โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรคหัด (Measles)

แนวหน้า

เผยแพร่ 01 เม.ย. 2567 เวลา 17.00 น.

โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสหัด (measles virus) โดยเป็นโรคที่มักพบในเด็ก แต่พบรายงานการระบาดในผู้ใหญ่ในแต่ละพื้นที่ได้ประปราย โรคหัดสามารถติดต่อได้ง่ายทางการหายใจ โดยทั่วไปมักก่อให้เกิดอาการไม่รุนแรงและหายเองได้ แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ในปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสในการรักษาโรคหัด แต่มีวัคซีนที่สามารถฉีดป้องกันได้

อาการ

โรคหัดมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ จากนั้นจะเริ่มมีอาการดังนี้

1.ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ตาแดง และ
อาจมีตุ่มสีขาวที่กระพุ้งแก้มเรียกว่า Koplik
spot ผู้ป่วยจะมีอาการในระยะนี้ประมาณ 2-4 วัน

2.ระยะผื่น ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นสีแดงขึ้นโดยเริ่มจากศีรษะและกระจายไปตามลำตัวและแขนขา หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันผื่นจะกลายเป็นสีเข้ม ผู้ป่วยอาจจะยังมีไข้สูงไอ ตาแดงอยู่ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองผื่นอาจอยู่ได้นานถึง 1 สัปดาห์

3.ระยะฟื้นตัว ผื่นจะจางลงร่วมกับไข้ที่ลดลงแต่อาจพบอาการไอได้นาน 2 สัปดาห์

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ ได้แก่ ปอดติดเชื้อ ถ่ายเหลว สมองอักเสบ รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม

รูปจาก : https://www.cdc.gov/measles/symptoms/signs-symptoms.html

การวินิจฉัย

แม้ว่าการวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการตรวจเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อ แต่แพทย์มักวินิจฉัยโรคหัดจากอาการที่เข้าได้มากกว่า เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายวัน
หลังติดเชื้อถึงจะตรวจพบแอนติบอดีในเลือด

การแพร่เชื้อ

โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทางการหายใจ พบว่าเชื้อไวรัสสามารถอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง ทำให้มีความสามารถในการแพร่เชื้อได้สูงถึง 9 ใน 10 รายของผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยและยังไม่มีภูมิคุ้มกันโดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 5 วันก่อนผื่นขึ้นจนถึง 4 วันหลังผื่นยุบ

การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะต่อโรค ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการขณะรอหายจากการติดเชื้อ พบรายงานการให้วิตามินเออาจมีประโยชน์ในเด็กที่เป็นโรคหัด

วัคซีนโรคหัด

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคหัด ซึ่งเป็นวัคซีนรวมโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (Measles Mump Rubella (MMR) vaccine) ในเข็มเดียวกัน ในประเทศไทยแนะนำให้ฉีดวัคซีน 2 เข็ม ครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 18 เดือนหรือฉีดวัคซีน 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน (ถ้าเริ่มฉีดเข็มแรกหลังอายุ 12 เดือน) โดยมีรายงานพบว่าวัคซีนโรคหัด 1 เข็มป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 93 และหากได้รับวัคซีนโรคหัดครบทั้ง 2 เข็ม จะป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 97

ผู้ที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่

1.ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ได้วัคซีนไม่ครบเข็ม หรือยังไม่เคยเป็นหัดมาก่อน

2.ในกรณีที่เคยได้รับวัคซีนครบหรือเคยเป็นหัดมาก่อน อาจพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นจำนวน 1 เข็ม ก่อนเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด โดยฉีดล่วงหน้า 2 สัปดาห์

3.เนื่องจากวัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมันเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงเป็นข้อห้ามในการฉีดวัคซีนแก่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและหญิงตั้งครรภ์

รองศาสตราจารย์นายแพทย์จักรพงษ์ บรูมินเหนทร์

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...