำในชาติก่อนของตนเอง พลางคิดในใจว่าใจเย็นๆ ในเมื่อได้กลับมาอีกครั้งแล้วเช่นนี้เธอต้องพยายามเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ให้ดีไม่ให้ล้มเหลวอย่างชาติที่แล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้นเธอจึงลือตาขึ้นมาแล้วเอ่ยกับคุณพ่อและคุณแม่ของเะอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ดึกมากแล้ว คุณพ่อคุณแม่กลับไปพักก่อนเถอะค่ะ หนู่ไม่เป็นอะไรแล้วและก็จะไม่ทำอะไรโง่ๆ เช่นนั้นแล้วด้วย” หลี่เข่อชิงพูดพลางชี้ไปที่ข้อมือของตนเองที่ในยามนี้น่าจะมีร่องรอยที่กำลังจะกลายเป็นแผลเป็นติดตัวไปตลอดชีวิตของเธอแล้ว
“เข่อชิงทุกอย่างที่พ่อกับแม่ทำก็เพื่อลูกทั้งนั้น” คุณแม่ของเธอกระซิบออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หนูรู้… ต่อไปนี้หนูจะไม่ดื้อแล้วคุณพ่อคุณแม่วางใจเถิดค่ะ” หลี่เข่อชิงพูดพลางหลั่งน้ำตาออกมา เธอเคยเศร้าเสียใจที่เป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องของลูกๆ เป็นภรรยาที่ไม่ดีของสามี แต่แท้จริงแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่เธอลืมไปก็คือเธอไม่ได้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่
ไม่ได้ฝัน
หลังจากที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอกลับไปพักผ่อนแล้ว หลี่เข่อชิงก็หลับตาลงเพื่อพักผ่อนและรวบรวมความคิดของตนเองอีกครั้ง เธอจำได้ว่าหลังจากวันนี้เธอก็จะถูกคุณพ่อคอยควบคุมความประพฤติอย่างเคร่งครัด หากเธอเดาไม่ผิดตอนนี้ที่หน้าประตูห้องพักฟื้นของเธอคงจะมีคนของคุณพ่อของเธอเฝ้าอยู่หน้าประตูอยู่เรียบร้อยแล้ว ในคราแรกเธอเองก็ยังคิดจะขัดขืนอยู่บ้างแต่เป็นเพราะการมาถึงของเพื่อนรักของเธอหวังลี่เหยา ทำให้เธอจำต้องพยายามทำตัวสงบเสงี่ยมและยินยอมแต่งงานกับมู่ไป๋แต่โดยดีเพื่อตั้งใจจะตบตาของครอบครัว
หวังลี่เหยาคนนี้คือคนที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพื่อนรักและหวังดีกับเธอมากที่สุด แต่แล้วในภายหลังเธอจึงได้รู้ว่าหวังลี่เหยาไม่เคยหวังดีกับเธอ สาเหตุที่หวังลี่เหยาต้องการสนับสนุนให้เธอคบหากับโจวสวินก็เพียงเพราะเธอต้องการใกล้ชิดกับโจวสวินและต้องการใช้โจวสวินทำลายชีวิตที่ดีพร้อมของเธอเพียงเท่านั่น แล้วผลสุดท้ายคนที่ถูกโจวสวินทำลายชีวิตไปด้วยก็คือตัวของหวังลี่เหยาเองเมื่อในตอนท้ายที่สุดพ่อของลูกของหวังลี่เหยาก็คือโจวสวิน
หลี่เข่อชิงพยายามข่มจิตใจเพื่อระงับความเจ็บปวดกับเหตุการณ์ร์ที่เคยเกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น ค่ำคืนที่เธอรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังจากเพื่อรักและคนที่เธอเคยคิดว่าเป็นคนรักของเธอ จนทำให้เธอละเลยการดูแลลูกที่น่ารักทั้งสองของเธอทำให้พวกเขาต้องอยู่ในการดูแลของพี่เลี้ยงที่ไม่มีความรับผิดชอบ ตอนที่เธอคิดได้และตามไปพบลูกๆ ของเธอก็เป็นเรื่องที่สายไปเสียแล้วลูกของเธอจมหายไปในทะเลสาบขนาดใหญ่โดยที่เธอไม่สามารถช่วยเหลือหรือทำอะไรเพื่อลูกของเธอได้เลย
“ผมต้องตรวจอาการของคุณอีกครั้ง” มู่ไป๋เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาเขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อพบว่าเธอกำลังนอนร้องไห้อยู่ สีหน้าของเขาที่อยู่ภายใต้กรอบแว่นที่ทั้งหนาและดูเชยในความรู้สึกของหลี่เข่อชิงเต็มไปด้วยความเห็นใจพลันทำให้หลี่เข่อชิงพลันรีบเช็ดน้ำตาออกแล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ มู่ไป๋อ่านบันทึกการวัดอุณหภูมิร่างกายและความดันที่พยาบาลจดเอาไว้ด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วจึงได้ขยับหูฟังแบบเขาขึ้นมาแล้วขยับมาใกล้ตัวเธอ
“ขอโทษนะครับ” เขาพูดเสียงเบาแล้วแนบหูฟังตรงบริเวณหน้าอกของเธอ หลี่เข่อชิงจ้องมองดวงตาเรียวยาวได้รูปและมีขนตางอนยาวของเขาที่ถูกแว่นตาบดบังเอาไว้ด้วยความสนใจ ที่จริงแล้วมู่ไป๋มีรูปร่างหน้าตาที่ดีมากแต่การแต่งตัวและการวางตัวของเขาทำให้ผู้หญิงหลายคนมองข้ามเขาไปรวมทั้งเธอด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ถึงการจับจ้องของเธอจึงได้ยกหูฟังขึ้นแล้วจ้องมองเธออย่างจริงจัง ดวงตาสองคู่สบตากันอย่างประเมินภายใต้แว่นตาหนาเตอะที่ขวางกั้นเอาไว้ แล้วสุดท้ายก็เป็นมู่ไป๋ที่เป็นฝ่ายยอมแพ้ เขาแพ้น้ำตาของเธอเรื่องนี้หลี่เข่อชิงรับรู้มานานแล้ว
“เขาไม่ใช่คนดีอะไร อีกไม่นานกาลเวลาก็จะพิสูจน์ให้คุณเห็นเอง” ในชาติก่อนเขาก็เคยพูดกับเธอเช่นนี้ แล้วเธอก็จะโต้ตอบเขากลับไปว่า ‘คุณเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร ถ้าไม่เพราะต้องการการสนับสนุนของคุณพ่อฉันก็หาเหตุผลอื่นไม่ได้แล้วว่าคุณแต่งงานกับฉันเพราะอะไร’ ในตอนนั้นเขาไม่ได้โต้ตอบเธอมาสักคำสิ่งที่เขาชอบทำมากที่สุดก็คือการเดินหนีทิ้งให้เธอต้องขัดเคืองใจอยู่คนเดียว
“ฉันรู้ว่าเขาไม่ใช่คนดี ไม่ต้องห่วงหรอกฉันตัดใจจากเขาได้แล้ว” คำพูดของหลี่เข่อชิงทำให้มู่ไป๋จ้องมองเธอด้วยสายตาค้นคว้าอีกครั้ง
“คุณแต่งงานกับฉันก็เพราะรู้สึกติดค้างเรื่องในตอนเด็กของพวกเราใช่ไหม ตอนนั้นที่ฉันช่วยคุณฉันไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรจากคุณเลย” คำพูดของหลี่เข่อชิงทำให้มู่ไป๋นิ่งเงียบไป
ท่าทีของเขาทำให้หลี่เข่อชิงได้แต่ปรบมือโห่ร้องอยู่ในใจด้วยความดีใจ ‘ผ่านมาแล้วชาติหนึ่งฉันพึ่งจะเดาออก ตอนที่เขาเคยช่วยเขาจากสุนัขตัวโตในตอนเด็กทำให้เขาต้องการชดใช้จนต้องเอาชีวิตของตนเองมาผูกติดกับฉันไปชั่วชีวิต’ แม้ว่าจะรู้สึกยินดีที่สามารถคาดเดาเหตุผลได้แล้วแต่เธอยังคงรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี
“คุณมู่ คุณคือคนที่ดีมากส่วนฉันคือคนไม่ดี วันหน้าฉันอาจจะทำให้คุณต้องเสียใจก็ได้ ฉันให้โอกาสคุณให้คุณได้ตัดสินใจเลือกอีกครั้ง ถ้าคุณปฏิเสธฉัน ฉันจะเป็นคนไปพูดกับคุณพ่อคุณแม่ให้เอง” หลี่เข่อชิงพูดออกมาด้วยความจริงใจ แม้ว่าเธอจะรู้สึกพึงพอใจกับการใช้ชีวิตในฐานะคุณนายมู่และยังอยากมีลูกกับเขาดังเช่นในชาติที่แล้ว แต่เธอก็ยังไม่อยากจะเอาความเห็นแก่ตัวของตนเองไปทำให้ชีวิตของเขาต้องผูกติดกับเธอดังเช่นในชาติที่แล้วอีกแล้ว มู่ไป๋สมควรจะได้คู่ครองที่ดีกว่าเธอ
“คุณคิดว่าถ้าคุณไปพูดตอนนี้คุณพ่อของคุณจะยินยอมให้คุณยกเลิกการแต่งงานหรือ ต่อให้คุณลงทุนกรีดข้อมืออีกครั้งก็คงไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ทางที่ดีคุณทำใจยอมรับการแต่งงานเถิด ผมสัญญาว่าผมจะดูแลคุณอย่างดีทำให้คุณไม่ต้องได้รับความลำบากใดๆ เลยในชีวิต” คำพูดของเขาทำให้หลี่เข่อชิงพยักหน้าอย่างเซื่องซึม
“ฉันเชื่อว่าคุณสามารถดูแลฉัน แถมยังทำได้ดีมากเสียด้วย แต่ฉันก็แค่รู้สึกว่าคุณควรจะได้มีคู่ครองที่ดีกว่าฉัน” คำพูดของหลี่เข่อชิงทำให้มู่ไป๋ส่ายหน้า
“ผมว่าคุณควรจะนอนพักให้มากเข้าไว้ คุณควรจะรักตัวเองให้มากแล้วก็อย่าได้ดูถูกตัวเองเลย ผมคิดดีแล้วถึงได้เลือกที่จะแต่งงานกับคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอวันหน้าก็พยายามทำตัวเองให้ดีพอตามมาตรฐานที่คุณตั้งเอาไว้ก็แล้วกัน” เมื่อเขาพูดเช่นนี้หลี่เข่อชิงก็พยักหน้าในทันที
“จริงด้วย! ฉันสามารถเป็นคนดีได้ เป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดีให้ลูกๆ ของฉันได้ ขอบคุณนะคะที่คุณให้โอกาสฉัน” หลี่เข่อชิงพูดพลางเอื้อมมือไปจับมือของเขาเอาไว้ด้วยความเคยชิน ตอนที่เธอล้มป่วยในชาติที่แล้วมู่ไป๋มักจะมายืนอยู่ข้างเตียงเช่นนี้และคนทั้งสองมักจะเกาะกุมมือของกันและกันเพื่อคอยให้กำลังใจกันเสมอ แต่ในชาตินี้ดูเหมือนว่าการที่เธอเอื้อมมือของเธอไปจับมือของเขาก่อนจะทำให้เขาตกใจ
“คุณคิดได้ก็ดีแล้ว เช่นนั้นคุณพักผ่อนเถิดผมต้องออกไปแล้ว คงจะดูไม่ดีนักถ้าผมอยู่ในห้องของคุณนานเกินไป” เขาพูดพลางดึงมือของเธอออกทำให้หลี่เข่อชิงพึ่งจะคิดได้ว่าในตอนนี้เธอกับเขายังไม่ได้แต่งงานกันอีกทั้งด้วยยุคสมัยก็ไม่เหมาะสมนักที่หญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานเช่นเธอจะเป็นฝ่ายแตะต้องเนื้อตัวของผู้ชายก่อน เธอจึงได้รีบดึงมือของตนเองกลับคืนมาแล้วส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดให้เขา
“คุณเองก็อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนด้วยนะคะ” หลี่เข่อชิงพูดกับเขาด้วยถ้อยคำที่เธอมักจะพูดกับเขาในชาติที่แล้ว เมื่อเห็นว่าเขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจอีกครั้งเธอจึงได้ยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อนด้วยรู้ดีว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเธอคงจะทำให้เขาประหลาดใจ
“เฮ้อ…” หลี่เข่อชิงทอดถอนใจออกมาอีกครั้งเมื่อมู่ไป๋เดินออกจากห้องพักฟื้นของเธอไปแล้ว ความปวดหน่วงบริเวณข้อมือของเธอช่วยย้ำเตือนเธอว่าเธอไม่ได้ฝันไปยามนี้เธอได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว
หญิงร้ายชายชั่ว
ตอนที่หลี่เข่อชิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็มีคนกำลังจ้องมองเธออยู่ สายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังคู่นั้นทำให้เธอพลันขมวดคิ้วและคิดตำหนิตนเองอยู่ในใจว่า แววตาที่ไร้ซึ่งความหวังดีที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงขนาดนี้ทำไมเธอจึงได้เคยเฉลียวใจเลยสักนิด แถมยังหลงเชื่อหวังลี่เหยาคนนี้ได้อย่างโง่งมเช่นนั้น
“ลี่เหยา เธอมาเยี่ยมฉันหรือ” คำถามของหลี่เข่อชิงทำให้หวังลี่เหยาคลี่ยิ้มออกมา
“ใช่แล้ว ฉันต้องอ้อนวอนคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตั้งนานกว่าจะได้เข้ามาหาเธอ พ่อเธอนี่ก็จริงๆ เลย บีบบังคับเธอทุกอย่างจนถึงขั้นนี้ ขนาดเธอลงทุนกรีดข้อมือแล้วก็ยังไม่ได้ผล สรุปแล้วเขารักเธอจริงหรือว่าเป็นเพราะเห็นว่าเธอคือสิ่งของที่เขาจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้กันแน่” คำพูดของหวังลี่เหยาทำให้หลี่เข่อชิงเม้มปากเอาไว้แน่น
หากเป็นชาติก่อนเธอคงคล้อยตามคำพูดของหวังลี่เหยาไปแล้ว แต่ชาตินี้เธอรู้ เธอเห็นและมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งความรู้สึกในจิตใจของเธอในวูบแรกก็คือความรังเกียจ โดยเฉพาะกับหวังลี่เหยาคนนี้เธอรู้สึกรังเกียจมากกว่าคนทุเรศอย่างโจวสวินเสียอีก
“ฉันน่ะหรือของที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้สำหรับพ่อของฉัน ลี่เหยาฉันไม่ใช่เธอเสียหน่อย พ่อของฉันคิดเพื่อฉันได้ถึงขนาดนี้ฉันย่อมไม่โทษท่านหรอก มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่เอาแต่จมปลักกับความคิดแย่ๆ เช่นนี้ จนทำเรื่องแย่ๆ ออกมาตั้งหลายเรื่อง” หลี่เข่อชิงพูดออกมาพลางจ้องมองหวังลี่เหยาด้วยสีหน้าเย้ยหยัน หวังลี่เหยามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วสุดท้ายจึงได้ถามเธอออกมาตามตรง
“เข่อชิงเธอเป็นอะไรไป นี่เธอเพี้ยนไปแล้วหรือถึงได้พูดจาหาเรื่องฉันเช่นนี้”
“ฉันไม่ได้เพี้ยน ก็แค่รู้สึกว่าชีวิตของฉันน่าจะดีขึ้นกว่านี้ถ้าไม่มีเธอคอยวนเวียนในชีวิต” คำพูดของหลี่เข่อชิงทำให้หวังลี่เหยาพลันไม่พอใจในทันที
“เธอกำลังอารมณ์ไม่ดีฉันเข้าใจ แต่มันใช่เรื่องไหมที่จะมาพาลใส่ฉันเช่นนี้” หวังลี่เหยาพูดพลางจ้องมองหลี่เข่อชิงด้วยสายตาเกลียดชังอย่างไม่คิดจะปกปิด
“ฉันไม่ได้พาล ก็แค่รู้สึกว่าคนอย่างเธอคบด้วยแล้วมีแต่ชีวิตตกต่ำ เธอตั้งใจมาหาฉันในวันนี้ก็เพราะต้องการจะพูดถึงโจวสวินไม่ใช่หรือ เขาไปหาเธอแล้วขอร้องให้เธอมาบอกกับฉันใช่ไหมว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะหลอกฉัน เธอกลับไปบอกเขาเลยนะว่าให้เขาไปตายซะ อ้อ แล้วถ้าเธอรู้สึกว่าคนอย่างเขาน่าเสียดายที่ต้องตัดออกไปจากชีวิตล่ะก็ ก็เชิญเธอเก็บเขาเอาไว้ในชีวิตของเธอได้เลย อันที่จริงพวกเธอสองคนก็เหมาะสมกันดีนะ ลองทบทวนคำพูดของฉันให้ดีแล้วก็กลับไปคิดเอาเองก็แล้วกันว่าคำแนะนำของฉันนั้นเธออยากจะลองทำตามหรือไม่” หลี่เข่อชิงพูดออกมาพลางจ้องมองหวังลี่เหยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเช่นเดียวกัน
ในชาติก่อนเธอไม่รู้ว่าหวังลี่เหยากับโจวสวินลงเอยกันตั้งแต่ตอนไหน รู้เพียงแต่ว่าในปีที่ลูกๆ ของเธอมีอายุได้สี่ขวบเธอคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่เธอจะพูดเรื่องการหย่าขาดกับมู่ไป๋ที่เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาให้เธอและลูก โชคดีที่เธอยังไม่ทันได้พูดเรื่องนี้กับมู่ไป๋เธอก็ได้รู้ว่าวังลี่เหยาตั้งครรภ์ แถมพ่อของเด็กในท้องของหวังลี่เหยาก็คือโจวสวิน
ในตอนนั้นโจวสวินสามารถหย่าขาดกับภรรยาที่บ้านนอกได้แล้ว พอพ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรมไปเรื่องการหย่าร้างก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น โจวสวินที่ได้รับการช่วยเหลือทางด้านการเงินจากหลี่เข่อชิงสามารถเปิดโรงงานผลิตอาหารกระป๋องได้สำเร็จและกิจการของเขากำลังไปได้สวย
เดิมทีหลี่เข่อชิงเคยคิดว่าเธอและลูกคงจะสามารถไปอยู่กับเขาได้และคงจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ความฝันของเธอพลันแตกสลายเมื่อได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคนรักและสหายสนิทของเธอกำลังจะมีลูกด้วยกัน ตอนนั้นเธอทุกข์ใจมากตัดสินใจถอนตัวออกมาจากชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้น โชคดีที่เธอไม่เคยทำผิดต่อมู่ไป๋ ความผิดที่ร้ายแรงของของเธอจึงมีแค่เพียงเรื่องเดียวคือการจ่อมจมกับความผิดหวังมากจนเกินไปจนทำให้ดูแลลูกๆ ของเธอได้ไม่ดี และทำให้พวกเขาต้องตายจากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
“เข่อชิง เธอรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรออกมา” หวังลี่เหยาพูดพลางจ้องมองหลี่เข่อชิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความร้อนตัว ท่าทีเช่นนี้ทำให้หลี่เข่อชิงพลันฉุกใจคิดได้ว่าถ้าสองคนนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่แล้วตั้งแต่ตอนนี้ล่ะ…
“ฉันก็แค่พูดไปตามที่ใจคิด แต่จริงๆ แล้วคนอย่างเธอพี่สวินเขาคงจะไม่มีทางสนใจหรอก สวยเท่าฉันหรือก็ไม่ รวยเท่าฉันหรือก็ไม่ ที่สำคัญคนอย่างพี่สวินเขามองแต่คนที่สามารถสนับสนุนเขาได้เท่านั้น” หลี่เข่อชิงจงใจพูดจายั่วยุออกมาทำให้หวังลี่เหยาที่ในตอนนี้ยังอายุน้อยอยู่ความคิดอ่านยังไม่อาจเทียบเท่าเธอได้พลันหัวเราะออกมาในทันที
“ทำไมเธอถึงคิดว่าเขาจะไม่มองฉันเล่า ดีเหมือนกัน! ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะทำตัวเป็นเพื่อนที่แสนดีของเธออีกต่อไปแล้ว ฉันชอบพี่สวินและฉันจะไม่ยอมมอบเขาให้เธอหรอก ส่วนเธอก็เชิญใช้ชีวิตอยู่ในกรงให้พ่อของเธอจับโยนไปทางนั้นทีทางนี้ทีตามที่ใจเขาต้องการเถิด ส่วนฉันจะขออาสาปลอบใจพี่สวินเอง” คำพูดของหวังลี่เหยาทำให้หลี่เข่อชิงหัวเราะออกมาเบาๆ
“ถ้าเขาเอาเธอ ก็เชิญเธอกับเขาร่วมหอลงโรงกันไปเถิด ส่วนฉันขอใช้ชีวิตอยู่ในกรงที่คุณพ่อของฉันจัดเตรียมให้ดีกว่า บังเอิญว่ากรงที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ให้ถูกอกถูกใจฉันพอดี ส่วนเธอโน่น! ประตูเชิญเธอออกไปได้เลย”
“หลี่เข่อชิง เธอเป็นคนทอดทิ้งเขาเองนะ แล้วสักวันเธอจะต้องเสียใจ” หวังลี่เหยาพูดพลางยืดตัวขึ้นแล้วมองลงมาที่หลี่เข่อชิงด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ใช่ฉันทิ้งเขาแล้ว ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วฉันไม่ต้องการ ส่วนเธอถ้าอยากได้ก็เชิญเถอะ ฉันไม่ส่งนะ” หลี่เข่อชิงชี้ไปที่ประตูอีกครั้งทำให้หวังลี่เหยาเดินกระแทกเท้าเดินออกจากห้องไปในทันทีทิ้งให้หลี่เข่อชิงนอนหลับตาเพื่อพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง หญิงร้ายชายชั่วคู่นั้นเธอรีบตัดพวกเขาออกไปจากชีวิตเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี วันหน้าพวกเขาจะลงเอ่ยเช่นไรก็จะได้ไม่เกี่ยวข้องกับเธออีก ความเสียใจของเธอสิ้นสุดไปตั้งแต่ชาติที่แล้วแล้ว