เวิลด์แบงก์ คาดศก.ปีหน้า ฟื้นเป็น 3.2% ดิจิทัลวอลเล็ตดันโตอีก 1% แต่หนี้สาธารณะส่อพุ่ง 66%
เวิลด์แบงก์ คาดปีหน้า ศก.ฟื้นเป็น 3.2% ดิจิทัลวอลเล็ตดันโตอีก 1% แต่หนี้สาธารณะส่อพุ่ง 66%
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม นายฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2567 อยู่ที่ 3.2% เพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในปี 2566 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า และการบริโภคภาคเอกชนที่มั่นคง จากปี 2566 ที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของการส่งออกสินค้าและการลดการใช้จ่ายภาครัฐ และคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้นในระดับปานกลางที่ 3.1% ในปี 2568
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะชะลอตัวลง 1.1% ในปี 2567 เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาอาหารจะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นและราคาน้ำมันที่สูงอาจทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งเนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงกลายเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจ
ธนาคารโลก รายงานด้วยว่า หนี้สาธารณะคาดว่าจะขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ร้อยละ 62.8 ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จาก Fiscal consolidation ที่ล่าช้ากว่าคาด ขณะที่การสร้างพื้นที่การคลังมีความจำเป็นในระยะกลางสำหรับการใช้จ่ายเพิ่มเติมที่มีความสำคัญ เนื่องจากความท้าทายที่เกิดจากสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการขยายมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาลใหม่และค่าใช้จ่ายทางภาษี คาดว่ารัฐบาลจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และต่อเนื่องไปในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 การลงทุนภาครัฐจะสะดุดจากความล่าช้าในการประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 แม้คาดว่าหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ในระดับเสถียรภาพ แต่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่สูงขึ้นในการใช้จ่ายด้านสังคมและการลงทุนภาครัฐ
ทั้งนี้ โครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท (5 แสนล้านบาท หรือราวร้อยละ 2.7 ของ GDP) เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 คาดว่าการเติบโตจะเพิ่มสูงกว่าการคาดการณ์พื้นฐานอีกร้อยละ 0.5-1.0 ในช่วงระยะเวลา 2 ปี และการขาดดุลทางการคลังอาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4-5 ของ GDP ใกล้ระดับเฉลี่ยในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี พ.ศ.2563-2565 หนี้สาธารณะอาจสูงถึงร้อยละ 65-66 ของ GDP
ธนาคารโลก รายงานด้วยว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นและราคาน้ำมันที่สูงอาจทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งเนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง การก้าวไปสู่เส้นทางการเติบโตเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำจะสามารถช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในด้านการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน
นายฟาบริซิโอกล่าวอีกว่า การก้าวไปสู่เส้นทางการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำจะสามารถช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในด้านการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2573
ทั้งนี้ ในส่วนของมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขของประเทศไทย การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการกำหนดราคาคาร์บอนจะช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศในเมือง ส่งผลให้อัตราการเจ็บป่วยลดลง ในปี 2562 ความเสียหายต่อสุขภาพที่มาจากการสัมผัสมลพิษ PM2.5 ทำให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 6% ของจีดีพี
ที่มา เวิลด์แบงก์