โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ด้านหลังหลุมดำคือบ้านของผมเอง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 พ.ย. 2566 เวลา 10.47 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2566 เวลา 10.47 น. • รพินท์
ไม่ว่าจะพระเอกก็ดี ผู้กล้าก็ดี หรือจะตัวร้ายก็ช่าง พอสู้ศัตรูไม่ได้ก็ชอบส่งพวกมันเข้าหลุมดำ แล้วรู้ไหมว่าสัตว์ประหลาดพวกนั้นถูกดูดไปที่ไหน? ก็ที่บ้านของผมนี่ไง!

ข้อมูลเบื้องต้น

พอกันทีกับความเข้าใจแบบผิดๆ

ถ้ายังคิดกันอยู่ว่าสัตว์ประหลาดที่ถูกส่งเข้าหลุมดำจะตายอยู่ในนั้น

ผมก็ขอให้เลิกซะนะ

ด้านหลังหลุมดำคืออีกมิติที่มีเมืองและผู้คนอาศัยอยู่ต่างหาก

รู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายที่เยอะที่สุดของชาวเมืองแบล็กโฮลคืออะไร?

ก็ค่าซ่อมบ้านยังไงเล่า!

ช่วยระบุพิกัดให้ศัตรูไปตกบนที่รกร้างได้หรือไม่?

ไม่ใช่มาหล่นตุ้บลงบนหลังคาบ้านคนอื่นแบบนี้

พวกคุณคอยดูเถอะ!

ผมจะตามไปตบไอ้บ้าที่พังบ้านหลังน้อยของผมให้กระเด็น

งานนี้ต่อให้ต้องผ่ามิติเพื่อหาตัวการก็ไม่หวั่น

- รพินท์ -

-> ปลดเหรียญวันเว้นวันก่อนติดเหรียญถาวร <-

ติดเหรียญถาวร 8/12/23

sources : ปกนิยาย , ภาพตัวละคร

ผลงานเรื่องอื่นของนักเขียน

[1] ต้นไม้โลกเกิดใหม่เป็นพ่อค้าขายปุ๋ยออนไลน์

สถานะ : จบแล้ว

ต้นไม้โลก สาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ทั้งดวงต้องดับสิ้น

ตอนแรกก็คิดว่าจะต้องไปชดใช้กรรมในบาปที่ก่อเสียอีก

แต่ดันได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ที่โลกอีกใบ

หรือว่านี่จะเป็นนรกที่มาในรูปแบบใหม่ไฉไลกว่าเดิม

แต่อเวจีแห่งนี้ก็ออกจะสุขสบายเกินไปแล้ว

คิดเงินก็ได้ทอง ขนาดคิดทองยังได้เพชร

บ้านสวนกว้างๆก็มีให้อยู่ รถหรูๆก็มีให้นั่ง

เรื่องค้าขายก็ว่ารุ่งแล้วนะ แต่เรื่องความรักกลับพุ่งกว่า

แค่ไลฟ์สดขายของครั้งแรก ก็ตกเจ้าชายของอาณาจักรได้แล้วหนึ่งอัตราถ้วน

แต่อย่าคิดว่าเจ้าชายจะคลั่งรักเป็นอยู่ฝ่ายเดียวนะ

เคยเห็นกันหรือเปล่า? ต้นไม้ก็คลั่งรักคุณได้เหมือนกัน

แต่ทั้งด้านการงานและความรักคงจะประสบความสำเร็จได้ยากกว่านี้

หากไม่มีหุ่นยนต์พ่อบ้านสุดป่วนคอยให้ความช่วยเหลือ

สารพัดวิธีพิศดารที่เหนือคำบรรยายแบบนั้นก็ยังอุตส่าห์ไปขุดขึ้นมาใช้จนได้

"ฉันควรจะให้ดิน ปุ๋ยและน้ำกับเธอเท่าไหร่?"

"ปริมาณขึ้นอยู่กับคุณ แต่ที่ขาดไม่ได้คือความสม่ำเสมอครับ"

"แล้วแสงล่ะ?"

"แสงรำไรครับ ชอบคนที่เป็นร่มเงาและเป็นที่พึ่งพิงได้ แล้วคุณชอบต้นไม้แบบไหนครับ?"

"ชอบต้นไม้ที่ต้องการแค่ความสม่ำเสมอกับแสงรำไร"

→ กดอ่านเลย ←

source : ภาพตัวละคร

[2] ปลาเผาจะตกสามีจากรายการเดตให้ได้เลย

ปลาเผา ได้ชื่อนี้มาเพราะเป็นลูกเจ้าของร้านซีฟู้ด

ชื่อดูน่ากินก็จริง แต่ดันไม่มีใครกล้าตักเข้าปาก

เพราะผมดันเป็นปลาปักเป้าเผา

หนามก็แหลม แถมมีพิษร้ายถึงตาย

หน้าตาและนิสัยดูเหมือนตัวร้าย

แต่ผมขอนิยามตัวเองว่าเป็นคนธรรมดาดีกว่า

ไม่ดี ไม่เลว เดินทางสายกลาง

ได้แต่เฝ้ามองความรักของคนอื่นผ่านรายการเดตชื่อดังมานาน

ส่งใบสมัครไปตั้งหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ

แต่แล้วก็สมหวังได้เป็นผู้เข้าร่วมรายการในซีซั่นที่เจ็ด

ผมจะตกสามีดีโปรไฟล์เด็ดกลับบ้านให้พ่อแม่รับขวัญลูกเขยให้ดู

→ กดอ่านเลย ←

source : ตัวละคร

ใครพังบ้านผม (1/2)

ตอนที่ 1.1

ใครพังบ้านผม

ตัวละครหลักของเรื่องมักจะส่งศัตรูที่แข็งแกร่งเกินไปเข้าหลุมดำ ไม่ว่าจะในซีรี่ย์ ภาพยนตร์ นิยาย หรือแม้กระทั่งการ์ตูน จากนั้นเรื่องก็จบลงอย่างงดงาม โลกของพวกเขากลับมาสงบสุขอีกครั้ง และใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างปลอดภัยหายห่วง โดยที่ไม่ได้รับรู้เลยว่าตัวเองได้โยนภาระขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสัตว์ประหลาดใส่หลังคาบ้านคนอื่นเสียแล้ว

เมืองแบล็กโฮลคือถิ่นอาศัยของมนุษย์ที่ตั้งอยู่ด้านหลังของหลุมดำ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพสักหน่อย หลุมดำก็คือประตูเมืองแบล็กโฮลนั่นแหละ แต่มีน้อยคนที่จะได้ถือครองกุญแจสำหรับไขประตูบานนี้ ในแต่ละโลกจะมีผู้ที่สามารถเปิดประตูเพียงหนึ่งคนเป็นอย่างมาก หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้

จำนวนเงินที่ชาวเมืองแบล็กโฮลต้องเสียให้กับบริษัทก่อสร้างในแต่ละปีนั้นมีจำนวนมากโข บ้านของผู้คนที่นี่จึงดูใหม่เอี่ยมอ่องอยู่ตลอดเวลา เพราะอย่างน้อยก็ต้องซ่อมหรือสร้างใหม่ปีละประมาณสามหนเป็นอย่างต่ำ ขนาดใช้แร่ที่แข็งแกร่งที่สุดที่สามารถหาได้ในโลกนี้มาสร้างบ้านแล้ว ก็ยังทนแรงกระแทกของสิ่งมีชีวิตต่างโลกที่อยู่ๆก็โผล่ขึ้นมาบนฟ้า แล้วร่วงลงมาโหม่งโลกไม่ได้เลย แถมยังเลือกจุดตกแบบแรนดอมที่ไม่สามารถคำนวณหรือคาดเดาตำแหน่งได้อีกด้วย

ถ้าหากไม่มีงานทำ ก็แค่ไปจับงานก่อสร้างก็รับรองได้เลยว่าไม่มีวันอดตาย แถมยังมีเงินให้ใช้ไม่ขาดมืออีกต่างหาก เป็นอาชีพแนะนำอันดับหนึ่งที่คุณครูห้องแนะแนวชอบหยิบยกมาใช้ เวลาที่เห็นแววว่าเด็กนักเรียนในความดูแลคงจะไปทางอื่นไม่รอดแล้ว

ผมคือริโอ กราเวลล์ ลูกชายคนเล็กของท่านเจ้าเมืองแบล็กโฮล แต่หากจะคิดว่าผมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นั่นก็คงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมหันต์แล้ว เพราะว่าผมเป็นลูกชังของครอบครัวกราเวลล์ต่างหาก

ผู้คนในโลกนี้วัดค่าของคนจากพลังเวทที่ครอบครอง ชีวิตประจำวันของชาวเมืองแบล็กโฮลล้วนแล้วแต่พึ่งพาเวทมนตร์ทั้งสิ้น ตั้งแต่งานง่ายๆอย่างการกวาดถูบ้าน ไปจนถึงการหิ้วสัตว์ประหลาดไปทิ้งให้ไกลๆ ตัวไหนที่เปรี้ยวจัดแล้วอาละวาดจนบ้านเมืองพัง ก็จะถูกจัดการให้สิ้นซาก

ส่วนเรื่องการป้องกันนั้นอย่าได้พูดถึง เพราะจะให้เปิดเวทบาเรียเอาไว้ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดจะตกลงมาเมื่อไหร่นั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนอุปกรณ์ที่บรรจุเวทป้องกันนั้นราคาแพงยิ่งกว่าค่าซ่อมบ้านพันครั้งรวมกันเสียอีก เพราะเป็นสินค้าแรร์ไอเท็ม ซึ่งมีวัสดุสำคัญคือแร่หายาก แถมอุปกรณ์ยังเป็นแบบใช้แล้วทิ้งอีกด้วย หรือก็คือป้องกันสัตว์ประหลาดได้เพียงหนึ่งครั้งถ้วนเท่านั้น ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนเลยสักนิด แต่ถึงอยากจะซื้อหามาเก็บไว้ คนที่มีอยู่ในครอบครองก็ไม่เต็มใจที่จะขายออกไปนัก

ตัวผมที่ไร้ซึ่งแก่นเวทมาตั้งแต่กำเนิดก็เลยกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าขยะ เพราะอย่างน้อยขยะก็ยังสามารถนำมารีไซเคิลได้ คนบ้านกราเวลล์เห็นผมเป็นเพียงความด่างพร้อยของตระกูลเท่านั้น

คฤหาสน์ของท่านเจ้าเมืองกินพื้นกว้างขวางมากถึงสามสิบไร่ แต่ตัวผมกลับถูกส่งมาอยู่บ้านหลังเล็กท้ายสวนทางด้านหลัง ที่ตั้งอยู่เกือบจะติดกำแพงรั้วบ้านแล้ว ห่างไกลจากบ้านใหญ่หรูหราที่พ่อแม่และพี่ชายอาศัยอยู่ยิ่งนัก ผมเองก็จำเรื่องราวในตอนนั้นไม่ได้แล้วว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผมต้องมาอยู่ที่นี่ รู้แค่ว่าพวกเราย้ายจากบ้านหลังใหญ่มาอยู่ที่บ้านหลังเล็กด้วยกัน จากนั้นคนในครอบครัวก็ทยอยย้ายกลับไปทีละคน จนสุดท้ายก็เหลือแค่ผมเพียงคนเดียว

แต่ยังไงผมก็ยังคงรักบ้านหลังนี้มากอยู่ดี ถึงตัวบ้านจะเก่าไปสักหน่อย เนื่องจากไม่ได้รับการซ่อมแซมบ่อยครั้งเหมือนกับบ้านคนอื่น แต่มันก็เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับผม ไม่ใช่แค่เฉพาะทางด้านจิตใจนะ แต่ครอบคลุมถึงสวัสดิภาพทางร่างกายด้วยอีกต่างหาก เพราะว่าไม่เคยมีสัตว์ประหลาดหล่นลงมาทับบ้านผมเลยสักครั้ง นับตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่จำความได้ อย่างมากที่สุดก็แค่เฉี่ยวๆเท่านั้น อยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่อยู่เหมือนกัน เพราะส่วนอื่นของบ้านรวมถึงตัวคฤหาสน์โดนอุกกาบาตมีชีวิตพุ่งชนแทบทุกวันเลย

แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกอยู่ดี ถึงจะแอบดอดออกไปได้บ้าง แต่น้อยครั้งที่จะประสบความสำเร็จ บ้างก็โดนจับได้ขณะปีนกำแพงบ้าน บางทีพอลอดกำแพงออกไปได้แค่ครึ่งตัวก็มีคนมาดักหน้าเอาไว้แล้ว รูที่อุตส่าห์ขุดจนเลือดตาแทบกระเด็น กลับถูกคนงานที่มีเวทดินกลบมิดปิดตายภายในเวลาสามวินาทีครึ่ง

มีบ้างบางโอกาสที่คนบ้านใหญ่นึกสงสาร ก็เลยพาผมออกไปด้วยกัน แต่ก็ต่างพากันล้อมหน้าหลังจนผมแทบจะไม่ได้มองดูอะไรเลย พวกเขาคงจะอับอายเกินกว่าที่จะให้ชาวบ้านเห็นคนไร้ประโยชน์ประจำตระกูล พอคิดได้แบบนั้นผมก็ไม่เคยออกไปไหนมาไหนเวลาที่พวกเขาจะหิ้วผมติดไม้ติดมือไปด้วยอีก

แต่อย่างน้อยผมก็เกิดมาพร้อมกับรูปร่างหน้าตาสัดส่วนทองคำ อีกทั้งยังรับเอายีนส์เด่นของบ้านกราเวลล์ที่สืบทอดกันมาอย่างครบถ้วน เส้นผมสีเงินยวงกับนัยน์ตาสีฟ้ากระจ่าง คล้ายกับดวงจันทร์ที่ขึ้นประดับท้องฟ้ายามกลางวัน ผิวขาวหยวกตัดกับเลือดฝาดอย่างคนสุขภาพดี ดูราวกับผืนหิมะที่โรยด้วยกลีบแมกโนเลียสีชมพูอ่อน

โลกหลังหลุมดำนี้ก็มีบิวตี้พรีวิลเลจเหมือนกันนะ ถึงจะไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ แต่การที่ผมไม่ได้โดนชาวเมืองพากันเดียดฉันท์ทั้งหมด ก็เพราะว่าความหน้าตาดีนี่แหละ จะหาคนที่งดงามกว่าผมในเมืองนี้ไม่มีอีกแล้ว

"ริโอ ท่านพ่อเรียกหา รีบๆเดินมาที่บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้เลย"

เสียงของคุณชายมอนโรผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวของผมดังออกมาจากเครื่องมือเวทสื่อสาร ซึ่งวางอยู่ตรงชั้นวางของติดกำแพงห้องนั่งเล่น ผมที่กำลังนอนดูฝ้าเพดานเพลินๆถึงกับต้องถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกใหญ่ จะให้ไปหาก็ช่วยเปิดวงเวทเคลื่อนย้ายให้หน่อยเถอะ ขนย้ายคนตัวเล็กๆแค่หนึ่งอัตรา จะสิ้นเปลืองพลังสักแค่ไหนกันเชียว ไม่มาเดินเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันไกลแค่ไหน ไอ้พี่แยมโรลรังแกคนอื่นมากเกินไปแล้ว

เอาเรื่องใหม่มาเสิร์ฟแล้ว ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

ใครพังบ้านผม (2/2)

ตอนที่ 1.2

ใครพังบ้านผม

"สัตว์ประหลาดจากโลกรหัสWU0834ถูกส่งเข้ามาที่เมืองแบล็กโฮลถี่กว่าปกติ พ่อก็เลยจะให้ลูกเดินทางข้ามมิติไปที่โลกนั้น เพื่อหาสาเหตุและหาหนทางแก้ไขปัญหา"

หลังจากที่ผมเดินทางข้ามเนินสวนและลำคลองภายในคฤหาสน์เพื่อมายังบ้านใหญ่แล้ว ผมก็ถูกเรียกให้นั่งลงตรงโซฟาในห้องรับแขก เบาะโซฟายังไม่ทันจะอุ่น น้ำยังไม่ทันได้จิบเพื่อดับความกระหายจากการเดินทางไกล ท่านเจ้าเมืองก็พาเข้าเรื่องโดยที่ไม่มีการเกริ่นบทนำใดๆทั้งสิ้น ในที่สุดพวกเขาก็หาหนทางรีไซเคิลผมได้แล้ว ผมได้ยกระดับขึ้นมาเทียบเท่ากับขยะในสายตาพวกเขาเสียที

จำนวนโลกต่างๆมีอยู่มากมายนับอนันต์ สัตว์ประหลาดที่มาจากต่างถิ่นก็จะมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน และได้มีการบันทึกเอาไว้โดยหอสมุดแห่งเมืองแบล็กโฮล ทำให้พวกเราสามารถจำแนกประเภทของสัตว์ประหลาดของแต่ละโลกที่ถูกส่งมายังที่นี่ได้

ส่วนสาเหตุที่ท่านเจ้าเมืองส่งผมไปนั้น เพราะว่าถึงผมจะมีดีแค่หน้าตาและไร้ซึ่งพลังเวท พลังกายของผมอาจจะน้อยกว่าชาวเมืองแบล๋กโฮลทั่วไป และเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนด๋อยที่สุดในโลกนี้ แต่สำหรับโลกภายนอกหลุมดำนั้น ความแข็งแกร่งทางร่ายกายของผมเทียบเท่าผู้ใช้เวทเสริมกำลังระดับพิเศษเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นที่เมืองนี้จึงมีผู้ที่เสียชีวิตจากการโดนสัตว์ประหลาดทับเท่ากับศูนย์ ความรู้สึกก็เหมือนกับโดนมดวิ่งชนนั่นแหละ ก็มีบ้างที่ตัวบัคเจ๋งๆจะหลุดเข้ามา แต่อย่างมากก็แค่ทำให้คนที่นี่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น

"แล้วทำไมไม่ให้คุณชายมอนโรไปเองล่ะครับ"

ผมถามขึ้นพลางสังเกตสีหน้าของทุกคน ท่านเจ้าเมืองคิ้วขมวดทันที ส่วนคนเป็นภริยาก็มีท่าทีกระอักกระอ่วน คนที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายคนโตก็ทำหน้าเหวอไปแล้ว สาเหตุก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่การเดินทางข้ามโลกเป็นตั๋วเที่ยวเดียว ไปได้แต่ไม่มีตั๋วขากลับ

"มอนโรต้องสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองต่อ คงจะให้พี่เขาไปไม่ได้หรอกนะริโอ"

ภริยาท่านเจ้าเมืองยกเหตุผลด้านความอยู่รอดของเมืองหลุมดำขึ้นมาอ้าง

"ถ้าอย่างนั้นก็เปิดรับอาสาสมัครเถอะครับ เพราะผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ"

ผมปฏิเสธตำแหน่งขยะรีไซเคิลแล้วรีบลุกออกมาทันที ไม่สนใจคนบ้านใหญ่ที่ยกมืออ้าปากค้างเหมือนจะพยายามรั้งตัวผมเอาไว้ เพื่อที่จะเกลี้ยกล่อมผมอีกครั้งแต่ดันคิดบทไม่ทัน อย่าคิดว่าจะกำจัดจุดอ่อนของตระกูลไปได้ง่ายๆนะ ผมไม่ยอมไปตกระกำลำบากในโลกที่ไม่รู้จักหรอก ถึงอยู่ที่นี่จะต้องใช้ชีวิตไปวันๆอย่างเหงาๆ แต่ก็ทำตัวขี้เกียจได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดต่อใคร

สรุปน้ำยังไม่ได้ดื่มเลยสักหยด ผมก็ต้องเดินทางไกลกลับบ้านอีกแล้ว ถ้าแวะจิบน้ำคลองสักอึกสองอึกจะทำให้ท้องเสียหรือเปล่า

ผมใช้เวลาไปพักใหญ่ๆ ในที่สุดภาพบ้านหลังน้อยของผมก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ผมยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าจุดหมายปลายทางอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว ผมจะได้นั่งพักนอนพัก แล้วดื่มน้ำหวานเย็นชื่นใจสักที

โครม

ผมหลับตาลงและยกมือขึ้นป้องใบหน้า เพราะแรงลมและฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย จากการที่วัตถุขนาดมหึมาตกกระทบกับพื้นจากความสูงหลายหมื่นฟุต เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้วผมจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และก็ได้เห็นว่าบ้านของผมพังครืนจนเหลือแต่ตอไปแล้ว

สัตว์ประหลาดหนอนด้วงนอนดิ้นกระแด่วอยู่ตรงจุดที่เคยมีสิ่งปลูกสร้าง ดูจากลักษณะทางกายภาพของมันแล้ว เจ้านี่เป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกWU0834ชัวร์

กุกกัก

คุณพ่อบ้านขุดตัวเองขึ้นมาจากซากปรักหักพัง เขาจะเข้ามาดูแลเรื่องความสะอาดและความเรียบร้อยของบ้านท้ายสวนอยู่เป็นระยะ แต่วันนี้คงจะเลือกเวลาผิดไปสักหน่อย ก็เลยเจอแจ็กพอตเข้าไปเต็มๆ เขาปัดฝุ่นตามเนื้อตัวก่อนจะสำรวจสถานการณ์ด้วยใบหน้านิ่งอย่างที่เห็นอยู่เป็นประจำ บุคลิกของเขาในตอนนี้ช่างขัดกับความมอมแมมและเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นยิ่งนัก เขาทำท่าจะยกเจ้าหนอนยักษ์ไปทิ้ง ผมก็เลยเอ่ยปากห้ามปรามเอาไว้ก่อน

"พี่ออสการ์ไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง"

คนเป็นพี่เลี้ยงได้ยินแบบนั้นก็หลีกทางให้ผมที่จ้ำอ้าวเขาไปตรงจุดเกิดเหตุ ผมจับส่วนที่ไม่รู้ว่าเป็นหัวหรือหางของสัตว์ประหลาดแล้วยกขึ้นด้วยมือข้างเดียว แล้วเหวี่ยงแขนเป็นวงกลมด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนอนเวียนหัวเป็นหรือเปล่า จากนั้นผมออกแรงที่เค้นจากความแค้น แล้วเขวี้ยงมันไปทางป่านอกเมือง ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าที่แรงขว้างจะหมดลง สัตว์ประหลาดที่ลอยออกไปไกลลิบจนเห็นเป็นจุดเล็กๆก็ทิ้งดิ่งลงตามแรงโน้มถ่วงอีกครั้ง

ผมหันหลังวิ่งกลับไปที่บ้านใหญ่อีกครั้งอย่างที่ลืมไปแล้วว่าความเหนื่อยคืออะไร เมื่อมาถึงก็พบว่าทุกคนไม่ได้อยู่ที่ห้องรับแขกเหมือนเดิม พอหันไปเห็นเวลาที่ตู้นาฬิกาโบราณซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของท่านเจ้าเมือง ก็พบว่าได้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว ผมก็เปลี่ยนทิศทางไปที่ห้องอาหารทันที ทั้งสามคนเห็นผมพรวดพราดเข้าไปก็เกิดอาการติดสตั๊น นิ่งค้างอยู่ในท่าถือช้อนส้อมที่กำลังตักอาหารเข้าปาก

ถึงจะเป็นภาพที่ดูตลกดี แต่ผมไม่รู้สึกขำเลยสักนิด นั่งกินข้าวกันหน้าตาสลอน โดยไม่สนใจกันเลยที่บ้านผมโดนอุกกาบาตตัวใหญ่น้ำหนักหลายตันพุ่งเข้าใส่ ลูกชังน้องไม่รักคนนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่างสินะ ในเมื่อไม่มีใครที่นี่ต้องการผมอีกแล้ว ถ้างั้นผมก็จะไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ความน้อยใจที่อยู่ๆก็ตีตื้นขึ้นมาบวกกับความโมโหเพราะที่ซุกหัวนอนหนึ่งเดียวเละเทะไปแล้ว ผมจึงเปลี่ยนใจรับภารกิจที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้โดยทันที

"เดี๋ยวผมไปเอง"

ลาก่อนครอบครัวห่วยบรม แล้วเจอกันนะไอ้ตัวการที่พังบ้านผม พ่อจะลากมาตบให้กระเด็นเลยเคยดู

พื้นที่นอกเขตปลอดภัย ก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ

ไม่ได้ดราม่าครอบครัวหนักนะคะ เป็นเรื่องราวของมนุษย์สายพันธุ์มึน อึน ซึน และมโน

ใครกันที่ปากหนัก (1/2)

ตอนที่ 2.1

ใครกันที่ปากหนัก

เมื่อตกปากรับภารกิจไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็ตัดสินใจว่าจะขอกินอาหารดีๆสักมื้อก่อนออกเดินทางข้ามมิติ ปกติอาหารที่บ้านท้ายสวนจะมีเพียงผักกับเศษเนื้อเท่านั้นผมจึงสลัดความเกรงใจทิ้ง แล้วสะกดจิตตัวเองให้คิดว่านี่เป็นงานเลี้ยงอำลา ผมจึงเดินไปหยิบจานและช้อนส้อม แล้วกวาดข้าวสวยในหม้อหุงข้าวออกมาจนพูนจาน

เมื่อหันกลับมาที่โต๊ะกินข้าวก็พบว่ามีเก้าอี้แค่สามตัวเท่านั้น ซึ่งก็ถูกคนบ้านใหญ่จับจองเอาไว้หมดแล้ว ขนาดเก้าอี้ยังไม่มีเผื่อผมเลยสักกะตัว ผมก็เลยเดินเข้าไปหาคุณชายมอนโร แล้วยืนมองกดดันเขาใกล้ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เขารับรู้ว่าผมจะนั่งตรงนี้

"ถ้าไม่ลุกออกจากเก้าอี้ก็ไปทำภารกิจเองเลยนะ ไม่รู้ว่าคุณชายแยมโรลจะทนอยู่ในโลกต่างมิติได้กี่ชั่วโมงกัน"

คุณชายหันไปมองหน้าพ่อแม่ราวกับกำลังฟ้องพวกท่านผ่านทางสายตา เพื่อให้ตักเตือนว่ากล่าวถึงพฤติกรรมของผม แต่พวกท่านก็ไม่ได้ทำตามความต้องการของลูกชายคนโปรด คงเพราะกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจเรื่องย้ายโลก คุณชายก็เลยตักกับข้าวใส่จานตัวเอง แล้วลุกขึ้นออกจากเก้าอี้ ก่อนจะไปยืนกินข้าวที่เคาน์เตอร์ทำครัวด้วยท่าทางเจี๋ยมเจี้ยม ผมก็เลยหย่อนก้นลงนั่งแทนที่ ท่านเจ้าเมืองกับภริยาตอนนี้โกรธจนตาแดงกล่ำแล้ว

ผมเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็ตาลุกวาว ผมตักแต่อาหารจานเนื้อขึ้นมาทาน ไม่แตะต้องจานผักเลยสักนิดเพราะว่ากินจนเบื่อแล้ว ภริยาท่านเจ้าเมืองมองการกระทำของผมด้วยความไม่พอใจที่ฉายชัดทางสีหน้า เมื่อก่อนตอนที่ผมยังมาร่วมโต๊ะอาหารด้วย พวกเขาก็ชอบให้ผมกินแต่ผักเยอะๆอยู่นั่นแหละ ผมก็เลยทำตัวพยศด้วยการไม่มากินข้าวกับทุกคนอีก

"ผมต้องไปตอนนี้เลยใช่ไหมครับ?"

ผมถามขึ้นเมื่อตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากเรียบร้อย ผมวางช้อนส้อมลงบนจาน แล้วยกมือลูบพุงตัวเองด้วยความอึดอัด

"ใช่ ลูกกลับไปเก็บข้าวของที่บ้านก่อน เดี๋ยวพ่อจะเตรียมเปิดประตูมิติเอาไว้ให้"

"ไม่มีอะไรให้เก็บ บ้านโดนสัตว์ประหลาดทับพังไปแล้ว"

"ห้ะ?!"

ทั้งสามคนอุทานออกมาพร้อมกัน ดูจากปฏิกิริยาก็คงจะไม่รู้จริงๆว่าบ้านของผมเหลือแต่ซาก แต่พอมาคิดดีๆก็ไม่ใช่เครื่องแปลก เพราะว่าเสียงโครมครามเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ไปแล้ว พวกเขาก็คงนึกไม่ถึงว่าบ้านของผมที่อยู่รอดปลอดภัยมาหลายปีจะกลายเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ในครั้งนี้

พอทุกคนเรียกขวัญที่หายไปเพราะความตกใจกลับมาได้แล้ว ภริยาท่านเจ้าเมืองรีบลุกออกจากห้องอาหาร แล้วเดินหายขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้านทันที ส่วนคนที่มีศักดิ์เป็นพ่อก็หายเข้าไปในห้องเก็บเครื่องเคลื่อนย้ายระหว่างมิติ คุณชายแยมโรลวางขวดยาแก้ท้องอืดเอาไว้บนโต๊ะกินข้าว ก่อนจะเดินตามท่านเจ้าเมืองไปอีกคน ปล่อยผมให้นั่งเคว้งอยู่ตรงนี้เพียงคนเดียว

ผมก็เลยจิ๊กยาขวดนั้นมากินเสียเลย แล้วใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อเดินย่อยอาหาร ไม่รู้เพราะจิตใต้สำนึกหรืออย่างไร ที่พาผมมายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนขอวตัวเองสมัยที่ยังเป็นเด็ก ผมเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าทุกอย่างยังคงเหมือนกับภาพในความทรงจำ ผมย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้นานมากแล้ว แต่ไม่ว่านึกอยากจะหยิบจับอะไรขึ้นมาดู ก็พบว่ามันยังอยู่ตรงนั้นเสมอ ผมทิ้งตัวลงนอนเล่นบนเตียงโดยห้อยขาลงพื้น เพราะว่าตัวยาวเลยของเตียงเด็กไปมากแล้ว

"ได้เวลาแล้วริโอ"

กรดยังไม่ทันจะไหลย้อนขึ้นมาเพราะนอนตอนที่ท้องยังอิ่ม เสียงพี่ริโอก็ดังขึ้นตรงหน้าประตูที่ผมเปิดกว้างเอาไว้ ผมตัดใจลุกขึ้นจากเตียงนุ่มสบาย แล้วเดินตามคนเป็นพี่ชายไป

ประตูมิติรูปวงกลมตั้งอยู่กลางห้องสีขาวล้วนสะอาดตา ภายในประตูมีแสงสีฟ้าขาวหมุนวนอยู่ สิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ชนิดนี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อที่จะส่งคนดีที่หลุดเข้ามาในหลุมดำเพราะโดนตัวร้ายเล่นงาน ให้พวกเขาได้กลับไปปกป้องโลกของตัวเองจากหายนะ แต่ก็ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว ล่าสุดก็คงจะเมื่อประมาณหนึ่งพันปีก่อนเห็นจะได้

พอคุณพ่อส่งสัญญาณให้ผมเดินเข้าไปในประตู คุณแม่ก็ยื่นกระเป๋าเป้มิติใบเล็กมาให้ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าด้านในใส่อะไรเอาไว้ แต่ก็ยังรับมาสะพายขึ้นหลังอยู่ดี คุณแม่สวมแหวนที่บรรจุพลังเวทเอาไว้จนเต็มเปี่ยมลงบนนิ้วโป้ง เพื่อที่จะทำให้ผมใช้งานกระเป๋ามิติได้ด้วย เพราะตัวผมไม่มีพลังเวท แต่กระเป๋าจะตอบสนองต่อพลังที่อยู่ในแหวนแทน ซึ่งดูจากขนาดของแหวนแล้วก็คงจะเป็นของท่านเจ้าเมืองมากกว่า

การเดินทางข้ามมิติไม่ได้ง่ายนัก เพราะนอกจากร่างกายจะต้องทนรับแรงเสียดทานแล้ว สมองยังต้องเรียนลัดภาษาและเรื่องราวคร่าวๆของโลกหมายเลขWU0834ไปด้วย ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่าได้ทำการอัพเดตครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไหร่

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...