โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปี 2567 จับตารัฐเล่นใหญ่ นั่งรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ภาพชัดหรือเบลอๆ หลังนำร่อง 2 สาย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ธ.ค. 2566 เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2566 เวลา 03.39 น.

แนวทางในการปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า เป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลชุดเศรษฐา 1 ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ถือเป็นเรื่องแรกๆ ที่หยิบขึ้นมาดำเนินการเป็นนโยบายเร่งด่วน เพราะนอกจากจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถขนส่งสาธารณะได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการลดปัญหา PM 2.5 และปัญหาจราจรติดขัดในเขตเมืองได้อีกด้วย

แม่ทัพใหญ่ฝั่งคมนาคมอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า เรื่องการลดค่าครองชีพของประชาชน เป็นหนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาลเศรษฐา 1 ซึ่งเมื่อได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ได้มีการบรรจุนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ลงไปในเรื่องที่ต้องทำเร่งด่วนใน 100 วัน หรือ Quick Win

โดยกระทรวงคมนาคมได้มีการนำร่องเปิดให้บริการในอัตราดังกล่าวก่อน 2 เส้นทาง ได้แก่ สายสีม่วง สถานีคลองบางไผ่-สถานีเตาปูน และสายสีแดง สถานีกลางบางซื่อ-รังสิต ซึ่งมีประชาชนใช้บริการ 2 เส้น รวมประมาณ 1.01 แสนคน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงปกติที่มีผู้โดยสารใช้บริการอยู่ที่ 9.6 หมื่นคน-เที่ยวต่อวัน

ปัจจุบันนโยบายนี้ได้มีการดำเนินมากว่า 1 เดือน แต่ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการจัดทำนโยบายดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องขาดทุนกว่า 7.4 ล้านบาทต่อวัน

ในส่วนของประเด็นนี้ ยืนยันว่าก่อนหน้านี้กระทรวงได้มีการวิเคราะห์ตัวเลขรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วงที่จะลดลงไว้อยู่แล้ว และปัจจุบันยังคงอยู่ในกรอบงบประมาณที่กระทรวงคมนาคมตั้งไว้

ยืนยันว่ากระทรวงจะเดินหน้าดำเนินการนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ต่อไป

รมว.สุริยะ ย้ำว่านโยบายค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสาย เป็นนโยบายของรัฐบาล และเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ในการเลือกตั้ง

โดยภายใน 2 ปีหลังจากนี้ จะพยายามดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ให้ได้ โดยขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ต่อไป

ซึ่งเมื่อมาวิเคราะห์ประโยชน์จากนโยบายนี้ ที่จะมีส่วนช่วยให้การเดินทางโดยรถยนต์ลดลง ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และยังส่งเสริมให้ประชาชนมาใช้ระบบรางมากขึ้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากคำนวณเป็นมูลค่า จะคุ้มค่ามากกว่ารายได้ที่ลดลงของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับการรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าจากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการปรับลดอัตราค่าโดยสาร โดยปรับอัตราค่าโดยสารตามระยะทางอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสาย นำร่องรถไฟฟ้า 2 สายดังกล่าว ทำให้ยอดผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สายสีแดง วันเสาร์-อาทิตย์ ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 25% ขณะที่วันจันทร์-ศุกร์ เพิ่มขึ้น 15% ส่วนสายสีม่วง วันเสาร์-อาทิตย์ เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่วันจันทร์-ศุกร์ เพิ่มขึ้น 15%

“ในอนาคตหลังจากนี้มองว่ารูปแบบที่เหมาะสม ยังเป็นการให้ภาครัฐเป็นเจ้าของสัมปทาน และจ้างเอกชนในการเดินรถ อย่างในปัจจุบัน ส่วนเรื่องการขยายนโยบายไปยังรถไฟฟ้าสายอื่นๆ นั้น จากท่าทีของเอกชนผู้ได้รับสัมปทานส่วนใหญ่ มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แต่คงต้องมีการหารือถึงเรื่องข้อดี และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นร่วมกันอีกครั้ง แต่ขอยืนยันอีกครั้งว่ากระทรวงคมนาคมจะดำเนินการเรื่องนี้ให้บรรลุตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ให้สำเร็จจนได้ต่อไป”

รมว.สุริยะกล่าวย้ำ

นอกจากเรื่องการปรับลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าแล้ว ล่าสุด อธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้เปิดเผยถึงแนวคิดเรื่องการปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า ว่าจากปัญหาอัตราค่าโดยสารในปัจจุบันที่มักจะเป็นปัญหาให้มีข้อถกเถียงกันตลอด

กรมจึงมีแนวคิดเก็บอัตราค่าโดยสารตามพื้นที่ (Zone fare) โดยหากอยู่ในโซนแรกจะคิดอัตราค่าโดยสาร 20 บาท อาทิ โซนของสายสีน้ำเงินในปัจจุบันที่มีคนเดินทาง 70% ของคนกรุงเทพฯ โซนที่ 2 คิดอัตราค่าโดยสาร 25 บาท และโซนที่ 3 คิดอัตราค่าโดยสาร 30 บาท

แต่ทั้งหมดนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษา ส่วนการจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอรัฐบาล คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567

แต่ยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการกรมการขนส่งทางราง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในหมวดของร่างพระราชบัญญัติขนส่งทางราง พ.ศ…. ที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้ยังไม่สามารถที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้

แต่หากทุกอย่างผ่านตามขบวนการแล้ว ก็พร้อมเสนอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ดี นอกจากเรื่องการปรับลดค่าโดยสารแล้ว แว่วมาว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแนวคิดจะมอบโครงการลงทุนใหม่เพื่อพัฒนาระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้รับผิดชอบการลงทุน

อาทิ โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) สายสีเทา ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ โครงการรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา (LRT-Light Rail Transit) สายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน

เนื่องจาก กทม.เล็งเห็นว่ามีปัจจัยด้านอื่นที่ต้องเร่งนำงบประมาณไปดำเนินการเพื่อประชาชน อาทิ ด้านการศึกษา และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นต้น

เรื่องนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ได้ให้ข้อมูลว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรถไฟฟ้า นับเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ส่วนนี้จึงเชื่อว่าภาครัฐจะมีงบประมาณเร่งดำเนินการอยู่แล้ว

การมอบให้ รฟม.กลับไปผลักดันต่อจึงถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า เนื่องจากรถไฟฟ้าที่ กทม.ศึกษาอยู่นั้น ก็มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าหลายสายที่อยู่ภายใต้การดูแลของ รฟม. และเปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน อาทิ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง รถไฟฟ้าสายสีชมพู และรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ดังนั้น จากการเชื่อมต่อดังกล่าว ทำให้ กทม.เล็งเห็นว่า รฟม.จะสามารถวางแผนการพัฒนาโครงขายระบบรางให้เป็นระบบเชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้มากกว่า ซึ่งรวมไปถึงการทำระบบ และจัดทำข้อมูล เพื่อให้รถไฟฟ้าเหล่านี้เข้าร่วมในนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 2 ปี ต้องดำเนินการในทุกสีได้ต่อไปอีกด้วย

สุดท้ายแล้วการคิดค่าโดยสารตามโซน นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย และการโอนรถไฟสีต่างๆ กลับมาให้คมนาคมดูแล

บทสรุปจะเป็นไปตามที่รัฐวาดฝันไว้ หรือจะมีอุปสรรคใดมาสกัดไว้อีก เรื่องนี้คงต้องเกาะรั้วติดตามกันต่อไปยาวๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...