สต๊อกอสังหาพุ่ง 1.3 ล้านล้าน ใช้เวลาขาย 49 เดือน เตือน 'คอนโด-ทาวน์เฮาส์' 2-3 ล้านเหลือบาน
สต๊อกอสังหาพุ่ง 1.3 ล้านล้าน ใช้เวลาขาย 49 เดือน เตือน‘คอนโด-ทาวน์เฮาส์ ’2-3 ล้านเหลือบาน
นางสาวสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่าผลสำรวจโครงการที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่กรุงเทพ–ปริมณฑล พบว่าในไตรมาส 3 ปี 2567 มีที่อยู่อาศัยที่เสนอขายรวม 229,182 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 มูลค่า 1,394,630 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยในจำนวนนี้ เป็นที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ จำนวน 13,277 หน่วย ลดลงร้อยละ 35.8 มูลค่า 115,047 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.3 โดยมีหน่วยขายได้ใหม่ จำนวน 13,382 หน่วย ลดลงร้อยละ 26.7% มูลค่า 81,143 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 35.8
มีหน่วยเหลือขายสูงถึง 215,800 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 มูลค่า 1,313,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3 โดยหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นทุกระดับราคา ยกเว้นราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท และราคา 1.51-2 ล้านบาทที่หน่วยเหลือขายลดลง โดยอัตราดูดซับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ต่อเดือน ทำให้จำนวนเดือนที่คาดว่าจะขายหมดเพิ่มขึ้นจาก 32 เดือน เป็น 49 เดือน
ส่วนภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑลในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2567 พบว่า มีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ สะสมจำนวน 46,901 หน่วย ลดลงร้อยละ 27.6 มีมูลค่า 363,292 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 โดยจำนวนหน่วยลดลงทุกประเภท ยกเว้นบ้านเดี่ยวที่มีเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 ขณะที่มูลค่าเปิดขายใหม่ก็ลดลงทุกประเภท ยกเว้นบ้านเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4และอาคารชุดที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.3 โดยมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเปิดขายใหม่ในระดับราคาสูง
ขณะที่จำนวนหน่วยขายได้ใหม่ มีจำนวน 44,231 หน่วย ลดลงร้อยละ 20.9 มูลค่า 257,294 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.1 โดยมีข้อสังเกตว่ากลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มียอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วน ที่อยู่อาศัยเหลือขาย ทุกสถานะ ณ ไตรมาส 3 ปี 2567 ในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 7.50 ล้านบาท มีทิศทางลดลง เป็นผลจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง
โดยอาคารชุดจำนวนหน่วยเหลือขายในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 7.50 ล้านบาท ในไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2567ลดลง ร้อยละ 0.5 และร้อยละ 0.7 ตามลำดับ
ทั้งนี้ คาดการณ์สถานการณ์ที่อยู่อาศัยที่อยู่ปี 2567 ทั้งปี จะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประมาณ 85,195 หน่วย ลดลงร้อยละ 11.4 และมีมูลค่า 528,396 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.4 ส่วนปี 2568 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ 89,655 หน่วย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.2 จากปี 2567 และมีมูลค่า 541,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 โดยมีสาเหตุจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ดี REIC มีข้อสังเกตประเภทที่อยู่อาศัย และระดับราคาที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จเหลือขาย หรือที่เรียกว่า Inventory ที่ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยควรระมัดระวังในการเพิ่มอุปทานกลุ่มเหล่านี้เข้าไปในตลาดจนทำให้ความเร็วในการขายลดลง ได้แก่
อาคารชุด ควรระมัดระวัง ในกลุ่มราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวน 9,265 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.6 ของอาคารชุดที่สร้างเสร็จเหลือขายทั้งหมด 26,794 หน่วย และกลุ่มระดับราคา
3.01 – 5.00 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวน 4,277 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16
ทาวน์เฮ้าส์ ควรระมัดระวังในกลุ่มราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวน 7,942 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 48.0 ของทาวน์เฮ้าส์ที่สร้างเสร็จเหลือขายทั้งหมด 16,561 หน่วย และกลุ่มระดับราคา
3.01 – 5.00 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวน 5,338 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32.2
บ้านเดี่ยว ควรระมัดระวังในกลุ่มราคา 5.01 – 7.50 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวน 2,559 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32.7 ของบ้านเดี่ยวที่สร้างเสร็จเหลือขายทั้งหมด 7,815 หน่วย และระดับราคา 10.01 – 20 ล้านบาท
ซึ่งมีจำนวน 1,620 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ20.7
บ้านแฝด ควรระมัดระวังในกลุ่มราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวน 2,418 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 50.8 ของบ้านแฝดที่สร้างเสร็จเหลือขายทั้งหมด 4,760 หน่วย และกลุ่มระดับราคา 5.01 – 7.50 ล้านบาทซึ่งมีจำนวน 1,472 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ30.9
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สต๊อกอสังหาพุ่ง 1.3 ล้านล้าน ใช้เวลาขาย 49 เดือน เตือน ‘คอนโด-ทาวน์เฮาส์’ 2-3 ล้านเหลือบาน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th