โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

แนวหน้า

เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2566 เวลา 17.00 น.

ภาวะโลหิตจาง เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าระดับปกติ สาเหตุของภาวะโลหิตจางมีหลากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นจากภาวะการขาดเกลือแร่วิตามิน ความผิดปกติของพันธุกรรมต่างๆ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว ไปจนถึงความผิดปกติของไขกระดูก โดยภาวะโลหิตจางที่พบบ่อยที่สุดคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ และก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพแก่ผู้ป่วย ตลอดจนเป็นภาระทางสาธารณสุข มีการประมาณการว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 2 พันล้านคนมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อุบัติการณ์ในการเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กพบมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี รองลงมาคือ กลุ่มผู้หญิงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเกิดจากการที่ร่างกายมีปริมาณธาตุเหล็กสะสมน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้เพียงพอ นอกจากนี้เม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นมามีขนาดรวมถึงรูปร่างที่ผิดปกติไป ส่งผลทำให้เกิดอาการของภาวะโลหิตจางจากความบกพร่องของการทำงานของอวัยวะ เช่น อาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ อาการเหนื่อย หรือเป็นลมหมดสติไปจนถึงหัวใจล้มเหลวได้ในกรณีที่ภาวะโลหิตจางรุนแรง สาเหตุของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนั้นเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะขาดดุลธาตุเหล็ก ทำให้ปริมาณเหล็กสะสมในร่างกายพร่องลงจนมีระดับต่ำในที่สุด โดยภาวะขาดดุลเหล็กนั้นมีหลายสาเหตุพบได้ทั้งในภาวะปกติ และภาวะผิดปกติโดยกลไกหลัก 3 กลไก ได้แก่ การสูญเสียเหล็กจากการเสียเลือด โดยเฉพาะการเสียเลือดเรื้อรัง, ความต้องการธาตุเหล็กของร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ และความผิดปกติในการดูดซึมธาตุเหล็กของทางเดินอาหาร ทั้งนี้กลไกของการขาดธาตุเหล็กที่สำคัญที่สุดอันนำไปสู่ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในผู้ใหญ่คือ การสูญเสียเหล็กจากการเสียเลือดเรื้อรัง โดยการเสียเลือดทำให้มีการสูญเสียธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงไป ทำให้มีสมดุลธาตุเหล็กเป็นลบ จากการที่มีปริมาณธาตุเหล็กที่เสียไปจากร่างกายมากกว่าปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายได้รับเพิ่มจากอาหารในแต่ละวัน เมื่อมีการเสียเลือดเป็นเวลานานทำให้มีภาวะพร่องธาตุเหล็กในที่สุด โดยภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กที่เกิดจากการเสียเลือดเรื้อรังพบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ผ่านการเสียเลือดประจำเดือน โดยเฉพาะในคนที่มีเลือดประจำเดือนปริมาณมากจากสาเหตุต่างๆ ในขณะที่ภาวะขาดเหล็กในผู้ชาย และสตรีวัยหลังหมดประจำเดือนนั้นสาเหตุของภาวะโลหิตจางจากการขาดเหล็กส่วนใหญ่เกิดจากการเสียเลือดในทางเดินอาหาร เช่นแผลในกระเพาะอาหาร การใช้ยาแก้ปวดอักเสบที่ระคายเคืองทางเดินอาหาร หรือการมีรอยโรคในลำไส้ (เช่น ติ่งเนื้อ มะเร็ง หรือพยาธิ) เป็นต้น ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่ามีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก การรักษาประกอบไปด้วยการให้ธาตุเหล็กเสริมเพื่อให้สมดุลธาตุเหล็กกลับมาเป็นบวก และมีทดแทนปริมาณธาตุเหล็กสะสมให้กลับมาปกติ นอกจากการให้ธาตุเหล็กเสริมแล้วจำเป็นต้องหาสาเหตุของการเสียเลือดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาสูตินรีเวชเพื่อหาสาเหตุของการมีเลือดประจำเดือนมากผิดปกติในผู้ป่วยหญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือการปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินอาหารเพื่อทำการตรวจหารอยโรคในทางเดินอาหารในผู้ป่วยชาย หรือหญิงหลังหมดประจำเดือนเพื่อรักษาสาเหตุของการเสียเลือดเรื้อรัง นอกเหนือจากภาวะเสียเลือดเรื้อรังแล้ว สาเหตุของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กที่พบได้ดังกล่าวเบื้องต้นคือ การที่ร่างกายมีความต้องการธาตุเหล็กมากกว่าปริมาณธาตุเหล็กที่ได้รับจากอาหารในแต่ละวัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ในบางภาวะ เช่น ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี, วัยรุ่นในระยะที่มีการเติบโตของร่างกายอย่างรวดเร็ว, สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร โดยในภาวะเหล่านี้ร่างกายมีความต้องการธาตุเหล็กปริมาณมากเพื่อใช้ในการสร้างเสริมร่างกาย ทำให้ปริมาณธาตุเหล็กที่ได้รับจากอาหารนั้นอาจไม่เพียงพอ สำหรับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนั้นพบได้น้อย ส่วนใหญ่พบได้ในผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดกระเพาะ หรือทางเดินอาหารทำให้มีความบกพร่องในการดูดซึมธาตุเหล็ก โดยสรุปภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญทางสาธารณสุข เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก การรักษาสาเหตุ และการให้ธาตุเหล็กเสริมอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การให้ธาตุเหล็กเสริมนั้นสามารถให้ในรูปแบบรับประทาน หรือทางหลอดเลือดดำแล้วแต่ข้อบ่งชี้ และสาเหตุของภาวะพร่องธาตุเหล็ก ซึ่งผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อมูลเพิ่มเติมได้

ผศ.นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์

หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...