ด้านหลังหลุมดำคือบ้านของผมเอง
ข้อมูลเบื้องต้น
พอกันทีกับความเข้าใจแบบผิดๆ
ถ้ายังคิดกันอยู่ว่าสัตว์ประหลาดที่ถูกส่งเข้าหลุมดำจะตายอยู่ในนั้น
ผมก็ขอให้เลิกซะนะ
ด้านหลังหลุมดำคืออีกมิติที่มีเมืองและผู้คนอาศัยอยู่ต่างหาก
รู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายที่เยอะที่สุดของชาวเมืองแบล็กโฮลคืออะไร?
ก็ค่าซ่อมบ้านยังไงเล่า!
ช่วยระบุพิกัดให้ศัตรูไปตกบนที่รกร้างได้หรือไม่?
ไม่ใช่มาหล่นตุ้บลงบนหลังคาบ้านคนอื่นแบบนี้
พวกคุณคอยดูเถอะ!
ผมจะตามไปตบไอ้บ้าที่พังบ้านหลังน้อยของผมให้กระเด็น
งานนี้ต่อให้ต้องผ่ามิติเพื่อหาตัวการก็ไม่หวั่น
- รพินท์ -
-> ปลดเหรียญวันเว้นวันก่อนติดเหรียญถาวร <-
ติดเหรียญถาวร 8/12/23
sources : ปกนิยาย , ภาพตัวละคร
ผลงานเรื่องอื่นของนักเขียน
[1] ต้นไม้โลกเกิดใหม่เป็นพ่อค้าขายปุ๋ยออนไลน์
สถานะ : จบแล้ว
ต้นไม้โลก สาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ทั้งดวงต้องดับสิ้น
ตอนแรกก็คิดว่าจะต้องไปชดใช้กรรมในบาปที่ก่อเสียอีก
แต่ดันได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ที่โลกอีกใบ
หรือว่านี่จะเป็นนรกที่มาในรูปแบบใหม่ไฉไลกว่าเดิม
แต่อเวจีแห่งนี้ก็ออกจะสุขสบายเกินไปแล้ว
คิดเงินก็ได้ทอง ขนาดคิดทองยังได้เพชร
บ้านสวนกว้างๆก็มีให้อยู่ รถหรูๆก็มีให้นั่ง
เรื่องค้าขายก็ว่ารุ่งแล้วนะ แต่เรื่องความรักกลับพุ่งกว่า
แค่ไลฟ์สดขายของครั้งแรก ก็ตกเจ้าชายของอาณาจักรได้แล้วหนึ่งอัตราถ้วน
แต่อย่าคิดว่าเจ้าชายจะคลั่งรักเป็นอยู่ฝ่ายเดียวนะ
เคยเห็นกันหรือเปล่า? ต้นไม้ก็คลั่งรักคุณได้เหมือนกัน
แต่ทั้งด้านการงานและความรักคงจะประสบความสำเร็จได้ยากกว่านี้
หากไม่มีหุ่นยนต์พ่อบ้านสุดป่วนคอยให้ความช่วยเหลือ
สารพัดวิธีพิศดารที่เหนือคำบรรยายแบบนั้นก็ยังอุตส่าห์ไปขุดขึ้นมาใช้จนได้
"ฉันควรจะให้ดิน ปุ๋ยและน้ำกับเธอเท่าไหร่?"
"ปริมาณขึ้นอยู่กับคุณ แต่ที่ขาดไม่ได้คือความสม่ำเสมอครับ"
"แล้วแสงล่ะ?"
"แสงรำไรครับ ชอบคนที่เป็นร่มเงาและเป็นที่พึ่งพิงได้ แล้วคุณชอบต้นไม้แบบไหนครับ?"
"ชอบต้นไม้ที่ต้องการแค่ความสม่ำเสมอกับแสงรำไร"
→ กดอ่านเลย ←
source : ภาพตัวละคร
[2] ปลาเผาจะตกสามีจากรายการเดตให้ได้เลย
ปลาเผา ได้ชื่อนี้มาเพราะเป็นลูกเจ้าของร้านซีฟู้ด
ชื่อดูน่ากินก็จริง แต่ดันไม่มีใครกล้าตักเข้าปาก
เพราะผมดันเป็นปลาปักเป้าเผา
หนามก็แหลม แถมมีพิษร้ายถึงตาย
หน้าตาและนิสัยดูเหมือนตัวร้าย
แต่ผมขอนิยามตัวเองว่าเป็นคนธรรมดาดีกว่า
ไม่ดี ไม่เลว เดินทางสายกลาง
ได้แต่เฝ้ามองความรักของคนอื่นผ่านรายการเดตชื่อดังมานาน
ส่งใบสมัครไปตั้งหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ
แต่แล้วก็สมหวังได้เป็นผู้เข้าร่วมรายการในซีซั่นที่เจ็ด
ผมจะตกสามีดีโปรไฟล์เด็ดกลับบ้านให้พ่อแม่รับขวัญลูกเขยให้ดู
→ กดอ่านเลย ←
source : ตัวละคร
ใครพังบ้านผม (1/2)
ตอนที่ 1.1
ใครพังบ้านผม
ตัวละครหลักของเรื่องมักจะส่งศัตรูที่แข็งแกร่งเกินไปเข้าหลุมดำ ไม่ว่าจะในซีรี่ย์ ภาพยนตร์ นิยาย หรือแม้กระทั่งการ์ตูน จากนั้นเรื่องก็จบลงอย่างงดงาม โลกของพวกเขากลับมาสงบสุขอีกครั้ง และใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างปลอดภัยหายห่วง โดยที่ไม่ได้รับรู้เลยว่าตัวเองได้โยนภาระขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสัตว์ประหลาดใส่หลังคาบ้านคนอื่นเสียแล้ว
เมืองแบล็กโฮลคือถิ่นอาศัยของมนุษย์ที่ตั้งอยู่ด้านหลังของหลุมดำ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพสักหน่อย หลุมดำก็คือประตูเมืองแบล็กโฮลนั่นแหละ แต่มีน้อยคนที่จะได้ถือครองกุญแจสำหรับไขประตูบานนี้ ในแต่ละโลกจะมีผู้ที่สามารถเปิดประตูเพียงหนึ่งคนเป็นอย่างมาก หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้
จำนวนเงินที่ชาวเมืองแบล็กโฮลต้องเสียให้กับบริษัทก่อสร้างในแต่ละปีนั้นมีจำนวนมากโข บ้านของผู้คนที่นี่จึงดูใหม่เอี่ยมอ่องอยู่ตลอดเวลา เพราะอย่างน้อยก็ต้องซ่อมหรือสร้างใหม่ปีละประมาณสามหนเป็นอย่างต่ำ ขนาดใช้แร่ที่แข็งแกร่งที่สุดที่สามารถหาได้ในโลกนี้มาสร้างบ้านแล้ว ก็ยังทนแรงกระแทกของสิ่งมีชีวิตต่างโลกที่อยู่ๆก็โผล่ขึ้นมาบนฟ้า แล้วร่วงลงมาโหม่งโลกไม่ได้เลย แถมยังเลือกจุดตกแบบแรนดอมที่ไม่สามารถคำนวณหรือคาดเดาตำแหน่งได้อีกด้วย
ถ้าหากไม่มีงานทำ ก็แค่ไปจับงานก่อสร้างก็รับรองได้เลยว่าไม่มีวันอดตาย แถมยังมีเงินให้ใช้ไม่ขาดมืออีกต่างหาก เป็นอาชีพแนะนำอันดับหนึ่งที่คุณครูห้องแนะแนวชอบหยิบยกมาใช้ เวลาที่เห็นแววว่าเด็กนักเรียนในความดูแลคงจะไปทางอื่นไม่รอดแล้ว
ผมคือริโอ กราเวลล์ ลูกชายคนเล็กของท่านเจ้าเมืองแบล็กโฮล แต่หากจะคิดว่าผมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นั่นก็คงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมหันต์แล้ว เพราะว่าผมเป็นลูกชังของครอบครัวกราเวลล์ต่างหาก
ผู้คนในโลกนี้วัดค่าของคนจากพลังเวทที่ครอบครอง ชีวิตประจำวันของชาวเมืองแบล็กโฮลล้วนแล้วแต่พึ่งพาเวทมนตร์ทั้งสิ้น ตั้งแต่งานง่ายๆอย่างการกวาดถูบ้าน ไปจนถึงการหิ้วสัตว์ประหลาดไปทิ้งให้ไกลๆ ตัวไหนที่เปรี้ยวจัดแล้วอาละวาดจนบ้านเมืองพัง ก็จะถูกจัดการให้สิ้นซาก
ส่วนเรื่องการป้องกันนั้นอย่าได้พูดถึง เพราะจะให้เปิดเวทบาเรียเอาไว้ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดจะตกลงมาเมื่อไหร่นั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนอุปกรณ์ที่บรรจุเวทป้องกันนั้นราคาแพงยิ่งกว่าค่าซ่อมบ้านพันครั้งรวมกันเสียอีก เพราะเป็นสินค้าแรร์ไอเท็ม ซึ่งมีวัสดุสำคัญคือแร่หายาก แถมอุปกรณ์ยังเป็นแบบใช้แล้วทิ้งอีกด้วย หรือก็คือป้องกันสัตว์ประหลาดได้เพียงหนึ่งครั้งถ้วนเท่านั้น ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนเลยสักนิด แต่ถึงอยากจะซื้อหามาเก็บไว้ คนที่มีอยู่ในครอบครองก็ไม่เต็มใจที่จะขายออกไปนัก
ตัวผมที่ไร้ซึ่งแก่นเวทมาตั้งแต่กำเนิดก็เลยกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าขยะ เพราะอย่างน้อยขยะก็ยังสามารถนำมารีไซเคิลได้ คนบ้านกราเวลล์เห็นผมเป็นเพียงความด่างพร้อยของตระกูลเท่านั้น
คฤหาสน์ของท่านเจ้าเมืองกินพื้นกว้างขวางมากถึงสามสิบไร่ แต่ตัวผมกลับถูกส่งมาอยู่บ้านหลังเล็กท้ายสวนทางด้านหลัง ที่ตั้งอยู่เกือบจะติดกำแพงรั้วบ้านแล้ว ห่างไกลจากบ้านใหญ่หรูหราที่พ่อแม่และพี่ชายอาศัยอยู่ยิ่งนัก ผมเองก็จำเรื่องราวในตอนนั้นไม่ได้แล้วว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผมต้องมาอยู่ที่นี่ รู้แค่ว่าพวกเราย้ายจากบ้านหลังใหญ่มาอยู่ที่บ้านหลังเล็กด้วยกัน จากนั้นคนในครอบครัวก็ทยอยย้ายกลับไปทีละคน จนสุดท้ายก็เหลือแค่ผมเพียงคนเดียว
แต่ยังไงผมก็ยังคงรักบ้านหลังนี้มากอยู่ดี ถึงตัวบ้านจะเก่าไปสักหน่อย เนื่องจากไม่ได้รับการซ่อมแซมบ่อยครั้งเหมือนกับบ้านคนอื่น แต่มันก็เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับผม ไม่ใช่แค่เฉพาะทางด้านจิตใจนะ แต่ครอบคลุมถึงสวัสดิภาพทางร่างกายด้วยอีกต่างหาก เพราะว่าไม่เคยมีสัตว์ประหลาดหล่นลงมาทับบ้านผมเลยสักครั้ง นับตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่จำความได้ อย่างมากที่สุดก็แค่เฉี่ยวๆเท่านั้น อยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่อยู่เหมือนกัน เพราะส่วนอื่นของบ้านรวมถึงตัวคฤหาสน์โดนอุกกาบาตมีชีวิตพุ่งชนแทบทุกวันเลย
แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกอยู่ดี ถึงจะแอบดอดออกไปได้บ้าง แต่น้อยครั้งที่จะประสบความสำเร็จ บ้างก็โดนจับได้ขณะปีนกำแพงบ้าน บางทีพอลอดกำแพงออกไปได้แค่ครึ่งตัวก็มีคนมาดักหน้าเอาไว้แล้ว รูที่อุตส่าห์ขุดจนเลือดตาแทบกระเด็น กลับถูกคนงานที่มีเวทดินกลบมิดปิดตายภายในเวลาสามวินาทีครึ่ง
มีบ้างบางโอกาสที่คนบ้านใหญ่นึกสงสาร ก็เลยพาผมออกไปด้วยกัน แต่ก็ต่างพากันล้อมหน้าหลังจนผมแทบจะไม่ได้มองดูอะไรเลย พวกเขาคงจะอับอายเกินกว่าที่จะให้ชาวบ้านเห็นคนไร้ประโยชน์ประจำตระกูล พอคิดได้แบบนั้นผมก็ไม่เคยออกไปไหนมาไหนเวลาที่พวกเขาจะหิ้วผมติดไม้ติดมือไปด้วยอีก
แต่อย่างน้อยผมก็เกิดมาพร้อมกับรูปร่างหน้าตาสัดส่วนทองคำ อีกทั้งยังรับเอายีนส์เด่นของบ้านกราเวลล์ที่สืบทอดกันมาอย่างครบถ้วน เส้นผมสีเงินยวงกับนัยน์ตาสีฟ้ากระจ่าง คล้ายกับดวงจันทร์ที่ขึ้นประดับท้องฟ้ายามกลางวัน ผิวขาวหยวกตัดกับเลือดฝาดอย่างคนสุขภาพดี ดูราวกับผืนหิมะที่โรยด้วยกลีบแมกโนเลียสีชมพูอ่อน
โลกหลังหลุมดำนี้ก็มีบิวตี้พรีวิลเลจเหมือนกันนะ ถึงจะไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ แต่การที่ผมไม่ได้โดนชาวเมืองพากันเดียดฉันท์ทั้งหมด ก็เพราะว่าความหน้าตาดีนี่แหละ จะหาคนที่งดงามกว่าผมในเมืองนี้ไม่มีอีกแล้ว
"ริโอ ท่านพ่อเรียกหา รีบๆเดินมาที่บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้เลย"
เสียงของคุณชายมอนโรผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวของผมดังออกมาจากเครื่องมือเวทสื่อสาร ซึ่งวางอยู่ตรงชั้นวางของติดกำแพงห้องนั่งเล่น ผมที่กำลังนอนดูฝ้าเพดานเพลินๆถึงกับต้องถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกใหญ่ จะให้ไปหาก็ช่วยเปิดวงเวทเคลื่อนย้ายให้หน่อยเถอะ ขนย้ายคนตัวเล็กๆแค่หนึ่งอัตรา จะสิ้นเปลืองพลังสักแค่ไหนกันเชียว ไม่มาเดินเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันไกลแค่ไหน ไอ้พี่แยมโรลรังแกคนอื่นมากเกินไปแล้ว
เอาเรื่องใหม่มาเสิร์ฟแล้ว ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ
ใครพังบ้านผม (2/2)
ตอนที่ 1.2
ใครพังบ้านผม
"สัตว์ประหลาดจากโลกรหัสWU0834ถูกส่งเข้ามาที่เมืองแบล็กโฮลถี่กว่าปกติ พ่อก็เลยจะให้ลูกเดินทางข้ามมิติไปที่โลกนั้น เพื่อหาสาเหตุและหาหนทางแก้ไขปัญหา"
หลังจากที่ผมเดินทางข้ามเนินสวนและลำคลองภายในคฤหาสน์เพื่อมายังบ้านใหญ่แล้ว ผมก็ถูกเรียกให้นั่งลงตรงโซฟาในห้องรับแขก เบาะโซฟายังไม่ทันจะอุ่น น้ำยังไม่ทันได้จิบเพื่อดับความกระหายจากการเดินทางไกล ท่านเจ้าเมืองก็พาเข้าเรื่องโดยที่ไม่มีการเกริ่นบทนำใดๆทั้งสิ้น ในที่สุดพวกเขาก็หาหนทางรีไซเคิลผมได้แล้ว ผมได้ยกระดับขึ้นมาเทียบเท่ากับขยะในสายตาพวกเขาเสียที
จำนวนโลกต่างๆมีอยู่มากมายนับอนันต์ สัตว์ประหลาดที่มาจากต่างถิ่นก็จะมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน และได้มีการบันทึกเอาไว้โดยหอสมุดแห่งเมืองแบล็กโฮล ทำให้พวกเราสามารถจำแนกประเภทของสัตว์ประหลาดของแต่ละโลกที่ถูกส่งมายังที่นี่ได้
ส่วนสาเหตุที่ท่านเจ้าเมืองส่งผมไปนั้น เพราะว่าถึงผมจะมีดีแค่หน้าตาและไร้ซึ่งพลังเวท พลังกายของผมอาจจะน้อยกว่าชาวเมืองแบล๋กโฮลทั่วไป และเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนด๋อยที่สุดในโลกนี้ แต่สำหรับโลกภายนอกหลุมดำนั้น ความแข็งแกร่งทางร่ายกายของผมเทียบเท่าผู้ใช้เวทเสริมกำลังระดับพิเศษเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นที่เมืองนี้จึงมีผู้ที่เสียชีวิตจากการโดนสัตว์ประหลาดทับเท่ากับศูนย์ ความรู้สึกก็เหมือนกับโดนมดวิ่งชนนั่นแหละ ก็มีบ้างที่ตัวบัคเจ๋งๆจะหลุดเข้ามา แต่อย่างมากก็แค่ทำให้คนที่นี่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
"แล้วทำไมไม่ให้คุณชายมอนโรไปเองล่ะครับ"
ผมถามขึ้นพลางสังเกตสีหน้าของทุกคน ท่านเจ้าเมืองคิ้วขมวดทันที ส่วนคนเป็นภริยาก็มีท่าทีกระอักกระอ่วน คนที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายคนโตก็ทำหน้าเหวอไปแล้ว สาเหตุก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่การเดินทางข้ามโลกเป็นตั๋วเที่ยวเดียว ไปได้แต่ไม่มีตั๋วขากลับ
"มอนโรต้องสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองต่อ คงจะให้พี่เขาไปไม่ได้หรอกนะริโอ"
ภริยาท่านเจ้าเมืองยกเหตุผลด้านความอยู่รอดของเมืองหลุมดำขึ้นมาอ้าง
"ถ้าอย่างนั้นก็เปิดรับอาสาสมัครเถอะครับ เพราะผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ"
ผมปฏิเสธตำแหน่งขยะรีไซเคิลแล้วรีบลุกออกมาทันที ไม่สนใจคนบ้านใหญ่ที่ยกมืออ้าปากค้างเหมือนจะพยายามรั้งตัวผมเอาไว้ เพื่อที่จะเกลี้ยกล่อมผมอีกครั้งแต่ดันคิดบทไม่ทัน อย่าคิดว่าจะกำจัดจุดอ่อนของตระกูลไปได้ง่ายๆนะ ผมไม่ยอมไปตกระกำลำบากในโลกที่ไม่รู้จักหรอก ถึงอยู่ที่นี่จะต้องใช้ชีวิตไปวันๆอย่างเหงาๆ แต่ก็ทำตัวขี้เกียจได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดต่อใคร
สรุปน้ำยังไม่ได้ดื่มเลยสักหยด ผมก็ต้องเดินทางไกลกลับบ้านอีกแล้ว ถ้าแวะจิบน้ำคลองสักอึกสองอึกจะทำให้ท้องเสียหรือเปล่า
ผมใช้เวลาไปพักใหญ่ๆ ในที่สุดภาพบ้านหลังน้อยของผมก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ผมยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าจุดหมายปลายทางอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว ผมจะได้นั่งพักนอนพัก แล้วดื่มน้ำหวานเย็นชื่นใจสักที
โครม
ผมหลับตาลงและยกมือขึ้นป้องใบหน้า เพราะแรงลมและฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย จากการที่วัตถุขนาดมหึมาตกกระทบกับพื้นจากความสูงหลายหมื่นฟุต เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้วผมจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และก็ได้เห็นว่าบ้านของผมพังครืนจนเหลือแต่ตอไปแล้ว
สัตว์ประหลาดหนอนด้วงนอนดิ้นกระแด่วอยู่ตรงจุดที่เคยมีสิ่งปลูกสร้าง ดูจากลักษณะทางกายภาพของมันแล้ว เจ้านี่เป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกWU0834ชัวร์
กุกกัก
คุณพ่อบ้านขุดตัวเองขึ้นมาจากซากปรักหักพัง เขาจะเข้ามาดูแลเรื่องความสะอาดและความเรียบร้อยของบ้านท้ายสวนอยู่เป็นระยะ แต่วันนี้คงจะเลือกเวลาผิดไปสักหน่อย ก็เลยเจอแจ็กพอตเข้าไปเต็มๆ เขาปัดฝุ่นตามเนื้อตัวก่อนจะสำรวจสถานการณ์ด้วยใบหน้านิ่งอย่างที่เห็นอยู่เป็นประจำ บุคลิกของเขาในตอนนี้ช่างขัดกับความมอมแมมและเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นยิ่งนัก เขาทำท่าจะยกเจ้าหนอนยักษ์ไปทิ้ง ผมก็เลยเอ่ยปากห้ามปรามเอาไว้ก่อน
"พี่ออสการ์ไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง"
คนเป็นพี่เลี้ยงได้ยินแบบนั้นก็หลีกทางให้ผมที่จ้ำอ้าวเขาไปตรงจุดเกิดเหตุ ผมจับส่วนที่ไม่รู้ว่าเป็นหัวหรือหางของสัตว์ประหลาดแล้วยกขึ้นด้วยมือข้างเดียว แล้วเหวี่ยงแขนเป็นวงกลมด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนอนเวียนหัวเป็นหรือเปล่า จากนั้นผมออกแรงที่เค้นจากความแค้น แล้วเขวี้ยงมันไปทางป่านอกเมือง ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าที่แรงขว้างจะหมดลง สัตว์ประหลาดที่ลอยออกไปไกลลิบจนเห็นเป็นจุดเล็กๆก็ทิ้งดิ่งลงตามแรงโน้มถ่วงอีกครั้ง
ผมหันหลังวิ่งกลับไปที่บ้านใหญ่อีกครั้งอย่างที่ลืมไปแล้วว่าความเหนื่อยคืออะไร เมื่อมาถึงก็พบว่าทุกคนไม่ได้อยู่ที่ห้องรับแขกเหมือนเดิม พอหันไปเห็นเวลาที่ตู้นาฬิกาโบราณซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของท่านเจ้าเมือง ก็พบว่าได้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว ผมก็เปลี่ยนทิศทางไปที่ห้องอาหารทันที ทั้งสามคนเห็นผมพรวดพราดเข้าไปก็เกิดอาการติดสตั๊น นิ่งค้างอยู่ในท่าถือช้อนส้อมที่กำลังตักอาหารเข้าปาก
ถึงจะเป็นภาพที่ดูตลกดี แต่ผมไม่รู้สึกขำเลยสักนิด นั่งกินข้าวกันหน้าตาสลอน โดยไม่สนใจกันเลยที่บ้านผมโดนอุกกาบาตตัวใหญ่น้ำหนักหลายตันพุ่งเข้าใส่ ลูกชังน้องไม่รักคนนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่างสินะ ในเมื่อไม่มีใครที่นี่ต้องการผมอีกแล้ว ถ้างั้นผมก็จะไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ความน้อยใจที่อยู่ๆก็ตีตื้นขึ้นมาบวกกับความโมโหเพราะที่ซุกหัวนอนหนึ่งเดียวเละเทะไปแล้ว ผมจึงเปลี่ยนใจรับภารกิจที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้โดยทันที
"เดี๋ยวผมไปเอง"
ลาก่อนครอบครัวห่วยบรม แล้วเจอกันนะไอ้ตัวการที่พังบ้านผม พ่อจะลากมาตบให้กระเด็นเลยเคยดู
พื้นที่นอกเขตปลอดภัย ก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
ไม่ได้ดราม่าครอบครัวหนักนะคะ เป็นเรื่องราวของมนุษย์สายพันธุ์มึน อึน ซึน และมโน
ใครกันที่ปากหนัก (1/2)
ตอนที่ 2.1
ใครกันที่ปากหนัก
เมื่อตกปากรับภารกิจไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็ตัดสินใจว่าจะขอกินอาหารดีๆสักมื้อก่อนออกเดินทางข้ามมิติ ปกติอาหารที่บ้านท้ายสวนจะมีเพียงผักกับเศษเนื้อเท่านั้นผมจึงสลัดความเกรงใจทิ้ง แล้วสะกดจิตตัวเองให้คิดว่านี่เป็นงานเลี้ยงอำลา ผมจึงเดินไปหยิบจานและช้อนส้อม แล้วกวาดข้าวสวยในหม้อหุงข้าวออกมาจนพูนจาน
เมื่อหันกลับมาที่โต๊ะกินข้าวก็พบว่ามีเก้าอี้แค่สามตัวเท่านั้น ซึ่งก็ถูกคนบ้านใหญ่จับจองเอาไว้หมดแล้ว ขนาดเก้าอี้ยังไม่มีเผื่อผมเลยสักกะตัว ผมก็เลยเดินเข้าไปหาคุณชายมอนโร แล้วยืนมองกดดันเขาใกล้ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เขารับรู้ว่าผมจะนั่งตรงนี้
"ถ้าไม่ลุกออกจากเก้าอี้ก็ไปทำภารกิจเองเลยนะ ไม่รู้ว่าคุณชายแยมโรลจะทนอยู่ในโลกต่างมิติได้กี่ชั่วโมงกัน"
คุณชายหันไปมองหน้าพ่อแม่ราวกับกำลังฟ้องพวกท่านผ่านทางสายตา เพื่อให้ตักเตือนว่ากล่าวถึงพฤติกรรมของผม แต่พวกท่านก็ไม่ได้ทำตามความต้องการของลูกชายคนโปรด คงเพราะกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจเรื่องย้ายโลก คุณชายก็เลยตักกับข้าวใส่จานตัวเอง แล้วลุกขึ้นออกจากเก้าอี้ ก่อนจะไปยืนกินข้าวที่เคาน์เตอร์ทำครัวด้วยท่าทางเจี๋ยมเจี้ยม ผมก็เลยหย่อนก้นลงนั่งแทนที่ ท่านเจ้าเมืองกับภริยาตอนนี้โกรธจนตาแดงกล่ำแล้ว
ผมเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็ตาลุกวาว ผมตักแต่อาหารจานเนื้อขึ้นมาทาน ไม่แตะต้องจานผักเลยสักนิดเพราะว่ากินจนเบื่อแล้ว ภริยาท่านเจ้าเมืองมองการกระทำของผมด้วยความไม่พอใจที่ฉายชัดทางสีหน้า เมื่อก่อนตอนที่ผมยังมาร่วมโต๊ะอาหารด้วย พวกเขาก็ชอบให้ผมกินแต่ผักเยอะๆอยู่นั่นแหละ ผมก็เลยทำตัวพยศด้วยการไม่มากินข้าวกับทุกคนอีก
"ผมต้องไปตอนนี้เลยใช่ไหมครับ?"
ผมถามขึ้นเมื่อตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากเรียบร้อย ผมวางช้อนส้อมลงบนจาน แล้วยกมือลูบพุงตัวเองด้วยความอึดอัด
"ใช่ ลูกกลับไปเก็บข้าวของที่บ้านก่อน เดี๋ยวพ่อจะเตรียมเปิดประตูมิติเอาไว้ให้"
"ไม่มีอะไรให้เก็บ บ้านโดนสัตว์ประหลาดทับพังไปแล้ว"
"ห้ะ?!"
ทั้งสามคนอุทานออกมาพร้อมกัน ดูจากปฏิกิริยาก็คงจะไม่รู้จริงๆว่าบ้านของผมเหลือแต่ซาก แต่พอมาคิดดีๆก็ไม่ใช่เครื่องแปลก เพราะว่าเสียงโครมครามเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ไปแล้ว พวกเขาก็คงนึกไม่ถึงว่าบ้านของผมที่อยู่รอดปลอดภัยมาหลายปีจะกลายเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ในครั้งนี้
พอทุกคนเรียกขวัญที่หายไปเพราะความตกใจกลับมาได้แล้ว ภริยาท่านเจ้าเมืองรีบลุกออกจากห้องอาหาร แล้วเดินหายขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้านทันที ส่วนคนที่มีศักดิ์เป็นพ่อก็หายเข้าไปในห้องเก็บเครื่องเคลื่อนย้ายระหว่างมิติ คุณชายแยมโรลวางขวดยาแก้ท้องอืดเอาไว้บนโต๊ะกินข้าว ก่อนจะเดินตามท่านเจ้าเมืองไปอีกคน ปล่อยผมให้นั่งเคว้งอยู่ตรงนี้เพียงคนเดียว
ผมก็เลยจิ๊กยาขวดนั้นมากินเสียเลย แล้วใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อเดินย่อยอาหาร ไม่รู้เพราะจิตใต้สำนึกหรืออย่างไร ที่พาผมมายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนขอวตัวเองสมัยที่ยังเป็นเด็ก ผมเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าทุกอย่างยังคงเหมือนกับภาพในความทรงจำ ผมย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้นานมากแล้ว แต่ไม่ว่านึกอยากจะหยิบจับอะไรขึ้นมาดู ก็พบว่ามันยังอยู่ตรงนั้นเสมอ ผมทิ้งตัวลงนอนเล่นบนเตียงโดยห้อยขาลงพื้น เพราะว่าตัวยาวเลยของเตียงเด็กไปมากแล้ว
"ได้เวลาแล้วริโอ"
กรดยังไม่ทันจะไหลย้อนขึ้นมาเพราะนอนตอนที่ท้องยังอิ่ม เสียงพี่ริโอก็ดังขึ้นตรงหน้าประตูที่ผมเปิดกว้างเอาไว้ ผมตัดใจลุกขึ้นจากเตียงนุ่มสบาย แล้วเดินตามคนเป็นพี่ชายไป
ประตูมิติรูปวงกลมตั้งอยู่กลางห้องสีขาวล้วนสะอาดตา ภายในประตูมีแสงสีฟ้าขาวหมุนวนอยู่ สิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ชนิดนี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อที่จะส่งคนดีที่หลุดเข้ามาในหลุมดำเพราะโดนตัวร้ายเล่นงาน ให้พวกเขาได้กลับไปปกป้องโลกของตัวเองจากหายนะ แต่ก็ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว ล่าสุดก็คงจะเมื่อประมาณหนึ่งพันปีก่อนเห็นจะได้
พอคุณพ่อส่งสัญญาณให้ผมเดินเข้าไปในประตู คุณแม่ก็ยื่นกระเป๋าเป้มิติใบเล็กมาให้ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าด้านในใส่อะไรเอาไว้ แต่ก็ยังรับมาสะพายขึ้นหลังอยู่ดี คุณแม่สวมแหวนที่บรรจุพลังเวทเอาไว้จนเต็มเปี่ยมลงบนนิ้วโป้ง เพื่อที่จะทำให้ผมใช้งานกระเป๋ามิติได้ด้วย เพราะตัวผมไม่มีพลังเวท แต่กระเป๋าจะตอบสนองต่อพลังที่อยู่ในแหวนแทน ซึ่งดูจากขนาดของแหวนแล้วก็คงจะเป็นของท่านเจ้าเมืองมากกว่า
การเดินทางข้ามมิติไม่ได้ง่ายนัก เพราะนอกจากร่างกายจะต้องทนรับแรงเสียดทานแล้ว สมองยังต้องเรียนลัดภาษาและเรื่องราวคร่าวๆของโลกหมายเลขWU0834ไปด้วย ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่าได้ทำการอัพเดตครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไหร่
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ