ราชันเร้นลับ [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
ราชันเร้นลับ [นิยายแปล]
‘โจวหมิงรุ่ย’ ทำพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตาจนได้เดินทางข้ามโลกมาอยู่ในร่างของ ‘ไคลน์ โมเร็ตติ’
ใครจะคิดว่าศีรษะของร่างใหม่นี้ กลับปรากฏรอยกระสุนตรงขมับ เป็นแผลเหวอะหวะน่ากลัว
ปืนลูกโม่วางแน่นิ่งอยู่ภายในห้อง ทั้งยังพบข้อความทิ้งไว้บนโต๊ะ
ทุกคนต้องตาย รวมถึงเรา
เขาฆ่าตัวตายไม่ผิดแน่ แต่ด้วยสาเหตุใดไม่มีใครทราบ
บนโลกที่คล้ายคลึงกับยุควิกตอเรียของยุโรป ยุคจักรกลไอน้ำเฟื่องฟู
โลกที่มีพระจันทร์สีเลือดลอยเด่นเหนือท้องฟ้า
โจวหมิงรุ่ยกลับพบว่า เขาอาจไม่ใช่ผู้เดียวที่เดินทางข้ามทางโลกมายังที่แห่งนี้
เมื่ออดีตมหาจักรพรรดิของโลกนี้เมื่อร้อยปีก่อนทิ้งไดอารีล้ำค่าที่เขียนเป็นภาษาจีนเอาไว้
ไดอารี่ที่่ไม่มีผู้ใดอ่านออก นอกจากโจวหมิงรุ่ยคนเดียว
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจใช้ร่างใหม่กับ ‘ข้อมูลอันล้ำค่า’ นี้สืบหาสาเหตุการฆ่าตัวตาย
ไปพร้อมๆ กับพยายามหาหนทางกลับสู่โลกเดิมที่จากมา…
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : ราชันเร้นลับ
ผู้เขียน : อ้ายเฉียนสุ่ยเตออูเจ๋ย
ผู้แปล : BJK
---
[诡秘之主] / [爱潜水的乌贼]
©2020 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
ภาคที่ 1 ตัวตลก ราชันเร้นลับ 1 : แดงฉาน
ภาคที่ 1 ตัวตลก ราชันเร้นลับ 1 : แดงฉาน
เจ็บ!
เจ็บฉิบ!
ทำไมถึงเจ็บขนาดนี้!
ดินแดนความฝันอันแปลกประหลาดที่เปี่ยมด้วยเสียงเพรียกหาลึกลับพลันแหลกสลายไปอย่างรวดเร็ว โจวหมิงรุ่ยผู้กึ่งหลับกึ่งตื่นรู้สึกเพียงเจ็บแปลบที่ศีรษะอย่างประหลาด ประหนึ่งถูกทุบด้วยท่อนเสาเหล็กแรงๆ ไม่สิ ระบุให้ชัดคือ เป็นความเจ็บปวดราวกับถูกสิ่งของแหลมคมเสียบทะลวงขมับพลางคนกวนให้ยุ่งเหยิง!
ซี้ด… ระหว่างที่สะลึมสะลือโจวหมิงรุ่ยอยากพลิกตัว อยากเงยหน้า อยากลุกขึ้นนั่ง แต่ไม่ว่าจะสองมือหรือสองเท้าก็ล้วนมิอาจขยับเขยื้อนได้ดั่งใจ ราวกับร่างกายนี้มิใช่ตนที่เป็นเจ้าของ
บางที เราอาจยังไม่ตื่นดี นี่คงเป็นเพียงความฝันเสมือนจริง… ใช่แล้ว เราอาจคิดไปเองว่ากำลังตื่นอยู่ แต่แท้จริงแล้วกำลังหลับ…
เพราะไม่คุ้นชินกับสถานการณ์ปัจจุบัน โจวหมิงรุ่ยพยายามตั้งสติเพื่อสลัดความดำมืดที่เป็นดั่งฝันร้ายออกไป จิตใจกำลังฝืนเอาชนะร่างกายที่ถูกพันธนาการ แต่ด้วยสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เจตจำนงอันแรงกล้ากลับบางเบาราวกลุ่มหมอก ห้วงความคิดไม่ปะติดปะต่อและยากจะควบคุม ไม่ว่าจะพยายามฝืนสักเพียงใด แต่ความคิดต่างๆ ก็ยังฟุ้งซ่านไม่หยุด
ทำไมจู่ๆ ถึงปวดหัวกลางดึก?
แถมยังเจ็บบัดซบขนาดนี้!
หรือจะเป็นอาการเลือดคั่งในสมอง…
บ้าจริง นี่เรากำลังจะตายทั้งที่ยังหนุ่มยังแน่นเนี่ยนะ!
รีบตื่นเร็วเข้า! ตื่น!
อา… ตอนนี้เหมือนไม่ค่อยเจ็บแล้ว แต่ในหัวเหมือนกับมีบางสิ่งคล้ายมีดทื่อกำลังบรรจงสับสมองเราอย่างเชื่องช้าอยู่…
คงนอนต่อไม่ได้แน่ แล้วเราจะไปทำงานพรุ่งนี้ได้ยังไง
เดี๋ยวสิ นี่เรายังคิดจะไปทำงานอีกหรือ ปวดหัวขนาดนี้ ต้องลาป่วยอยู่แล้ว! ไม่ต้องกลัวผู้จัดการพูดจิกกัดหรอก!
พอคิดแบบนี้ก็เหมือนไม่แย่เท่าไหร่ ฮะๆ อย่างน้อยก็ได้ลาหยุดหนึ่งวัน
หลังจากความรู้สึกคล้ายสมองถูกกรีดแทงจบลง โจวหมิงรุ่ยเริ่มมีกำลังวังชากลับคืนมาอย่างน่าประหลาด จนกระทั่งสามารถเหยียดตัวหลังตั้งตรง ดวงตาสองข้างลืมขึ้นพลางสลัดอาการกึ่งกลับกึ่งตื่นเมื่อครู่ได้เป็นปลิดทิ้ง
ภาพการมองเห็นพร่ามัวอยู่สักพักจึงค่อยปรับสายตาให้ชินกับบรรยากาศรอบข้างที่มีสีออกแดงระเรื่อได้ โจวหมิงรุ่ยมองเห็นโต๊ะไม้ตั้งวางอยู่เบื้องหน้า บนโต๊ะมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งอยู่ในสภาพกางเปิดออก กระดาษสมุดทั้งหยาบและเหลือง บนผิวกระดาษมีตัวอักษรประหลาดถูกเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำเข้มเด่นสะดุดตา
ด้านซ้ายของสมุดเป็นกองหนังสือที่ตั้งเรียงรายราวเจ็ดแปดเล่ม วางชิดขอบโต๊ะเป็นระเบียบเรียบร้อย บนกำแพงขวามือมีท่อสีเทาอ่อนถูกติดตั้งอย่างเป็นระบบ ปลายสุดของท่อเชื่อมเข้ากับโคมไฟผนัง
โคมไฟผนังให้ความรู้สึกแบบตะวันตกยุคเก่า ขนาดเพียงครึ่งศีรษะผู้ใหญ่ เป็นโครงเหล็กกรุด้วยกระจกใส…
ใต้โคมไฟผนังมีขวดหมึกดำที่หุ้มด้วยกระดาษสีแดงสดเปล่งประกาย ลวดลายบนกระดาษถูกพิมพ์นูนด้วยภาพนางฟ้า
ถัดจากขวดหมึกคือปากกาดำหัวกลมที่วางอยู่ข้างขวาของสมุดอย่างเงียบงันไม่ส่งเสียง ปลายปากกายังคงเหลือคราบหมึกเจือจาง ส่องกระทบแสงสีแดงจนเกิดประกายแวววาว ข้างปลอกปากกามีปืนลูกโม่สีทองเหลืองวางแน่นิ่งอยู่
ปืน… แถมยังเป็นลูกโม่…
โจวหมิงรุ่ยผงะไปครู่ใหญ่ ทุกสิ่งที่มองเห็นล้วนแปลกตา ไม่เหมือนกับบรรยากาศห้องนอนตัวเองเลยสักนิด!
ท่ามกลางความตกตะลึง ชายหนุ่มเริ่มตระหนักว่าโต๊ะไม้ สมุดจด ขวดหมึก และปืนลูกโม่ล้วนถูกหุ้มไว้ด้วยชั้น ‘ผ้าบาง’ สีแดง นั่นคือแสงจากภายนอกที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง
ขณะสติยังกลับมาไม่ครบถ้วน โจวหมิงรุ่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
บน ‘ม่านกำมะหยี่’ สีดำยามค่ำคืน จันทร์เต็มดวงกำลังสุกสว่างพลางส่องแสงสีแดงเลือดอย่างเงียบงัน
นี่มัน… โจวหมิงรุ่นเริ่มสัมผัสถึงความไม่ปรกติ มันรีบลุกพรวด แต่น่าเสียดายที่แข้งขายังคงปราศจากเรี่ยวแรง แถมหัวสมองยังคงวิงเวียนไม่หายจากอาการปวด ชายหนุ่มเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าใส่เก้าอี้ไม้เนื้อแข็งพอดิบพอดี
ตุ้บ!
โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม โจวหมิงรุ่ยเอามือยันโต๊ะ พยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจว่าตนเองอยู่ที่ไหนบนโลกกันแน่
ที่นี่คือห้องขนาดเล็กและแคบ มีประตูสีน้ำตาลสองบานซ้ายขวา เตียงไม้สองชั้นวางชิดกับผนังฝั่งด้านตรงข้าม
ระหว่างเตียงไม้และประตูซ้ายมีตู้เสื้อผ้าหันหน้าออก ด้านล่างตู้มีลิ้นชักทั้งหมดห้าชั้น
ท่อสีเทาอ่อนขนาดสูงเท่ามนุษย์ถูกติดตั้งตรงมุมห้อง ปลายท่อเชื่อมกับกล่องกลไกแปลกประหลาดที่ด้านในเผยให้เห็นลูกปืนและเฟืองบางส่วน
ไม่ไกลจากโต๊ะไม้มากนัก มุมห้องฝั่งขวามือมีข้าวของเครื่องใช้มากมายวางเรียงราย ทั้งเตาถ่าน หม้อซุป หม้อเหล็ก และอุปกรณ์ทำครัวอีกหลายชิ้น
ข้างประตูฝั่งขวามีแท่นกระจกเงาสำหรับแต่งตัวที่ฐานทำมาจากไม้ธรรมดา
หลังจากกวาดเพ่งสายตาอยู่ครู่หนึ่ง โจวหมิงรุ่ยเริ่มมองเห็นรูปลักษณ์ในสภาพปัจจุบันอย่างเลือนราง
ผมสีดำขลับ ดวงตาสีน้ำตาล เสื้อลินินบาง ร่างกายผอมเพรียว หน้าตาปานกลาง กรามค่อนข้างเรียวชัด
นี่มัน…
โจวหมิงรุ่ยพลันสูดหายใจลึกเข้าปอด ความคิดฟุ้งซ่านนานาชนิดกำลังถาโถมโหมกระหน่ำ
ปืนลูกโม่ บรรยากาศอันเปี่ยมด้วยกลิ่นอายของยุโรปยุคเก่า รวมไปถึงดวงจันทร์สีชาดที่แตกต่างจากโลกมนุษย์โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนำพาไปสู่ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียว
เราถูกส่งมาต่างโลก…!
โจวหมิงรุ่ยอ้าปากค้างไม่หุบ
ชายหนุ่มเติบโตมาพร้อมกับนิยายออนไลน์ มันเฝ้าฝันการเดินทางไปยังต่างโลกอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อได้สัมผัสกับตัวเองจริงๆ กลับยากที่จะทำใจยอมรับเสียเหลือเกิน
นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘เย่กงชื่นชอบมังกร[1]’…
หลังจากผ่านการครุ่นคิดอยู่นาน โจวหมิงรุ่ยเริ่มพึมพำกับตัวเองพลางขมวดคิ้ว
หากไม่ใช่เพราะยังมีความเจ็บปวดคุกรุ่นในหัว รวมถึงสติสัมปชัญญะที่เริ่มเฉียบคมและชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ โจวหมิงรุ่ยคงเข้าใจว่าตนกำลังดำดิ่งอยู่ในฝันประหลาด
ใจเย็นก่อน ใจเย็นก่อน ใจเย็นก่อน… หลังจากสูดลมหายใจเข้าปอดสองสามหน โจวหมิงรุ่ยก็เริ่มข่มจิตใจให้สงบนิ่ง
ในวินาทีนี้ ขณะจิตและกายเริ่มปรองดองเป็นหนึ่ง เศษเสี้ยวความทรงจำใหม่พลันพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองอย่างช้าๆ
ไคลน์·โมเร็ตติ ชาวเมืองทิงเก็น แคว้นอาโฮว่าของอาณาจักรโลเอ็นในทวีปเหนือ แถมยังเป็นนักศึกษาจบใหม่จากคณะประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโฮอี้…
บิดาเป็นจ่าสิบเอกแห่งกองทัพหลวงผู้สละชีพในสงครามยึดครองดินแดนบนทวีปใต้ เงินชดเชยที่ครอบครัวได้รับ ช่วยให้ไคลน์ได้ศึกษาในโรงเรียนประจำ และนั่นคือพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลให้ไคลน์สอบเข้ามหาวิทยาลัยสำเร็จ
มารดาเป็นผู้ศรัทธา ‘เทพธิดารัตติกาล’ อย่างแรงกล้า เธอจากโลกนี้ไปในปีเดียวกับที่ไคลน์สอบเข้ามหาวิทยาลัยโฮอี้สำเร็จ
เขายังมีพี่ชายและน้องสาวที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านพักสองห้องนอน
ครอบครัวมิได้ร่ำรวย จะเรียกว่ายากจนกว่ามาตรฐานก็ไม่ผิดนัก รายได้ที่จุนเจือครอบครัวทั้งหมดมาจากพี่ชายผู้ทำงานเป็นเสมียนในบริษัทนำเข้าและส่งออก
เพราะจบด้านประวัติศาสตร์ ไคลน์จึงเชี่ยวชาญภาษาโบราณที่ชื่อ ‘ฟุซัค’ ซึ่งถือเป็นรากฐานของอักษรทวีปเหนือทั้งหมด รวมถึงอักษรเฮอร์มิสที่มักปรากฏบ่อยครั้งในสุสานเก่าแก่ และยังปรากฏในตำรากับบทสวดอีกมาก
อักษรเฮอร์มิส…
ความทรงจำหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัวโจวหมิงรุ่ย มันรู้สึกเจ็บแปลบที่ขมับจนต้องเลื่อนมือขึ้นไปจับเพื่อบรรเทา จากนั้น ชายหนุ่มชำเลืองสายตากลับไปมองสมุดบันทึกบนโต๊ะที่หน้ากระดาษเปิดค้างอยู่ ตัวอักษรที่เขียนกึ่งกลางเริ่มแปรเปลี่ยน จากแปลกตากลายเป็นคุ้นเคย จากคุ้นเคยกลายเป็นอ่านออกในที่สุด
ประโยคสั้นที่เขียนด้วยอักษรเฮอร์มิส
หมึกดำนั้นเขียนไว้ว่า
‘ทุกคนต้องตาย รวมถึงเรา’
วาบ!
โจวหมิงรุ่ยสัมผัสถึงความหวาดกลัวจากก้นบึ้ง มันผงะเซถอยหลังตามสัญชาตญาณ ราวกับต้องการออกห่างจากสมุดเล่มนี้ให้ไกลที่สุด
ร่างกายยังคงอ่อนล้า ชายหนุ่มเสียหลักล้มลงอีกครั้ง เคราะห์ดีว่ายังใช้มือคว้าขอบโต๊ะไว้ได้ทัน รู้สึกเพียงบรรยากาศรอบตัวปั่นป่วน หูเริ่มได้ยินเสียงประหลาดดังแว่ว ให้ความรู้สึกคล้ายกับฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่องสยองขวัญสมัยเป็นเด็ก
โจวหมิงรุ่ยสะบัดหน้า ทั้งหมดเป็นเพียงอาการจิตหลอน มันพยายามยืนให้มั่นคงอีกครั้งพร้อมกับเบนสายตาหนีจากสมุดและหายใจหอบคำโต
ขณะนั้นเอง สายตาของโจวหมิงรุ่ยชำเลืองมองปืนลูกโม่สีทองเหลืองที่ส่องแวววาว ความสับสนเริ่มถาโถมเข้ามาในสมอง
“ด้วยสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวไคลน์ หมอนั่นเอาปืนลูกโม่มาจากไหน?”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วครุ่นคิด
ท่ามกลางความสับสนและตื่นตระหนก โจวหมิงรุ่ยเหลือบเห็นรอยครึ่งฝ่ามือสีแดงฉานตรงขอบโต๊ะ สีแดงของมันทั้งสดใหม่และน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าจันทร์สีเลือดด้านนอกหน้าต่าง
ไม่ผิดแน่…นี่คือรอยฝ่ามือเปื้อนเลือด!
“รอยมือเปื้อนเลือด…”
โจวหมิงรุ่ยรีบยกมือขวาที่เมื่อครู่ใช้พยุงตัวกับขอบโต๊ะตามสัญชาตญาณ มันเห็นฝ่ามือและนิ้วมือเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน
ขณะเดียวกัน อาการปวดหัวได้วนกลับมาหลอกหลอนอีกระลอก ถึงจะบางเบากว่าช่วงแรก แต่มันยังคงดำเนินอย่างไม่จบสิ้น
“เราหัวแตกงั้นหรือ…”
โจวหมิงรุ่ยคาดเดาพลางเดินไปส่องกระจกที่แตกร้าว
เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ได้เห็นภาพของชายส่วนสูงปานกลาง ผมสีดำขลับ นัยน์ตาสีน้ำตาล ดูมีการศึกษา สะท้อนบนกระจกเงาอย่างชัดเจน
นี่คือตัวเราในปัจจุบันสินะ…ไคลน์·โมเร็ตติ?
เพราะแสงไฟยามค่ำคืนไม่สว่างมากพอ มันจึงเห็นบาดแผลของตัวเองไม่ชัด โจวหมิงรุ่ยพยายามขยับใบหน้าเข้าใกล้กระจกมากขึ้นพลางเอนศีรษะไปยังจุดต้นตอที่เลือดไหล
ภาพบนกระจกเงากำลังสะท้อนบาดแผลเหวอะหวะชวนอาเจียนตรงขมับ รอบปากแผลมีรอยไหม้และคราบดินปืน รอบด้านเปรอะไปด้วยรอยเลือด และด้านในมีสมองสีเทากำลังยุบพองอย่างช้าๆ
……………………
[1]เย่กงชื่นชอบมังกร เป็นสุภาษิตมาจากนิทานที่กล่าวถึง เย่กง ชายที่ชื่นชอบมังกรมาก จนวันหนึ่งมังกรมาหาเขา ทว่าพอเย่กงเห็นมังกรตัวจริงเข้าก็ตกใจจนหน้าซีด แล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต เพราะแท้จริงแล้วเย่กงชอบเพียงมังกรที่เป็นภาพวาด ไม่ได้ชอบมังกรตัวเป็นๆ จึงสื่อถึงการที่ปากบอกว่าชอบ แต่ที่จริงแล้วไม่ได้ชอบ เหมือนแสร้งทำเท่านั้น
ราชันเร้นลับ 2 : สถานการณ์ปัจจุบัน
ราชันเร้นลับ 2 : สถานการณ์ปัจจุบัน
ตึกตัก! ตึกตัก!
โจวหมิงรุ่ยพลันผวากับสิ่งที่ตนเห็น ร่างกายเซถอยหลังตามสัญชาตญาณ ฉากในกระจกเมื่อครู่ไม่เหมือนกับภาพสะท้อนเงาของตน หากแต่เป็นซากศพของใครบางคน
มนุษย์ที่มีแผลฉกรรจ์ปานนั้นจะมีลมหายใจได้อย่างไร
โจวหมิงรุ่ยยากทำใจเชื่อ กระนั้นก็ต้องพิสูจน์ให้แน่ชัด ด้วยการเอนศีรษะไปด้านหลังพลางชำเลืองมองกระจกจากระยะห่าง แสงจันทร์อาจมัวสลัว แต่ไม่ผิดแน่ บาดแผลของตนกำลังเหวอะหวะเป็นรูโหว่และเปี่ยมด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง
“เป็นความจริงหรือเนี่ย…”
โจวหมิงรุ่ยสูดลมหายใจยาวเข้าปอดเพื่อข่มสติ
มันเลื่อนมือสัมผัสหน้าอกซ้าย หัวใจยังคงเต้นตามปรกติ ไม่สิ แรงกว่าปรกติมาก เส้นขนบนผิวหนังตั้งชูชัน เหงื่อไคลผุดแซมหลายจุด เป็นอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ปรกติ
หลังจากพิสูจน์ว่าเข่ายังงอได้ ชายหนุ่มยืนตัวตรงอีกครั้งพลางครุ่นคิด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่…”
มันขมวดคิ้ว ลังเลจะสำรวจปากแผลอีกหนดีหรือไม่
หลังจากก้าวขาไปสองสามครั้ง มันชะงักอีกครา แสงสลัวจากจันทร์สีเลือดด้านนอกไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์สถานการณ์
ทันใดนั้น ชายหนุ่มฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงรีบเหลือบมองท่อสีเทาข้างโต๊ะไม้ โดยปลายสุดของท่อเชื่อมติดกับโคมผนัง
โคมผนังเป็นแบบตะเกียงแก๊ส เปลวเพลิงจากตะเกียงจะคงที่และให้ความสว่างในระดับน่าพึงพอใจ
เดิมที ครอบครัวของไคลน์·โมเร็ตติไม่มีปัญญาครองแม้กระทั่งตะเกียงน้ำมันก๊าด อย่าว่าแต่ตะเกียงแก๊สเลย เทียนไขคือแสงสว่างชนิดเดียวที่มันได้รับ แต่ราวสี่ปีก่อน ในช่วงที่มันต้องติวหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยโฮอี้ พี่ชายของไคลน์—เบ็นสัน มองว่าการสอบเข้าของไคลน์หมายถึงอนาคตครอบครัว ต่อให้ต้องหยิบยืมเงินก็ต้องทำ เพื่อให้ไคลน์มีสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการเรียนหนังสือ
แต่แน่นอน เบ็นสันไม่ใช่คนสมองทึบและใจร้อน มันนำข้ออ้าง ‘หอพักต้องติดตั้งโคมตะเกียงแก๊สทุกห้องเพื่อยกระดับมาตรฐานและเรียกลูกค้า’ ไปกล่าวกับเจ้าของหอพัก โน้มน้าวให้เจ้าของพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไม่เพียงเท่านั้น เบ็นสันยังใช้เส้นสายที่มีต่อบริษัทนำเข้าส่งออกเพื่อจัดหาตะเกียงแก๊สในราคาใกล้กับต้นทุน ความพยายามทั้งหมดส่งผลให้เบ็นสันไม่ต้องหยิบยืมเงินจากผู้ใด เพียงควักเงินส่วนตัวเก็บจำนวนไม่มาก
เศษเสี้ยวความทรงจำจบลง โจวหมิงรุ่ยเดินกลับมายังโต๊ะไม้ มันใช้มือบิดวาล์วท่อแก๊สพลางเปิดสวิตช์ใช้งานตะเกียง
เสียงแกร่กดังขึ้นแห้ง ๆ คล้ายคลึงกับการเปิดเตาแก๊ส แต่โคมตะเกียงกลับไม่ส่องสว่าง
แกร่ก! แกร่ก!
ชายหนุ่มพยายามบิดหมุนอีกสองครา แต่ไฟตะเกียงยังคงดำมืดเช่นเดิม
“หืม…”
มือขวาถอนกลับจากสวิตช์ ฝ่ามือซ้ายยังคงแนบขมับ โจวหมิงรุ่ยนึกเค้นสมองหาสาเหตุของความล้มเหลว
ไม่กี่วินาทีถัดมา มันหมุนตัวเดินมาทางประตู หมิงรุ่ยหยุดยืนหน้าอุปกรณ์กลไกที่ติดไว้บนผนังข้างลูกบิดประตู อุปกรณ์ดังกล่าวมีท่อสีเทาขาวเชื่อมติดอยู่
มิเตอร์แก๊ส
หลังจากเห็นลูกปืนและเฟืองอยู่ในสภาพหลวมโครก โจวหมิงรุ่ยรีบควักเหรียญจากกระเป๋าเสื้อ
เป็นเหรียญโลหะสีเหลืองหม่น ส่องแสงทองแดงเล็กน้อยยามกระทบความสว่าง บนเหรียญมีใบหน้าของบุรุษสวมมงกุฎ ขอบเหรียญสลักถักทอลวดลายต้นข้าวสาลี ใจกลางเหรียญทองแดงมี 'เลขหนึ่ง' นูนเด่นสง่า
โจวหมิงรุ่ยทราบทันทีว่าเป็นสกุลเงินพื้นฐานของอาณาจักรโลเอ็น ผู้คนเรียกมันว่า ‘เพนนีทองแดง’ ค่าเงินหนึ่งเพนนีในโลเอ็นจะมีมูลค่าราวสามถึงสี่ดอลลาร์เมื่อเทียบกับโลกเก่าที่โจวหมิงรุ่ยเคยอาศัย ยังมีเหรียญประเภทอื่นอยู่อีก เช่นห้าเพนนี ครึ่งเพนนี และหนึ่งส่วนสี่เพนนี ในชีวิตประจำวัน การจ่ายตลาดแต่ละหนต้องพกพาเหรียญให้มากชนิดที่สุด
บนโลกเก่า เหรียญเพนนีถูกนำมาใช้ครั้งแรกหลังจากพระเจ้าจอร์จที่สามขึ้นครองราชย์ โจวหมิงรุ่ยดีดมันเล่นบนปลายนิ้วครู่หนึ่ง จากนั้นนำไปแทรกกลางระหว่างรูช่องว่างมิเตอร์แก๊ส
กริ๊ก!
ทันทีที่เหรียญหล่นถึงก้นเครื่อง เฟืองกลไกเริ่มขยับ เกิดเป็นท่วงทำนองอันไพเราะ
โจวหมิงรุ่ยยืนมองมิเตอร์เพื่อให้แน่ใจ หลังจากผ่านไปสองสามนาที มันเดินกลับมายังโต๊ะสีไม้พร้อมกับบิดหมุนสวิตช์ตะเกียงแก๊ส
แกร่ก! พรึ่บ!
เปลวเพลิงในตะเกียงถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว มันขยายขนาดจนถึงระดับพอเหมาะ แสงสว่างแผ่จากด้านในตะเกียงไปยังโดยรอบทีละนิด เพียงไม่นาน ห้องของไคลน์เปี่ยมด้วยแสงนวลสว่างไสว
ความมืดมิดสลายไป สีแดงระเรื่อจากจันทร์เลือดเริ่มเลือนลง โจวหมิงรุ่ยแสดงสีหน้าโล่งใจ มันเดินกลับไปยังหน้ากระจกแต่งตัวทันที
ในครานี้ มันบรรจงเพ่งมองรอบขมับพลางสังเกตรายละเอียด
หลังจากสำรวจถี่ถ้วน มันพบว่า นอกจากคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรัง ไม่มีเลือดใหม่ไหลออกจากบาดแผลแม้แต่น้อย ประหนึ่งได้รับยาห้ามเลือดและผ้าพันแผลชั้นเลิศ บาดแผลบนเนื้อสมองสีเทาที่ยุบพองเริ่มสมาน เฉกเช่นบาดแผลตรงขมับ หากปล่อยไว้ บาดแผลคงสมานสนิทภายในครึ่งชั่วโมง เหลือทิ้งไว้เพียงแผลเป็นไม่ลึกมาก
“เป็นพลังฟื้นฟูร่างกายจากการข้ามโลกรึไง?”
โจวหมิงรุ่ยพึมพำพลางอมยิ้มมุมปาก
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก มันถอนหายใจยาวสุดปอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยตนก็ยังมีลมหายใจ
เมื่อตั้งสติให้นิ่ง โจวหมิงรุ่ยรีบดึงลิ้นชักและนำสบู่ออกมา จากนั้นก็คว้าผ้าขนหนูผืนเล็กในตู้เสื้อ มันเปิดประตูและรีบเดินตรงไปยังห้องน้ำรวมบนชั้นสอง
'ต้องขจัดคราบเลือดให้เร็วที่สุด ต่อให้เราไม่กลัว แต่น้องสาวเราต้องตกใจแน่ เมลิสซ่าจะตื่นในตอนเช้า ถ้าไม่รีบทำความสะอาดคงได้เกิดปัญหาใหญ่'
ทางเดินด้านนอกค่อนข้างมืด มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างสุดปลายทางเดิน แสงจันทร์สลัวกระทบกับวัตถุบนผนังสองข้างทาง ประหนึ่งดวงตาปีศาจที่คอยเฝ้ามองมนุษย์ยามค่ำคืน
โจวหมิงรุ่ยเกิดอาการหวาดกลัว มันรีบจ้ำเท้าเพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยไว
ภายในห้องน้ำ หน้าต่างรับแสงจันทร์อย่างเต็มเปี่ยม ภาพการมองเห็นกระจ่างและชัดเจน โจวหมิงรุ่ยหยุดลงหน้าก๊อกน้ำพลางหมุนเปิดวาล์ว
เมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล ความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าของหอพลันแล่นเข้ามาในหัว
ด้วยความที่ค่าน้ำถูกคิดเหมารวมในค่าเช่า มิสเตอร์แฟรงค์ ชายร่างเล็กที่ชอบสวมหมวกทรงสูง ชอบสวมเสื้อกั๊กสีดำด้านในและแจ็คเก็ตสีดำคลุมทับด้านนอก มักแอบเงี่ยหูฟังการใช้น้ำของลูกบ้านเสมอ
หากเสียงน้ำดังมาก มิสเตอร์แฟรงค์จะสลัดมาดผู้ดีทันที มันมักใช้ไม้ค้ำกระแทกประตูอย่างเกรี้ยวกราดพลางตะโกน “ไอ้หัวขโมย!” “ละอายแก่ใจบ้าง!” “ฉันจำแกได้!” “ถ้าฉันจับได้อีกครั้ง แกเตรียมเก็บข้าวของออกไปได้เลย!” “เชื่อฉันเถอะ หอพักของฉันคุ้มราคาที่สุดในเมืองทิงเก็นแล้ว! แกไม่มีวันได้พบกับเจ้าของหอที่ใจกว้างไปกว่าฉัน!”
ขณะความทรงจำแล่นผ่าน โจวหมิงรุ่ยใช้ผ้าหมาดซับเลือดออกจากใบหน้า ทำซ้ำหนแล้วหนเล่า
หลังจากสำรวจในกระจกและพบว่าบาดแผลเหวอะหวะถูกสมานเหลือเพียงรอยแผลเล็ก โจวหมิงรุ่ยแสดงท่าทีโล่งใจหลายส่วน มันรีบถอดเสื้อลินินออกและใช้สบู่ขัดถูคราบเลือด
ทันใดนั้น ปัญหาใหม่ผุดขึ้นในห้วงความคิด
แผลที่ขมับมีขนาดใหญ่มากในตอนแรก ย่อมหมายถึงเลือดที่เปรอะเปื้อนหลายจุด ไม่เพียงบนร่างกาย แต่ยังรวมถึงเฟอร์นิเจอร์และพื้นภายในห้อง
หลังจากครุ่นคิดพลางทำความสะอาดหลายนาที โจวหมิงรุ่ยจัดการกับเสื้อลินินเสร็จ มันรีบใส่เสื้อกลับคืนและนำพาเช็ดตัวเปียกพาดบ่า รีบเดินกลับห้องด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงห้อง หมิงรุ่ยใช้ผ้าหมาดเช็ดคราบเลือดบนโต๊ะไม้ จากนั้นก็อาศัยแสงไฟตะเกียงค้นหารอยเลือดในจุดที่เหลือ
การตัดสินใจดังกล่าวช่วยให้มันพบคราบเลือดที่กระเซ็นลงบนพื้นและบริเวณใต้ลิ้นชัก ไม่เพียงเท่านั้น มันยังพบปลอกกระสุนสีเหลืองหม่นตกอยู่ริมกำแพงซ้ายมือ
“…เอาปืนลูกโม่จ่อขมับแล้วลั่นไกสินะ”
หลังจากปะติดปะต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน โจวหมิงรุ่ยก็ได้ข้อสรุปความตายของไคล์น·โมเร็ตติ
หมิงรุ่ยไม่รีบร้อนสืบหาความจริง มันรีบขจัดคราบเลือดให้หมดเป็นลำดับแรก จากนั้นก็เก็บปลอกกระสุนและเดินกลับไปยังโต๊ะไม้ โจวหมิงรุ่ยหยิบปืนขึ้นและดันโม่ออกไปทางฝั่งซ้าย มันเทกระสุนในโม่ออกจนหมด
‘กระสุนห้านัด… รวมถึงปลอก ทั้งหมดทำจากทองเหลือง’
ชัดเจนแล้ว…
โจวหมิงรุ่ยยืนมองโม่ที่ว่างเปล่าครู่หนึ่ง จากนั้นก็ใส่กระสุนกลับเข้าไป
สายตาของมันเหลือบมองไปยังสมุดจดที่เปิดค้าง อักษรบนหน้ากระดาษเขียนไว้ว่า “ทุกคนต้องตาย รวมถึงฉัน”
เมื่ออ่านจบ ความฉงนมากมายเริ่มผุดขึ้นในห้วงความคิด
ปืนมาจากไหน?
ฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรมอำพราง?
นักศึกษาจบใหม่จากสาขาประวัติศาสตร์ไปพัวพันกับอะไรเข้า?
ทำไมการลั่นไกฆ่าตัวตายถึงหลงเหลือเพียงคราบเลือด? หรือการเดินทางข้ามโลกของเรามีผลช่วยฟื้นฟูร่างกาย…
ขณะครุ่นคิด โจวหมิงรุ่ยเปลี่ยนไปใส่เสื้อลินินตัวอื่น มันนั่งลงบนเก้าอี้พลางทบทวนถึงสิ่งที่อาจมองข้าม
ชายหนุ่มมิได้สนใจอดีตของไคลน์สักเท่าไร สิ่งที่มันต้องการทราบก็คือ เหตุใดตนถึงถูกส่งข้ามโลก และจะเดินทางกลับได้ด้วยวิธีใด
พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท โลกที่เปี่ยมด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอาหารรสเลิศ
โจวหมิงรุ่ยปรารถนาจะกลับโลกเก่าด้วยเหตุผลข้างต้น
มือขวาของมันกำลังดันโม่ปืนเข้าออกเล่นโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีเรื่องไหนปรกติสักอย่าง… เราทำอะไรลงไปบ้าง ถึงได้ถูกส่งข้ามโลกมาที่นี่… โชคร้ายชะมัด…
โชคร้าย… เดี๋ยวนะ เราทำพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตาก่อนอาหารค่ำ…
ทันใดนั้น ความคิดในหัวหมิงรุ่ยพลันขาวโพลน ฉากความทรงจำอันเลือนรางถูกบดบังด้วยหมอกเทา
ในฐานะนักการเมืองคีย์บอร์ด นักประวัติศาสตร์คีย์บอร์ด นักเศษรฐศาสตร์คีย์บอร์ด นักชีววิทยาคีย์บอร์ด นักคติชนคีย์บอร์ด โจวหมิงรุ่ยมักอวดโอ่กับเพื่อนฝูงว่าตน ‘รอบรู้ทุกเรื่องอย่างละนิด’ และแน่นอน เพื่อนของมันจะตอกย้ำด้วยคำว่า ‘อย่างละนิดจริง ๆ’ เสมอ
พิธีกรรมโบราณคือหนึ่งสิ่งที่โจวหมิงรุ่ยศึกษาผิวเผิน
ราวหนึ่งปีก่อน มันกลับบ้านเกิดและได้พบกับฉบับคัดลอกของหนังสือ ‘พิธีกรรมโบราณของราชวงศ์ฉินและฮั่น’ ในร้านหนังสือเก่า หากมองผิวเผิน นี่คือหนังสือที่น่าสนใจมาก มันเกิดความคิดที่จะซื้อเพื่ออวดทุกคนบนอินเทอร์เน็ต แต่น่าเสียดายที่เนื้อหาด้านในน่าเบื่อเกินไป หลังจากเปิดอ่านไม่กี่หน้า มันก็นำมันกลับไปวางบนชั้นทันที…
จนกระทั่งหนึ่งเดือนก่อน โจวหมิงรุ่ยพานพบความฉิบหายในชีวิตอย่างต่อเนื่อง โทรศัพท์สูญหาย เสียลูกค้า ก่อความผิดพลาดในที่ทำงาน เมื่อความอับโชคถาโถม มันจึงหวนนึกถึงพิธีกรรมชนิดหนึ่งที่ถูกระบุในช่วงต้นของหนังสือ พิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตา การเตรียมการแสนง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องใช้พลังภายในเข้าช่วย
เพียงนำอาหารท้องถิ่นมาแบ่งเป็นสี่ส่วน แต่ละส่วนวางไว้มุมห้องสี่ทิศ จะบนตู้หรือโต๊ะก็ได้ จากนั้นก็ยืนกึ่งกลางห้องเพื่อเตรียมตัว พิธีกรรมแสนง่ายดาย เพียงก้าวเท้าทวนเข็มนาฬิกาสี่ครั้งให้เป็นรูปทรงจัตุรัส ก้าวแรกท่องในใจว่า “เซียนราชันฟ้าดินประทานโชค” ก้าวที่สองท่องว่า “เทพสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค” ก้าวที่สามท่องว่า “จักรพรรดิสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค” และก้าวที่สี่ท่องว่า “ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค” หลังจากเดินครบ หลับตาลงและสงบนิ่งเป็นเวลาห้านาที พิธีเป็นอันเสร็จสิ้น…
ในเมื่อเป็นของฟรี ทดสอบสักนิดคงไม่เสียหาย มันปฏิบัติตามข้อความในหนังสือทุกประการก่อนทานข้าวเย็น แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในทันที
ใครจะไปคิดว่า ตัวมันจะถูกส่งข้ามโลกในเวลาเที่ยงคืนตรง!
ข้ามโลกเชียวนะ!
“ต้องเป็นเพราะพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตาแน่… ดีล่ะ เราจะลงมือทดสอบพรุ่งนี้ หากเป็นสาเหตุของการข้ามโลกจริง เรายังมีหวังที่จะกลับไป”
โจวหมิงรุ่ยหยุดเล่นโม่ปืนในมือขวา มันยืนขึ้นด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวัง
‘แม้โอกาสจะน้อยนิด แต่คุ้มค่าที่จะลองเสี่ยง’
……………………
ราชันเร้นลับ 3 : เมลิสซ่า
ราชันเร้นลับ 3 : เมลิสซ่า
หลังจากยืนยันแผนการ โจวหมิงรุ่ยพลันปวดขมับรุนแรงอีกครั้ง ภาวะหวาดกลัวและกระวนกระวายกำลังคุกรุ่นในหัวสมอง
แต่ก่อนอื่น มันต้องไล่ย้อนอ่านความทรงจำของไคลน์·โมเร็ตติอย่างระมัดระวัง พลางลุกเดินไปปิดวาล์วแก๊สด้วยความเคยชิน สายตาเหลือบมองโคมไฟกำแพงที่เริ่มหรี่แสง ก่อนจะนั่งลงเมื่อแสงดับสนิท มือข้างหนึ่งเล่นโม่ปืน ส่วนอีกข้างเลื่อนขึ้นมากุมแนบขมับ
ความทรงจำของบุคคลอื่นกำลังฉายซ้ำในสมองประหนึ่งนั่งชมภาพยนตร์เรื่องยาว แต่ที่แปลกจากปรกติคือบรรยากาศของฉากหลังถูกฉาบด้วยสีแดงหม่น
เวลาล่วงผ่านไปนาน อาจเพราะถูกกระสุนเจาะทะลุสมอง ความทรงจำของไคลน์·โมเร็ตติจึงกระจัดกระจายไม่ปะติด ปะต่อ หลายจุดถูกฉายข้าม โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับปืนลูกโม่กระบอกนี้
มันมาอยู่กับไคลน์ได้อย่างไร และฆ่าตัวตายไปทำไม หลายคำถามที่โจวหมิงรุ่ยสงสัยยังคลุมเครือ ข้อความบนสมุด ‘ทุกคนต้องตาย รวมถึงฉัน’ หมายถึงสิ่งใดกัน และไม่กี่วันก่อนหน้าเกิดเหตุฆ่าตัวตาย ความทรงจำเหล่านั้นหายไปไหน
ไม่เพียงเรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปของโลกใบนี้ก็หายไปหลายส่วน
ท่ามกลางความฉงน มีสิ่งหนึ่งที่โจวหมิงรุ่ยมั่นใจ หากไคลน์·โมเร็ตติกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยอีกครั้งในสภาพปัจจุบัน มันไม่มีทางจบการศึกษาอย่างแน่นอน
ความจำแหว่งโหว่ถึงเพียงนั้น ทั้งที่ไคลน์·โมเร็ตติจะเพิ่งเรียนจบเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง
แล้วตัวเรา โจวหมิงรุ่ย ต้องแบกร่างไคลน์ไปสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานกับมหาวิทยาลัยทิงเก็นในอีกสองวันข้างหน้าเนี่ยนะ…
ตามธรรมเนียมปฏิบัติของอาณาจักรโลเอ็น ผู้ที่จบการศึกษามักไม่ทำงานต่อในมหาวิทยาเดิมที่เคยเรียน… อาจารย์ที่ปรึกษาจึงเขียนจดหมายแนะนำให้เข้าสมัครงานที่มหาวิทยาลัยทิงเก็นและมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์…
…
ด้านนอกหน้าต่าง โจวหมิงรุ่ยนั่งมองจันทร์สีเลือดกำลังลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก แสงจันทร์บรรจงริบหรี่ลงอย่างเงียบงัน เมื่อจันทร์ลับขอบฟ้าโดยสมบูรณ์ ท้องฟ้าฝั่งทิศตะวันออกเริ่มฉายแสงทองอร่ามระยิบระยับ
ทันใดนั้น ความวุ่นวายเล็กๆ เริ่มอุบัติขึ้นภายในหอพัก เสียงฝีเท้าผู้คนเดินขวักไขว่ อาจไม่ดังจนรบกวน แต่ก็มากพอจะได้ยินทั่วหอพักที่ผนังแสนบอบบาง
เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งดังแว่วใกล้เข้ามายังประตูห้องนอนไคลน์
“เมลิสซ่าตื่นแล้วสินะ… ยังเป็นเด็กตรงเวลาเหมือนเคย”
โจวหมิงรุ่ยพลันอมยิ้ม เนื่องจากความทรงจำของมันเริ่มผสานกับไคลน์ทีละนิด ตัวตนของเมลิสซ่าจึงมอบความรู้สึกเหมือนกับน้องสาวแท้ ๆ ไปโดยปริยาย
แต่เราไม่มีน้องสาวสักหน่อย… ชายหนุ่มรีบดึงสติกลับสู่ความจริง
เมลิสซ่ามีสถานะแตกต่างจากไคลน์และเบ็นสันเล็กน้อย เธอยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานตามข้อบังคับของรัฐบาล
ในช่วงก่อนที่เมลิสซ่าจะถึงวัยเรียนเล็กน้อย อาณาจักรโลเอ็นได้ออกกฎใหม่ให้ประชาชนทุกคนได้รับ ‘การศึกษาขั้นพื้นฐาน’ โดยมีทุนการศึกษาสนับสนุน
เพียงสามปี หลังจากศาสนจักรหลักเริ่มจัดตั้งหลักสูตรโรงเรียนวันอาทิตย์ขึ้น โรงเรียนสามัญทั่วอาณาจักรโลเอ็นต่างรีบนำหลักสูตรด้านศาสนาออก เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างคำสอนของทั้งสามเทพประจำอาณาจักร ประกอบด้วย เทพวายุสลาตัน เทพธิดารัตติกาล และเทพจักรกลไอน้ำ
โรงเรียนวันอาทิตย์ของโบสถ์จะคิดค่าเล่าเรียนเพียงหนึ่งเพนนีทองแดงต่อสัปดาห์ นับเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับค่าเล่าเรียนของโรงเรียนสามัญซึ่งแพงถึงสามเพนนีต่อสัปดาห์
แต่แบบแรกจะมีเรียนเฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนแบบหลังนั้นต้องเรียนสัปดาห์ละหกวัน คุณภาพการศึกษาย่อมต่างกันหลายขุม
แต่เมลิสซ่าไม่เหมือนกับเด็กสาวทั่วไป
ในวัยเด็ก เธอมิได้สนใจตุ๊กตาหรือของเล่น แต่จะชื่อชอบเฟือง เกียร์ สปริง และตลับลูกปืนมากเป็นพิเศษ เธอมีความฝันอยากเป็นช่างกลไอน้ำในอนาคต
พี่ใหญ่อย่างเบ็นสันที่ขาดโอกาส ย่อมตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาได้ดีกว่าใครในครอบครัว เฉกเช่นที่เคยสนับสนุนการเรียนของไคลน์อย่างสุดความสามารถ
เหนือสิ่งอื่นใด เมลิซ่าเล็งศึกษาต่อเพียงเป้าหมายเดียว นั่นคือโรงเรียนเทคนิคทิงเก็นที่มีค่าเล่าเรียนค่อนข้างต่ำและสอบเข้าไม่ยากนัก เมลิซ่าจึงไม่จำเป็นต้องเรียนด้านภาษาหรือวิชาการเสริม
เมื่อถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว เมลิซ่าวัยสิบห้าปีจบการศึกษาจากโบสถ์และสอบเข้าโรงเรียนเทคนิคทิงเก็นสำเร็จ กลายเป็นนักเรียนเทคนิคทิงเก็นสาขาไอน้ำและเครื่องจักรเต็มตัว
ด้วยเหตุนี้ ค่าเล่าเรียนของเธอจึงเพิ่มเป็นสามเพนนี่ต่อสัปดาห์
ในทางกลับกัน บริษัทที่เบ็นสันทำงานได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของทวีปใต้ กำไรเหือดแห้ง ลูกค้าหดหาย พนักงานหนึ่งในสามถูกลอยแพอย่างไม่มีทางเลือก หากเบ็นสันต้องการรักษาสถานภาพพนักงานไว้ มันต้องทำงานให้หนักกว่าปรกติหลายเท่า รวมถึงต้องเดินทางไปยังสถานที่ทุรกันดาร นั่นคือสาเหตุที่เบ็นสันไม่กลับบ้านติดต่อกันหลายวันในช่วงหลัง
ไม่ใช่ว่าไคลน์ไม่ต้องการช่วยพี่ชายแบ่งเบาภาระ แต่เมื่อเกิดเป็นสามัญชน ไคลน์จำเป็นต้องศึกษาในโรงเรียนสามัญและมหาวิทยาลัยเพื่อให้แข่งขันกับครอบครัวขุนนางได้ทัดเทียม
ค่าเล่าเรียนมหาศาลของไคลน์ส่งผลให้ครอบครัวประสบปัญหาด้านการเงินอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แต่นั่นคือสิ่งจำเป็น เพราะทายาทตระกูลขุนนางล้วนรู้ภาษาโบราณทุกชนิดของทวีปเหนือตั้งแต่เด็ก แต่กลับกัน สามัญชนจะได้เรียนเป็นครั้งแรกในระดับมหาวิทยาลัย
ทว่า นั่นมิได้ทำให้ไคลน์ย่อท้อ มันตั้งใจเรียนหนังสืออย่างหนักตั้งแต่ยังเล็ก ขณะเรียนมหาวิทยาลัย ทุกคืนต้องศึกษาตำราจนดึกดื่นและตื่นก่อนใครเสมอ
จนท้ายที่สุด ไคลน์เรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย
ขณะความทรงจำมากมายเกี่ยวกับพี่ชายและน้องสาวกำลังซัดโถมโจวหมิงรุ่ยอย่างไม่หยุดพัก เสียงลูกบิดประตูถูกหมุนได้ดังแว่วเข้ามากระทบแก้วหู
มันเพิ่งนึกได้ว่า ในมือยังกำลูกโม่ทองเหลืองแน่นถนัด นี่เป็นอาวุธกึ่งควบคุมที่ต้องมีใบอนุญาต!
เมลิสซ่าอาจเข้าใจผิด และที่แย่ไปกว่านั้น บาดแผลตรงขมับก็ยังไม่หายดี…
เมื่อตระหนักว่าน้องสาวอาจเปิดประตูเข้ามาทุกเมื่อ โจวหมิงรุ่ยรีบใช้มือขวาปกปิดบาดแผล ส่วนมือซ้ายดึงลิ้นชักออกและกระแทกลูกโม่ลงไปจนเกิดเสียงดังโครม
“เกิดอะไรขึ้น?”
เมลิสซ่าเอ่ยปากถามหลังจากได้ยินเสียงกระแทก เธอยังอยู่ในวัยช่างสงสัย ถึงจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอเพราะความยากจน แต่ยังคงมีท่าทีอยากรู้อยากเห็นเหมือนเช่นเด็กในวัยสาวทั่วไป
เมื่อหันไปเห็นน้องสาวเปิดประตูพลางจ้องเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย
ลิ้นชักยังไม่ถูกปิด มันจึงแสร้งหยิบบางสิ่งในลิ้นชักขึ้นมากำแทนลูกโม่เพื่อเบนความสนใจ และใช้กำปั้นดันลิ้นชักไม้กลับเข้าไปเพื่อซ่อนปืนให้มิดชิด
มือข้างขวาที่สัมผัสขมับเริ่มรับรู้สิ่งผิดปรกติ บาดแผลที่ควรมีได้หายไป สมานติดกันอย่างสมบูรณ์ไร้ร่องรอย
โจวหมิงรุ่ยเริ่มคลายกำมือข้างซ้ายที่ใช้ดันลิ้นชัก จนเผยให้เห็นนาฬิกาห้อยคอสีทองเหลืองทรงใบองุ่น
มันใช้ปลายนิ้วกดอย่างทะนุถนอม ฝาเครื่องดีดเปิดตามกลไกพร้อมเสียงกริ๊ก
ด้านในบรรจุภาพถ่ายบิดาของสามพี่น้อง เป็นสิ่งของมูลค่าสูงสุดเท่าที่ทางกองทัพทิงเก็นจะหาคืนครอบครัวโมเร็ตติได้
แต่ด้วยความที่เป็นนาฬิกามือสอง เมื่อผ่านไปสักพัก เวลาเริ่มเดินผิดเพี้ยน ถึงแม้จะมีช่างนาฬิกาหมั่นซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอแล้วก็ตาม
การระบุเวลาผิดได้สร้างความลำบากใจให้เบ็นสันบ่อยครั้ง มันเคยชอบพกนาฬิกาเรือนนี้เพื่อเป็นของต่างหน้าพ่อ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แทนผู้นำครอบครัว แต่เมื่อเริ่มบอกเวลาผิดพลาดบ่อยครั้งเข้า เบ็นสันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวางเก็บไว้ที่บ้าน
เมลิสซ่าทำตัวสมกับความใฝ่ฝันที่จะเป็นช่างจักรกล ในช่วงต้น เธอตั้งใจศึกษากลไกการทำงานของนาฬิกาโดยละเอียด จนกระทั่งเมื่อมีความรู้พร้อมซ่อม เครื่องมือหลายชนิดถูกยืมจากโรงเรียนเทคนิคทิงเก็น และเธอบอกกับทุกคนว่าซ่อมมันสำเร็จแล้วเมื่อไม่นานมานี้
แต่หลังจากยืนพิจารณาอยู่พักหนึ่ง หมิงรุยพบว่าเข็มนาทีไม่ขยับเขยื้อน จึงเลื่อนนิ้วขึ้นไปบิดเม็ดมะยมตามสัญชาตญาณ
ทว่า บิดเท่าไรก็ไม่ได้ยิงเสียงสปริง เข็มนาทียังคงนิ่งค้างในจุดเดิม
“ดูเหมือนจะเสียอีกแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มหันมองเมลิสซ่าเพื่อหาหัวข้อสนทนา น้องสาวสุดที่รักมองตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาคว้านาฬิกาไป
เมลิสซ่ายังคงไม่เป็นไหน เพียงยืนเพ่งนาฬิกาพร้อมกับใช้นิ้วดึงเม็ดมะยมขึ้นหนึ่งล็อก เมื่อลองบิดซ้ายขวาสองสามครั้ง เข็มนาทีก็เริ่มส่งเสียงดังติ๊กต่อกอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่าการดึงเม็ดมะยมขึ้นจะหมายถึงตั้งเวลาหรอกหรือ… โจวหมิงรุ่ยขมวดคิ้วฉงน
ทันใดนั้น เสียงระฆังจากวิหารพลันกังวานจากจุดห่างออกไป สัญญาณดังขึ้นหกครั้ง หมายถึงเวลาหกโมงตรงในตอนเช้า เป็นเสียงที่ใสกังวานเสนาะหู
เมลิซ่าเอียงคอฟังระฆังวิหารอย่างตั้งใจ เมื่อกลับเข้าสู่ความเงียบงัน เธอก้มลงหมุนเม็ดมะยมเพื่อปรับเวลาให้ตรงกัน
“ใช้ได้แล้ว”
เป็นถ้อยคำเรียบง่ายไร้อารมณ์เช่นเคย หลังจากเม็ดมะยมถูกกดลงดังกริ๊ก เมลิซ่ายื่นนาฬิกากลับให้โจวหมิงรุ่ย
มันอมยิ้มแทนคำขอบคุณ
เธอขมวดคิ้วพลางหรี่ตาจ้องพี่ชายคนกลางด้วยสายตาเสียดแทง จากนั้นก็เดินกลับไปยังตู้เสื้อผ้าที่ห้องรวม เมลิสซ่าจัดเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำพร้อมผ้าเช็ดตัว เมื่อเรียบร้อย เธอออกจากห้องพักและมุ่งหน้าตรงไปยังห้องน้ำรวม
เหตุใดเธอถึงจ้องพี่ชายตัวเองด้วยสายตาเย็นชาและดูแคลนขนาดนั้น?
เป็นห่วงพี่ชายไม่เอาไหนงั้นหรือ?
หมิงรุ่ยเอียงคอพร้อมกับพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่าย มันส่งเสียงหัวเราะในลำคอ
ขณะเดียวกัน นาฬิกาในมือถูกนิ้วดันให้ฝาพับปิดลง จากนั้นก็กดเปิดเล่นอีกครั้ง หมิงรุ่ยมักมีนิสัยเล่นของบนมือขณะใช้ความคิด
ไคลน์ยิงตัวตายด้วยลูกโม่โดยไม่ใส่ที่เก็บเสียง มันขอสมมติให้เป็นการฆ่าตัวตายไปก่อน
เสียงจากปืนลูกโม่กระบอกนี้น่าจะคำรามได้กึกก้องพอตัว แล้วเหตุใดเมลิซ่าถึงไม่เอะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพี่ชายเลย…
หลับลึก? หรือว่าการฆ่าตัวตายของไคลน์จะมีเงื่อนงำมากกว่านี้?
กริ๊ก! ฝานาฬิกาเปิดออก
แกร่ก! ฝานาฬิกาปิดสนิท
เมื่อเมลิสซ่ากลับจากห้องน้ำรวม เธอเหลือบเห็นพี่ชายกำลังยืนครุ่นคิดพลางปิดเปิดนาฬิกาเล่นอยู่พักใหญ่ สายตาของเด็กสาวแฝงด้วยความหงุดหงิดอีกครั้ง
ทว่า น้ำเสียงกลับอ่อนหวานนุ่มนวลสวนทาง
“ไคลน์ เอาขนมปังที่เหลือออกมา วันนี้อย่าลืมไปซื้อของใหม่ด้วย เนื้อกับถั่วก็หมดแล้วเหมือนกัน การสัมภาษณ์งานใกล้เข้ามาแล้วใช่ไหม ฉันจะทำสตูแกะใส่ถั่วให้”
ขณะกล่าว เมลิสซ่าเดินไปหยิบหม้อต้มกับถ่านฟืนจากมุมห้องและเริ่มต้มน้ำ
ก่อนน้ำเดือด เธอก้มดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดและหยิบบางสิ่งออกมาด้วยท่าทางทะนุถนอมประหนึ่งเป็นสมบัติล้ำค่า
กระปุกใบชาราคาถูก!
เมลิซ่าเปิดฝาหยิบออกมาราวสิบใบ โปรยลงไปในหม้อต้ม สีหน้าพึงพอใจประหนึ่งกำลังชงชาแท้คุณภาพชั้นเลิศ
เมื่อร้อนได้ที่ เธอรินชาใส่ถ้วยสองใบใหญ่ จากนั้นก็ฉีกขนมปังไรย์ที่เริ่มแข็ง แบ่งกับกินกับพี่ชายสองคนอย่างเอร็ดอร่อย
บนผิวขนมปังไม่มีเศษฝุ่นผง ความนุ่มอยู่ในระดับปรกติ แต่รสชาตินั้นเข้าขั้นบัดซบ…
ท้องที่หิวโหยของโจวหมิงรุ่ยยังไม่ถูกเติมเต็ม ร่างกายอ่อนล้าและปราศจากเรี่ยวแรงเหมือนเช่นเคย แต่ถึงจะบ่นในใจ ทางเลือกคงมีไม่มากนัก ต้องฝืนกระเดือกขนมปังไรย์ในมือให้หมด
เมลิสซ่ากินหมดหลังหมิงรุ่ยไม่นาน เธอจัดแจงเส้นผมสีดำขลับไปด้านหลังพร้อมกับกล่าว
“อย่าลืมซื้อขนมปังสด เอามาแค่แปดปอนด์ก็พอ ช่วงนี้อากาศร้อน ขนมปังจะเสียง่าย แล้วก็อย่าลืมซื้อเนื้อแกะกับถั่วมาด้วย ห้ามลืมเด็ดขาด!”
เป็นอย่างที่คิด เธอคงเป็นห่วงพี่ชายสุดบื้อของตัวเอง ถึงขั้นเน้นยำหลายครั้งเพราะกลัวลืม… โจวหมิงรุ่ยอมยิ้มพลางผงกศีรษะ
“รับทราบ”
จากความทรงจำของไคลน์ หน่วยชั่งตวงของอาณาจักรโลเอ็นจะใช้ ‘ปอนด์’ เป็นหลัก แปดปอนด์จะใกล้เคียงกับครึ่งกิโลกรัมของโลกเดิมที่มันคุ้นเคย
เมลิซ่าไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงลงมือทำความสะอาดห้องรวมจนเรียบร้อย เศษขนมปังไรย์ที่เหลือถูกนำใส่กระเป๋าสะพายเตรียมไว้เป็นอาหารกลางวัน
เมลิซ่าหยิบผ้าคลุมหัวซึ่งมีสภาพค่อนข้างเก่าออกมาสวม เป็นของต่างหน้าจากมารดาผู้ล่วงลับ จากนั้น เด็กสาวหยิบกระเป๋าที่บรรจุเครื่องเขียนและหนังสือออกมาแขวนบ่า เป็นใบที่ผ่านการซ่อมแซมครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยฝีมือเย็บปักที่เมลิสซ่าภาคภูมิใจ
ถึงคราวเธอออกเดินทางไปเรียนแล้ว วันนี้ไม่ใช่วันอาทิตย์ การเรียนการสอนจึงยาวนานตลอดทั้งวัน
หากด้วยเดินเท้า จากหอพักไปถึงโรงเรียนเทคนิคทิงเก็นจะใช้เวลาราวห้าสิบนาที
ภายในเมืองมีบริการรถม้าสาธารณะ อัตราค่าโดยสารกิโลเมตรละหนึ่งเพนนี ค่าโดยสารสูงสุดในเขตเมืองจะมีราคาไม่เกินสี่เพนนี และไกลสุดชานเมืองจะมีราคาไม่เกินหกเพนนี
แต่เพื่อประหยัดเงิน เมลิสซ่าเลือกเดินเท้าไปโรงเรียน
ขณะยืนอยู่หน้าประตูห้องพัก เธอชะงักไปครู่หนึ่งหลังจากเปิดประตูค้างไว้ครึ่งบาน
เมลิสซ่าหันหลังกลับมากล่าว
“ไคลน์ อย่าซื้อมาเยอะเกินไปนะ เบ็นสันจะกลับมาวันอาทิตย์ เราสองคนต้องการขนมปังแค่แปดปอนด์เท่านั้น”
“รู้แล้วน่า”
โจวหมิงรุ่ยเริ่มตอบด้วยน้ำเสียงเจือความไม่พอใจ
ขณะเดียวกัน ภายในหัวกำลังทบทวนคำว่า ‘วันอาทิตย์’ ซ้ำหลายหน
อ้างอิงจากปฏิทินของทวีปเหนือ หนึ่งปีแบ่งออกเป็นสิบสองเดือน แต่ละปีจะมี 365 หรือ 366 วัน และในหนึ่งสัปดาห์จะแบ่งออกเป็นเจ็ดวัน
ตามหลักปรกติ การแบ่งสิบสองเดือนเกิดจากความรู้ด้านดาราศาสตร์ของมนุษย์ โจวหมิงรุ่ยจึงนึกสงสัยว่า ที่นี่อาจเป็นโลกคู่ขนานกับโลกที่ตนเคยอาศัย
แต่ในทางกลับกัน การแบ่งวันทั้งเจ็ดจะมีรากฐานมาจากศาสนา
ทวีปเหนือมีเทพทั้งหมดเจ็ดองค์ประกอบด้วย เทพสุริยันเจิดจรัส เทพวายุสลาตัน เทพปัญญาความรู้ เทพธิดารัตติกาล พระแม่ธรณี เทพสงคราม และเทพจักรกลไอน้ำ
เมื่อเห็นน้องสาวปิดประตูเดินจากไป โจวหมิงรุ่ยพลันถอนหายใจยาว สมาธิทั้งหมดหันมาจดจ่อกับพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตา
ขอโทษนะ… แต่พี่อยากกลับบ้าน…
……………………