โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เทพพฤกษาอยากเป็นสตรีมเมอร์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.58 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 11.53 น. • ดาราดา
สตรีมเมอร์นี่เป็นยากไหม?

ข้อมูลเบื้องต้น

บทนำ

หลี่มี่ เซียนพฤกษาตัวน้อยในสวนสวรรค์ของเทพเจ้าไป๋ เมื่อถึงคราวต้องลงมาผ่านด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์ ย่อมไม่ทำให้ฟ้าดินผิดหวังเปลี่ยนโลกที่แร้นแค้นผู้คนอดตายให้มีกินมีใช้

“มี่มี่ข้าจะฟ้องเจ้ามารดา!”

“แบร่ๆ”

“มี่มี่!”

“ข้าจะลงไปโลกมนุษย์ เมล็ดพันธุ์พวกนี้ต้องเอาไป เสี่ยวโม๋ก็ต้องเอาไปน้ำทิพย์ก็ต้องเอาไป!”

“เกินไปแล้ว เจ้าไปเกิดใหม่นะเอาไปก็ไร้ประโยชน์”

มีเซียนท่านใดไปผ่านด่านเคราะห์แล้วขนข้าวขนของไปมากมายเช่นนี้บ้าง

ในบรรดาลูกหลานทั้งหมดของเจ้ามารดาไป๋ มี่มี่เป็นจอมทำลายล้างมากที่สุด หยิบจับสิ่งใดก็พังทลาย แต่นางกลับมีพลังฟื้นฟูที่สูงมากเช่นกัน เรียกได้ว่าทำพังก็ฟื้นฟูได้ เจ้ามารดาไป๋เป็นห่วงลูกคนนี้มาก นางไม่เชื่อฟังใครง่ายๆ เอาแต่ใจตัวเองที่สุด ด่านเคราะห์นี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากนัก

ถึงอย่างนั้นมี่มี่ก็ไม่หนักใจ นางได้มาเกิดใหม่เป็นพนักงานกินเงินเดือนชีวิตธรรมดา

ด่านเคราะห์เป็นสิ่งที่ต้องฝ่าฟันเป็นเซียนก็ไม่ช่วยอะไร ดีหน่อยที่ด่านเคราะห์รักไม่ยากเย็นในความคิด แม้ผิดหวังแม้เสียน้ำตา พอถึงจุดหนึ่งที่เริ่มทำใจได้ ที่รู้สึกว่ามันหนักหนา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่โตอะไรอีกต่อไป

แต่ผ่านเลยวัยมาจนบั้นปลาย มี่มี่คิดว่าตัวเองผ่านด่านเคราะห์แล้ว ตอนนั้นกลับรู้สึกเหมือนโลกถล่ม นางสลบไปก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงนอนโรงพยาบาล

นี่มันหมายความว่ายังไง

///

ฮาโลๆ ดูสิว่าใครกลับมา ไรท์เองงงง

หลี่มี่

(1) หลี่มี่

เมืองหลินอันที่สงบสุขวันนี้ค่อนข้างครึกครื้น สาเหตุเป็นเพราะมีฝนตกในรอบปี แถมยังตกหนักติดต่อกันมาสองสามวันจนช่วยให้ลำคลองที่เคยแห้งเหือดเต็มไปด้วยน้ำชุ่มฉ่ำ หลี่มี่ไม่สนใจสายฝนนั้นเธอพาร่างกายที่อ่อนแอเข้ามาในบ้าน ประตูรั้วเป็นสนิม ทุกอย่างดูทุลักทุเลแต่ก็ผ่านมาได้

หนึ่งอาทิตย์แล้วนับตั้งแต่ที่มาอยู่โลกใบนี้หลี่มี่พึ่งได้ออกจากโรงพยาบาล เพราะร่างกายที่ป่วยไข้

ทั้งๆ ที่ควรจะผ่านด่านเคราะห์แล้วกลับขึ้นสวรรค์ เธอดันโดนดึงมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ผ่านความเป็นความตายอีกทั้งยังไม่ได้อยู่ที่โลกใบเดิม กลิ่นอายวิญญาณน้อยนิด ต้นไม้ใบหญ้าเองก็ดูไร้ชีวิตชีวาน่าหดหู่ราวกับเป็นของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นไม่ได้เกิดจากธรรมชาติสรรพสิ่ง

จากความทรงจำที่ได้รับจากหลี่มี่คนนี้ที่ชื่อเหมือนเธอ

หลี่มี่เป็นหญิงสาวที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เอาจริงๆ คนที่นี่ก็ลำบากกันหมดเพราะว่าพืชผักกินไม่ได้ ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้สิ พวกมันกินยาก กลายเป็นว่าที่นี่ผักมากมายมีชีวิต การจะกินพวกมันเลยไม่ง่าย อีกทั้งพอมีเยอะเกินไปก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่มีเหตุผล เพราะอาหารของพืชก็คือน้ำและดิน รวมทั้งแสงอาทิตย์

คนที่นี่เลยนิยมกินยาหรือก็คืออาหารเม็ด เทอาหารเม็ดกินพร้อมกับนม น้ำเป็นสิ่งที่หายากนมยังหาง่ายกว่า แต่การเลี้ยงสัตว์ก็ต้องใช้ผักผลไม้เหมือนกัน ทำให้เนื้อสัตว์ก็แพงผักก็แพง นมที่ว่าก็เป็นนมปลอมๆ จากศูนย์วิจัย

เป็นเหตุผลที่วันที่ฝนตก ตามท้องถนนจะมองเห็นภาชนะมากมายที่เอามารองน้ำไว้ดื่มกิน

หลี่มี่เป็นคนหนึ่งที่ปากกัดตีนถีบพยายามผลักดันตัวเองและด้วยความที่หน้าตาดีมากเธอเลยวางแผนจะจับผู้ชายรวย

ผู้ชายที่เธอเลือกเป็นนายทหารหรือตำรวจ แต่ที่แน่ๆ เขาเป็นคนของรัฐบาล ที่นี่คนที่รับราชการจะมีฐานะร่ำรวยและมีหน้ามีตาในสังคม หลี่มี่อยากเปลี่ยนชีวิตตัวเองอย่างน้อยก็ไม่ต้องทนกินอาหารเม็ด เธออยากเป็นคุณนาย

เธอเลือกผู้ชายที่น่าจะใช้ได้และแอบตามเขาไปในวันที่เขาเมา คิดจะใช้วิธีเปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก แน่นอนว่าวันนั้นเธอสมหวัง เขาเป็นผู้ชายที่มีกำลังวังชา บทรักของทั้งคู่หนักหน่วงจนเตียงแทบพัง

หลี่มี่ถูกใจมาก

แต่อาจจะมองว่าแผนจับผู้ชายของหลี่มี่สำเร็จ ที่ไหนได้เธอเลือกผู้ชายผิดคน ถูกฟันแล้วทิ้ง! ตื่นเช้ามาเขาก็หายไป

ไม่พอจากวันนั้นเพราะบทรักที่รุนแรงหลี่มี่ถึงขั้นป่วยไข้เกือบตาย ไม่สิ ตายไปแล้ว นี่น่าหดหู่ยิ่งกว่าอะไรดี เธอมาแทนที่เจ้าของร่างที่ต้องตายเพราะรับบทรักที่หนักหน่วงนั่นไม่ไหว

เป็นเหตุผลที่วันนี้เธอพึ่งได้ออกจากโรงพยาบาล

หลังจากตั้งตัวและทำความเข้าใจได้แล้วว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนและกำลังเจอกับสถานการณ์อะไรอยู่ ที่โลกใบนี้กำลังเจอกับวิกฤติขาดแคลน ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่คิดจะกู้โลก ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน มองดูร่างกายที่ผอมแห้งนั่นก็ต้องหดหู่อีกครั้ง

อย่างแรกเลยเธอต้องหาข้าวกิน ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลก็ไม่ได้กินอะไรเลยและเธอไม่อยากจะกินอาหารเม็ด!

เปิดดูในตู้กับข้าว อย่างน้อยก็ไม่ยากจนถึงขั้นไม่มีอะไรจะกิน

ในตู้เย็นมีไข่อยู่สี่ฟองไม่มีผักไม่มีข้าว เดี๋ยวนะ แข็งๆ นั่นข้าวใช่ไหม เพราะข้าวเป็นของหายาก ผักปลูกไม่ได้ไม่มีไร่นาเหมือนทั่วไป ถึงขั้นต้องปลูกข้าวในศูนย์วิจัยเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มีชีวิต ข้าวที่วางขายส่วนมากเลยทำให้สุกก่อน ต้องแช่แข็งอยากกินก็ต้องอุ่นร้อน

มีข้าวมีไข่มีน้ำมัน โอเค เธอจะทำข้าวผัดไข่ อยากใส่ต้นหอมด้วยเพื่อสีสัน อย่างน้อยๆ ก็ขอสีเขียวสักหน่อย

มองดูจานข้าวที่ว่างเปล่าจากนั้นก็มองซ้ายทีขวาที ไม่มีใครแน่ๆ เธอก็หยิบเอากระถางต้นไม้ออกมาจากอากาศ หยอดเมล็ดพันธุ์ต้นหอมลงไปรดด้วยน้ำทิพย์ รอไม่นานต้นหอมสีเขียวก็เติบโต

โลกนี้ผักมีชีวิตได้ต้องรีบหยุดยั้งการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

มือเล็กเด็ดต้นหอมแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็เตรียมผัดข้าว เธอตั้งกระทะแล้วใส่น้ำมันลงไปเสียดายไม่มีกระเทียมแต่ไม่เป็นอะไร พอน้ำมันร้อนก็ใส่ไข่คนเล็กน้อยพอให้ไข่สุก หลี่มี่ใส่ข้าวและปรุงรสด้วยน้ำซอสรสเค็มหวาน ข้าวสีขาวเคลือบไปด้วยไข่กลายเป็นสีเหลืองดูน่ากินมากกลิ่นหอมฟุ้ง เรียบร้อยแล้วก็ปิดไฟใส่ต้นหอม

เป็นเมนูง่ายๆ ที่ช่วยให้อิ่มท้อง หลังจากทนกินอาหารเม็ดอยู่ตั้งนาน ในที่สุดก็จะได้กินข้าวสักที

“อ้า…”

กริ่ง!

กำลังจะได้กินอยู่แล้วเชียวกลับมีคนมาหา ในความทรงจำนี้เธอไม่ได้รู้จักกับใครมาก ถึงอย่างนั้นจะไม่ออกไปดูเลยก็ไม่ได้ หญิงสาวตัดใจจากข้าวผัดไข่ จากนั้นค่อยลุกไปเปิดประตู

โชคดีคนที่มาเป็นเพื่อนสนิท หลี่มี่ก็เลยต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี

“ฟางฟาง” ที่มาชื่อเหมยฟาง เป็นเพื่อนสนิทของหลี่มี่

“ฉันมาเยี่ยม”

“เข้ามาก่อน”

เหมยฟางยิ้มในมือถือของเยี่ยมไข้ที่พยายามสรรหามา ทั้งอาหารเม็ดชั้นดีและยาบำรุง แต่เดินมาจนถึงตัวบ้านก็ต้องชะงัก จมูกเหมือนได้กลิ่นหอม!

“กลิ่นอะไรอ่ะ” เธอถามด้วยท่าทางตื่นเต้นจนหลี่มี่แปลกใจ

“หือ?”

“ได้กลิ่น กลิ่นเหมือนของอร่อย” พูดพร้อมดวงตาที่เป็นประกาย

หลี่มี่เข้าใจในที่สุดและไม่ได้ปิดบังเพราะจำได้ว่าเธอกับเพื่อนคนนี้สนิทกันมาก ไปไหนไปกัน พูดตรงๆ สนิทมากกว่าคนในครอบครัวเสียด้วยซ้ำ “ทำอาหารน่ะ”

“แกทำเหรอ”

“ใช่ ฉันหิวมาก” เธอพยักหน้ารับง่ายๆ เหมยฟางแปลกใจมาก คนเราพอป่วยหนักก็เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยเหรอ เพื่อนเธอคนนี้ทำอาหารไม่เป็นด้วยซ้ำ

เอาจริงๆ ต้องพูดว่าคนที่นี่ทำอาหารไม่เป็นกันเกือบหมด พวกเขาพึ่งพายาและอาหารเม็ดในการดำรงชีวิตเป็นส่วนใหญ่ แต่เป็นส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ทุกคน ยังมีคนที่ชอบกินข้าวอยู่อย่างหลี่มี่ แต่อาหารฝีมือเธอเรียกว่าอร่อยได้ยาก

พอเข้ามาในบ้าน เหมยฟางก็ได้รู้ว่าเพื่อนพูดจริงๆ หลี่มี่ทำอาหาร “เดี๋ยวนะเขียวๆ นั่นผักเหรอ”

“อื้อ ต้นหอมน่ะ”

“ต้นหอม!”

“ใช่”

“ไปเอามาจากไหน”

จะบอกว่าปลูกเองก็ไม่ได้ น่าจะต้องตอบคำถามอีกยาว การปลูกผักที่นี่ถูกควบคุมไว้ แอบปลูกไม่ได้มันผิดกฎหมาย “ซื้อมาสิ”

“ซื้อมาที่ไหน”

“กินไหม” หลี่มี่ไม่ตอบคำถามเรื่องราวของที่นี่ยังไม่ชัดเจนเท่าไร ถ้าพูดอะไรผิดไปจะถูกสงสัยได้

“ไม่กินๆ แกกินเลย”

เหมยฟางถูกโน้มน้าวได้ง่ายพอหลี่มี่เปลี่ยนเรื่องเธอก็เปลี่ยนตาม หญิงสาวรีบสั่นศีรษะปฏิเสธ ถึงจะหอม แต่จากประสบการณ์ที่ได้ลองกินอาหารฝีมือของหลี่มี่ มันไม่เคยอร่อย

หนักสุดคือทำให้ท้องเสีย เกือบเข้าโรงพยาบาล

หลี่มี่ก็เห็นว่าเหมยฟางมีสายตาหวาดระแวงไม่เชื่อถือ เธอเองก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองเลยตักข้าวขึ้นมาเพื่อป้อน

“ลองดู อร่อย”

“ครั้งสุดท้ายที่แกพูดแบบนี้ฉันท้องเสีย”

“ครั้งนี้ไม่เสียแน่นอน”

“…”

“เชื่อสิ”

เห็นสายตามุ่งมั่นของเพื่อนสุดท้ายเหมยฟางก็ยอมกิน และทันทีที่ข้าวผัดไข่เข้าปากได้รับรู้ถึงรสชาติ ครั้งนี้เหมยฟางก็ได้รู้ว่าหลี่มี่ไม่ได้โกหก

“อร่อยจริง!”

“บอกแล้ว”

หลี่มี่พอใจความจริงเธอไม่ใช่คนที่ทำอาหารเก่งแค่ทำอาหารเป็นเท่านั้น มีคนชมต้องชอบใจเป็นธรรมดา “กินไหม”

หลังจากได้ลิ้มรสชาติสุดท้ายก็ไม่ปฏิเสธ หลี่มี่แบ่งข้าวผัดเป็นสองจาน โชคดีที่เธอทำเยอะ เหมยฟางนั่งลงแล้วกินข้าวผัดอีกครั้ง คราวนี้เมื่อตักข้าวเข้าปากดวงตาก็เบิกกว้างมีอาการตื่นเต้น

“อร่อยมาก!”

“อร่อยก็กินเยอะๆ”

“ทำไมแกทำอาหารเก่งแบบนี้ล่ะ” สงบใจได้แล้วก็ยอมกินข้าวดีๆ แต่ก็ไม่วายชมหลี่มี่เป็นระยะ “มี่มี่ทำขายเถอะ”

“ไม่มีไหวหรอก เหนื่อย”

“ฉันช่วย”

“แกไม่ต้องทำงานหรือไง”

“อ่า นั่นสินะ” ขายของโดยเฉพาะอาหารไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งยังเป็นงานที่หนักเกินไปสำหรับคนบอบบางอย่างหลี่มี่

“ว่าแต่ แกมีงานอะไรที่ได้เงินเยอะๆ ช่วยแนะนำไหม”

“งานที่ได้เงินเยอะงั้นเหรอ ถามทำไมอ่ะ”

“จะหางานทำสิ”

“แล้วงานของแกล่ะ” ก่อนหน้าหน้านี้หลี่มี่คนก่อนทำงานเป็นตัวประกอบถึงจะสวยแต่ในวงการบันเทิงเธอไม่ได้สวยเด่น มันเป็นความสวยที่จืดจาง

ยิ่งตอนนี้คนที่อยู่ในร่างเป็นเธอ หลี่มี่แสดงละครไม่เป็นให้เป็นต้นไม้ใบหญ้าก็ได้อยู่ มองดูตู้เย็นที่แทบจะว่างเปล่า กระเป๋าเงินที่แบนแฟบ ถ้าไม่รีบทำอะไรมีหวังอดตายแน่นอน

อีกทั้งเธอก็ไม่เคยได้รับโอกาสดีๆ

“วงการบันเทิง แค่สวยไม่พอ”

เหมยฟางครุ่นคิดที่เพื่อนพูดก็ถูก การเป็นดาราไม่ใช่เรื่องง่าย “จะว่ามีมันก็มีนะ แต่ค่อนข้างอันตราย”

“งานอะไร?”

“เป็นสตรีมเมอร์”

“ฮะ”

ใช่สตรีมเมอร์แบบที่เธอคิดไหม แต่ว่านะการเป็นสตรีมเมอร์จะอันตรายได้ยังไงในเมื่อแค่เล่นเกมเท่านั้น

“สตรีมเมอร์คืออะไร”

“แกไม่รู้จักเหรอ อ่าก็ไม่แปลกแกไม่ชอบเล่นเกม” ฟางฟางพยักหน้าให้ตัวเองปากก็เคี้ยวข้าวไปด้วย ในใจยังชมแล้วชมอีกวันนี้หลี่มี่ทำอาหารอร่อยจริงๆ น่าเสียดายไม่ทำขาย

“สตรีมเมอร์คือเกม?” มี่มี่ยังคงถามด้วยความสนใจ ส่วนหนึ่งเพราะได้ยินว่าทำงานนี้แล้วจะได้เงินเยอะ

“ไม่ใช่ สตรีมเมอร์ไม่ใช่เกม”

“ก็อธิบายสิ”

“สตรีมเมอร์ก็คือคนที่มาเล่นเกมและถ่ายทอดสดให้คนดู แต่เกมที่เล่นแล้วได้เงินแน่ๆ มีแค่เกมเดียว”

“เกมอะไรเหรอ” หญิงสาวคิดง่ายๆ แค่เล่นเกมเธอทำได้แน่ ตอนนี้อะไรก็ได้ ขอแค่มีเงินซื้อข้าวไม่ใช่อาหารเม็ด

“เกมสำรวจป่ากันเถอะ”

“หา?” เป็นชื่อเกมที่เชยมาก

“อย่าพึ่งดูถูก” เห็นแววตาของเพื่อนสนิทก็รู้ว่ากำลังคิดอะไร เหมยฟางรีบยกมือห้ามความคิด “เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง”

“เกมนี้เป็นเกมที่รัฐบาลสร้างขึ้นมา ถึงจะพูดว่าเกมแต่จริงๆ แล้วมันคือเรื่องจริง”

“ทำไมฉันไม่เข้าใจที่แกอธิบายเลย” มือเล็กยกขึ้นเกาศีรษะพร้อมเอียงคอ เธอก็พยายามทำความเข้าใจแล้วนะ พูดว่าเกม เกมคือโลกเสมือนจริงแต่กลับบอกว่าเป็นเรื่องจริงได้ยังไง

“แกก็ฟังก่อนสิ มันเป็นเกมที่มีร่างอวตารเข้าไปในป่าแทนตัวเรา ซึ่งเป็นป่าจริงๆ เพราะตอนแรกนี่ไม่ใช่เกมแต่เป็นโปรแกรมที่นักสำรวจเอาไว้ใช้เพื่อเข้าไปสำรวจป่าในจุดอันตราย แกก็รู้ตอนนี้ในป่าอันตรายมากแค่ไหน”

“…” ไม่หลี่มี่ไม่รู้ แต่ก็พยักหน้ารับอย่างเข้าอกเข้าใจ

“นั่นแหละ แล้วคราวนี้ที่ตัวอวตารก็จะมีกล้องบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย รัฐบาลก็จะเอามาดูเพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตในป่า จุดพีคมันอยู่ตรงนี้ เมื่ออวตารสำรวจเข้าไปในป่ามืด”

“ป่ามืด?”

“ก็ป่าที่มีหมอกสีดำนั่นไง”

“อ่า”

“แค่เหยียบเข้าไปในป่ามืด ร่างอวตารก็ถูกโจมตีแต่ที่ทำให้พวกเขาต้องตะลึงเพราะว่าทุกบาดแผลที่ถูกโจมตีความเจ็บปวดที่ได้รับจะส่งผ่านมาถึงตัวผู้ควบคุมอวตารด้วย!”

“เป็นไปได้ด้วยเหรอ”

หากที่เข้าไปไม่ใช่ตัวจริง แต่เป็นการสวมร่างหรือใช้หุ่นจำลองแล้วผลยังมาตกที่ผู้ควบคุมได้ หรือว่าในป่าจะมีอาคม อาคมไม่ควรมีอยู่ที่โลกเบื้องล่างหรือนี่เป็นเหตุผลที่เธอมาอยู่ที่นี่

ฮาโลลล ไรท์กลับมาแล้วค่ะ ถึงเกือบหลับแต่กลับมาได้ >

เกมสำรวจ

(2) เกมสำรวจ

“มันเป็นไปแล้ว ตอนแรกนักวิจัยคิดว่าโปรแกรมสำรวจน่าจะมีปัญหา แต่ไม่ว่าจะลองกี่ครั้ง สำรวจที่ป่าธรรมดาไม่เคยเจอเรื่องอะไร แต่พอเข้าไปในป่ามืดเท่านั้นแหละ รู้เรื่อง! คราวนี้ไม่ใช่แค่ได้รับบาดเจ็บ แต่นักสำรวจที่ควบคุมอวตารได้ตายไปจริงๆ

นี่ก็เลยทำให้พวกนักสำรวจพากันถอนตัวพวกเขาไม่กล้าควบคุมอวตารพวกเขากลัวตาย รัฐบาลก็เลยให้ทหารเข้ามาเป็นผู้ควบคุม แต่ขนาดเป็นทหารก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด

พวกเขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จากที่ติดตั้งแต่กล้องธรรมดาๆ ก็เริ่มเป็นกล้องที่ถ่ายทอดสดได้ และเริ่มหาคนมาควบคุมอวตารมากยิ่งขึ้นคิดว่าไปหลายๆ คนน่าจะได้อะไรกลับมา แล้วก็เป็นผล!

นอกจากจะเจ็บจริงพวกเขายังสามารถเอาของในป่ามืดออกมาได้จริงๆ ด้วย เป็นสมุนไพรที่ใช้ทำยา ผักต่างๆ และเนื้อสัตว์มากมาย พูดง่ายๆ คืออาหาร!

แต่แค่กำลังคนสองคนการหาอาหารจะไปเพียงพอได้ยังไง รัฐบาลเริ่มให้ทหารเข้ามาเป็นนักสำรวจ ก่อนจะเพิ่มคนที่มีความชำนาญด้านต่างๆ เข้ามา และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเหล่าสตรีมเมอร์ คนจำนวนมากอยากรู้ว่าในป่ามีอะไร นอกจากจะได้เงินที่เป็นค่าจ้างของรัฐบาลแล้ว ยังมีโอกาสได้ของขวัญ”

“ของขวัญเหรอ”

“ของขวัญเอามาแลกเป็นเงินได้ไง”

“งั้นคนที่เป็นสตรีมเมอร์ก็มีเยอะเลยน่ะสิ”

“ถามว่าเยอะไหม ก็เยอะ ถามว่าน้อยไหมก็น้อย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ควบคุมอวตารได้ดีและไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าเสี่ยงชีวิตเข้าป่ามืด พวกเขาสำรวจแค่รอบนอก บางคนก็ไม่ได้เข้าไปสำรวจป่าด้วยซ้ำใช้ร่างอวตารทำเรื่องแปลกๆ สุดท้ายก็ไม่มีคนดู”

“…”

“นั่นแหละ นี่เลยเป็นงานที่ได้เงินมากที่สุด ถ้าหากว่าทำให้มีคนเข้ามาดูแกและส่งของขวัญให้ได้” แต่ก็การันตีเหมือนกันว่าจะได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล

“เข้าใจแล้วล่ะ งั้นฉันจะเล่นเกมนี้ได้ที่ไหน”

ความจริงหลี่มี่ยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เธอแทบไม่มีเงิน อีกทั้งยังสงสัยว่าป่าที่ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้มีอาคมอย่างที่คิดไหม ก็คงต้องไปดูเอง

บางทีอาจจะเจอวิธีกลับ ไม่ก็เจอว่าทำไมตัวเธอถึงมาอยู่ที่นี่

“แกจะเล่นเหรอ”

“ฉันต้องทำงาน”

“แล้วงานพวกละครล่ะ”

“ไม่ทำแล้ว” งานแบบนั้นเธอทำได้ที่ไหน ถึงเจ้าของร่างจะใช้หน้าตาทำมาหากินเสมอ แต่เธอไม่ใช่มี่มี่คนนั้น เข้าป่ายังง่ายกว่า! ควบคุมอวตารงั้นเหรอ ก็เหมือนตอนขึ้นขี่กระบี่บินควบคุมพวกสัตว์วิญญาณนั่นแหละ

“อันตรายนะ อย่าลืมว่าเกมมาสำรวจป่ากันเถอะมันเล่นจริงเจ็บจริง” ฟางฟางเป็นห่วง กลัวว่าเพื่อนจะตายถ้าเข้าป่าไป มี่มี่ไม่ค่อยฉลาด จะเอาตัวรอดได้ยังไง

นี่ไม่ใช่การดูถูก แต่ต้องมองความจริง

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เป็นอะไร”

“…”

“แต่ว่า”

“ฉันจะจ้างแกด้วย”

“จ้างอะไร”

“ก็มาเป็นผู้ช่วยฉันไง ถ้าฉันจะเกิดอันตรายแกก็รีบปิดเครื่องเลย” หลี่มี่คิดวิธีเอาตัวรอด เหมยฟางได้ยินแบบนั้นก็สั่นศีรษะ

“มันทำได้ที่ไหน ถ้าจะออกจากร่างอวตาร จะต้องพาตัวเองเข้าไปในจุดเซฟ ถึงจะออกจากเกมได้”

“อ้าวเหรอ” หญิงสาวครุ่นคิด เกมนี้อันตรายมากแต่ว่าถ้าทำได้ อย่างน้อยเงินก้อนแรกก็จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล “แต่ว่าฉันอยากลองดู แกช่วยฉันได้ไหมฟางฟาง”

ทั้งสองคนเป็นเพื่อนรักกันลำบากมากด้วยกัน เรื่องสภาพคล่องทางการเงินของหลี่มี่มีเหรอที่เหมยฟางจะไม่รู้

“เอาอย่างนี้ลองเล่นดูก่อน ถ้าไม่ไหวถ้าอันตรายก็เลิกทำนะ อย่าลืมว่าแกไม่ได้ตัวคนเดียว ยังมีฉัน”

“อื้อ”

เป็นอันว่าอีกฝ่ายยอมแล้ว

ที่เหมยฟางต้องพูดแบบนี้เพราะตอนนี้เจ้าของร่างไม่มีครอบครัว แม่เธอเสียไปตอนที่หลี่มี่อายุได้สิบเจ็ด ส่วนคนพ่อ เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องเสียแม่ ผู้ชายคนนั้นติดการพนันอย่างหนักก่อนจะหนีไป ทิ้งหนี้สินมากมายให้แม่เธอเป็นคนจัดการ ผู้หญิงคนเดียวต้องทำงานอย่างหนักอีกทั้งยังต้องเลี้ยงลูก ต้องเอาบ้านหลังนี้ไปขายเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ สุดท้ายพอใช้หนี้เสร็จก็ตรอมใจ

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่คุณตายกให้

ต่อมาพอหลี่มี่โตขึ้นทำงานเองได้แล้วก็ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านหลังเดิม แม้จะเป็นในฐานะของผู้เช่า เธอตั้งใจว่าจะซื้อบ้านหลังนี้กลับคืนมาให้ได้

เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เจ้าของร่างพยายามจับผู้ชายรวย เพราะคิดว่าสามีรวยจะยอมซื้อบ้านหลังนี้ให้เธอ ที่ไหนได้กลับเจอผู้ชายแย่ๆ ฟันแล้วทิ้งคนนั้น

หลังจากที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าป่าฟางฟางก็ช่วยมี่มี่ลงทะเบียนเข้าร่วมเป็นนักสำรวจ ไม่นานทางรัฐบาลก็ส่งเครื่องเล่นเกมมาให้ หลี่มี่ค่อนข้างโมโหนิดหน่อย เพราะพึ่งรู้ว่าการลงทะเบียนเข้าร่วมต้องใช้เงินด้วย เธอแทบจะใช้เงินก้อนสุดท้ายเพื่อเกมนี้

ถ้าหากว่ามันทำเงินให้ไม่ได้ สาบานเลยว่าทางนั้นจะต้องชดใช้!

“เครื่องเล่นเกมมาแล้วเหรอ”

เห็นรถขนส่งมา เหมยฟางก็รีบมาที่บ้านของหลี่มี่ เธอพึ่งรู้ว่าเพื่อนเธอไม่เป็นเทคโนโลยีมากๆ ขนาดว่าลงทะเบียนเองยังทำไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดในเกมได้ไหม เพราะแบบนี้เลยรีบมาหาที่บ้าน

“มาส่งแล้ว”

“เดี๋ยวฉันช่วยสอน”

“ขอบคุณมากนะฟางฟาง ถ้าได้เงินมาฉันจะแบ่งให้แกแน่นอน” มี่มี่รับปากเธอไม่ลืมบุญคุณคน ฟางฟางได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะ

“ก็เราเพื่อนกันนี่”

สองสาวโตมาด้วยกันเรื่องแค่นี้เองทำไมจะทำให้ไม่ได้ “ฉันไม่อยากได้เงินแก แกเป็นเพื่อนคนเดียวของฉันนะ รับปากเรื่องเดียวก็พออย่าพาตัวเองไปเสี่ยงตายเพื่อเงิน ถ้ารู้ว่าอันตรายต้องรีบถอยเข้าใจไหม ท่องไว้เกมนี้เล่นจริงเจ็บจริง”

และตายจริง

ประโยคสุดท้ายไม่ได้พูดไป มันไม่เป็นมงคล

อย่างที่รู้กันถึงจะพูดว่าเกมแต่จริงๆ มันคือโปรแกรมที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นมาและถึงจะพูดว่าเป็นสตรีมเมอร์แต่ถ้าลงทะเบียนแล้วฐานะของหลี่มี่ก็คือนักสำรวจ

“ฉันรู้แล้ว ไม่ต้องห่วง”

“รับปากด้วยสิ”

“ฉันรับปาก”

แม้ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นี่อาจจะเป็นด่านเคราะห์ที่ต้องฝ่าฟันอีกด่าน แต่ไม่ว่ายังไงหลี่มี่ก็รักชีวิต เกิดตายแล้วไปเกิดใหม่ที่โลกอื่นไม่ได้กลับสวรรค์จะทำยังไง

อีกเหตุผลคือถ้าตายง่ายๆ กลับสวรรค์ไปคงโดนพวกพี่ๆ ล้อเลียน หลี่มี่คนนี้เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด!

“ว่าแต่แล้วเมื่อไรจะได้เงินจากรัฐบาล” หลี่มี่ถาม อย่างน้อยก็อยากได้เงินคืนก่อน

“ต้องทำภารกิจให้ผ่าน”

“ภารกิจ?”

“ใช่ อีกคำเรียกของนักสำรวจคือนักล่าอาหาร สำหรับมือใหม่อย่างแกน่าจะต้องหาอาหารมาให้ได้ตามจำนวนที่กำหนดจากนั้นก็เอามาแลกที่จุดเซฟ”

“เราเอาผักออกมาได้เหรอ” จุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกใบนี้ขาดแคลนอาหารเพราะผักมีชีวิต คนกินผักไม่ได้ สัตว์กินผักไม่ได้เพราะว่าพวกมันวิ่งหนี กว่าจะจับมาได้ก็เหนื่อยไม่พอถ้าไปเจอผักหัวรุนแรงมีหวังโดนฆ่าตายแน่ๆ น่าอนาถเกินทนโดนผักฆ่าตาย

“เอาออกมาได้แต่ต้องส่งที่จุดเซฟเท่านั้นนะ พวกสัตว์อะไรก็เอาออกมาได้นะสมุนไพรก็ด้วย แต่ถ้าเป็นสัตว์ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าเป็นผักแกหาพวกผักที่ไม่มีชีวิตจะดีที่สุด อย่าไปสู้กับผักที่มีชีวิตนะพวกมันดุมาก”

มันจะดุแค่ไหนกันเชียว “ว่าแต่ทำไมแกรู้ดีจัง”

“ก็ฉันเป็นแฟนคลับของท่านเทพ”

“ท่านเทพ!” ตากลมเบิกกว้างไม่คิดว่าที่นี่จะมีท่านเทพด้วย “เป็นท่านเทพองค์ใดกัน เทพมังกรหรือว่าเทพแห่งไฟหรือว่าเทพแห่งน้ำหรือท่านเทพยมบาล! หรือว่าเจ้ามารดาข้า…”

“เดี๋ยวก่อนแกพูดอะไรฉันฟังไม่รู้เลย” ฟางฟางส่ายหน้า

“ก็แกพูดว่าท่านเทพ” เห็นสีหน้าไม่เข้าใจของเพื่อน หลี่มี่ก็หยุดตื่นเต้นแล้วอ้อมแอ้มตอบไป

“ใช่ไง ท่านเทพแกคงไม่คิดว่าเป็นเทพจริงๆ ใช่ไหม”

“ก็…” มี่มี่อึกอัก “ไม่ใช่งั้นเหรอ”

“ฮ่าๆ หลี่มี่ แกคิดได้ยังไง ท่านเทพไม่มีจริงถึงมีจริงก็ต้องอยู่บนสวรรค์นู่น คงไม่มาอยู่ที่นี่ เทพที่ฉันพูดถึงคือราชาแรงก์หนึ่งท่านเทพหาน”

“แรงก์หนึ่ง?”

“ใช่ ไม่ว่าจะเป็นเกมไหนๆ ก็มีการจัดอันดับอยู่เสมอ”

มี่มี่ยืนนิ่งที่นี่จะเรียกใครว่าเทพก็ได้อย่างนั้นเหรอ แค่เพราะว่าเก่งก็เป็นเทพได้แล้ว ไม่ต้องผ่านด่านเคราะห์? ไม่ยุติธรรมสักนิด มี่มี่เป็นเซียนพฤกษา จะได้ขึ้นเป็นเทพได้ช่างยากเย็น

แล้วทำไมคนที่นี่ทำได้

ตัวเธอก็อยากเป็นเทพเหมือนกันนะ เทพพฤกษาน่ะ!

“งั้นฉันเป็นเทพบ้างได้ไหม” หญิงสาวถามอย่างระวัง มองซ้ายมองขวากลัวสวรรค์จะลงโทษที่เหิมเกริม แต่ไม่มีฟ้าร้องแผ่นดินสั่นสะเทือน แสดงว่าก็น่าจะใช้ได้ใช่ไหม

“หา? โอ้ย ท่านเทพก็แค่คำเรียก เทพหมูเทพหมากระทั่งเทพกระต่ายยังมี คนพวกนี้หัวไวเรื่องตั้งชื่อ”

เทพหมู? เทพหมา?

“ชื่อแกแกอยากตั้งอะไรก็ได้ เสร็จแล้วก็สร้างร่างอวตาร” เหมยฟางหัวเราะเพื่อนที่ไม่รู้อะไรเลย หลี่มี่ไม่มีหัวด้านเทคโนโลยีไม่พอยังเหมือนคนที่ไม่ทันข่าวสาร แต่ก็ว่าไม่ได้อีกฝ่ายนั้นวันทั้งวันเอาแต่ทำงาน ขยันมาก ขนาดโทรศัพท์ที่ใช้ก็ยังเป็นแบบเก่าอยู่เลย

เพราะหลี่มี่ไม่ค่อยรู้อะไร เหมยฟางเลยช่วยสอนอย่างละเอียด อย่าแปลกใจที่เธอรู้มาก ถ้าได้ลองเป็นแฟนคลับใครสักคน จะรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำแน่นอน

“ว่าแต่แกอยากใช้ชื่อว่าอะไร”

“ฉัน…อยากเป็นเทพพฤกษา”

ตอนแรกก็อ้อมแอ้มขัดเขิน แต่ฐานะนี้เมื่อพูดไปแล้วทำให้หญิงสาวรู้สึกฮึกเหิมในใจ ฐานะเทพที่สูงส่ง ข้าจะไม่ทำให้แปดเปื้อนแน่นอน

“ได้”

เหมยฟางพยักหน้าแล้วพิมพ์ชื่อกับข้อมูลเบื้องต้นลงไป “มาถ่ายรูปหน้าตรง”

“ทำไมต้องถ่าย” หลี่มี่มีคำถาม

“โปรแกรมจะช่วยสร้างร่างอวตารที่คล้ายคลึงจากใบหน้าของเรา”

“ทำแบบนี้ก็ได้ด้วย” เทคโนโลยีช่างมีความสามารถจริงๆ

“ได้สิ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนด้วยว่าใครเป็นใคร”

“เข้าใจแล้ว”

หลี่มี่พยักหน้าแล้วโน้มตัวลงให้กล้องได้จดจำตัวเองเอาไว้ รอไม่นานมันก็ประมวลผลสร้างร่างอวตารได้สำเร็จ มองดูอวตารของเธอนี่คล้ายคลึงจริงแต่ก็ไม่ถึงกับเหมือน

“ความจริงถ้าอยากได้ร่างอวตารผู้ชายก็ทำได้นะ เปลี่ยนตรงนี้เป็นเพศชาย เห็นไหม อวตารของแกก็จะเป็นผู้ชาย” ที่เหมยฟางแนะนำเพราะว่าร่างอวตารผู้ชายดูบึกบึนกว่า น่าจะแข็งแรงกว่า

แต่หลี่มี่กลับส่ายหน้า “ไม่ล่ะ เอาตัวนี้นี่แหละ”

ด้วยพลังแห่งข้าในนามเทพพฤกษา ไม่มีวันเอาชีวิตไปทิ้งอย่างแน่นอน

ฝากกดหัวใจและติดตามนิยายให้ด้วยน้าาา ขอบคุณคับบ

เริ่มต้น

(3) เริ่มต้น

-เทพพฤกษา-

สถานะผู้เริ่มต้น

หลี่มี่ตื่นเต้นมากแม้จะยังไม่ได้เข้าสู่เกมสำรวจป่า ตอนนี้เธอกำลังตั้งใจแต่งตัวให้ร่างอวตารของตัวเอง เหมยฟางเล่าว่าแรกๆ ร่างอวตารเป็นเหมือนหุ่นเหล็ก แต่พอเริ่มมีการถ่ายทอดสดคนให้ความสนใจก็เลยพัฒนาโปรแกรมให้สามารถสร้างร่างอวตารได้ตามใจที่ต้องการ

แต่ว่าความสามารถยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวเองเป็นส่วนมาก อวตารมีส่วนช่วยทุ่นแรงเพียงเล็กน้อย

อย่างเช่นว่าปกติหลี่มี่สามารถยกหินที่หนักสิบกิโลกรัมได้ ถ้าเป็นร่างอวตารก็จะยกหินได้มากกว่าหนึ่งถึงสองกิโลกรัมนั่นเอง

แต่อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่เกมจริงๆ เป็นเหมือนการสวมชุดและเข้าไปในป่า ได้ขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว

โชคดีที่วันนี้มีฟางฟางคอยช่วยแนะนำอยู่ข้างๆ ไม่นานหลี่มี่ก็มีร่างอวตารชื่อว่าเทพพฤกษาและได้เข้าไปสำรวจป่า ชื่อนี้อาจจะดูเกินตัวไปหน่อย แต่ว่าอย่างที่ฟางฟางบอกไปไม่ได้มีเพียงแค่เธอแต่ยังมีคนจำนวนมากที่ตั้งชื่อตัวเองเป็นเทพ ไม่พอนางฟ้านางสวรรค์กระทั่งยมทูตยังมีคนเอามาตั้งชื่อให้ร่างอวตาร

ระหว่างที่หลี่มี่เล่นเกม ฟางฟางก็อาสาจะช่วยดูแลเรื่องข้างนอกให้ แม้ไม่น่าจะมีอะไรแต่เผื่อว่ามีเรื่องฉุกเฉิน เธอจะได้โทรไปให้เจ้าหน้าที่มาช่วย

ทำให้หญิงสาวมีเวลาเพียงสองชั่วโมงในการทดสอบเพราะเหมยฟางต้องออกไปทำงาน

เธอควรทำเวลา อย่างแรกเลยต้องหาอาหารให้ได้

กริก

เมื่อสร้างร่างอวตารเรียบร้อย หลี่มี่ก็สวมนาฬิกาที่ได้มาพร้อมนั่งลงบนเก้าอี้หรือเครื่องเล่นเกม ทันทีที่กดเริ่มต้นเธอก็รู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในป่า ทั้งประสาทสัมผัสและการรับรู้ กระทั่งกลิ่นอายหลี่มี่รู้สึกจริงๆ ว่าตอนนี้เธออยู่ในป่าไม่ใช่ที่บ้าน

นี่มันน่าอัศจรรย์มาก

ตากลมมองไปรอบๆ ก่อนจะได้ยินเสียงใครบางคนพูดขึ้น

‘ระบบฝึกสอน’

“อะไร? แกพูดเหรอฟางฟาง” ถึงจะถามไปแต่เหมยฟางกลับไม่ตอบกลับ

ตอนนี้ในสายตาไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ป่าทั้งนั้น

‘เอาตัวรอดให้ได้ ภารกิจจะปรากฏอยู่ด้านซ้ายมือ ระบบถ่ายทอดสดอยู่ด้านขวา’ ฟังคำอธิบายแล้วก็มองตาม ซ้ายมือเห็นข้อความที่บอกจำนวนของผักที่เธอต้องเก็บมาให้ครบ ถ้าไม่ครบก็น่าจะไม่ได้รับเงินตอบแทน ด้านขวามือคือตัวเลขที่ขึ้นศูนย์ นี่อาจจะหมายความว่ายังไม่มีใครเข้ามาดูเธอถ่ายทอดสด

นอกจากนั้นเธอไม่เห็นอะไรเลย ไม่มีค่าสถานะเหมือนพวกเกมอื่นๆ ที่เหมยฟางแนะนำเพราะว่านี่ไม่ใช่เกมจริงๆ มันเป็นโปรแกรมสำรวจป่าของรัฐบาลที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้น่าสนใจแต่จริงๆ แล้วยังแฝงไปด้วยความน่ากลัวและโหดร้าย

ค่าเลือดเหรอก็เลือดเธอไง ความเหนื่อยล้าและขีดจำกัดต่างๆ ก็อยู่ที่เธอไง บาดเจ็บเมื่อไรเธอต้องรับไปเต็มๆ

หลี่มี่สูดลมหายใจดำดิ่งเข้าไปในเกม ฟังระบบฝึกสอนที่แนะนำกระทั่งวิธีการเปิดปิดไมค์ในเกม พวกเขาแนะนำอย่างละเอียดจริงๆ รวมทั้งบอกข้อควรระวัง ที่สำหรับมี่มี่แล้ว สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการกลับมาที่จุดเซฟให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถออกจากเกมได้

และก่อนที่จะเริ่มต้นอะไร ตอนนั้นที่เบื้องหน้าเธอก็ปรากฏ ‘ผักกาด’ ขึ้นมา เป็นต้นผักกาดนับสิบที่แตกต่างไปคือพวกมันมีชีวิต มีแขนมีขาและพุ่งเข้ามาโจมตีเธอ ด้วยฟันที่แหลมคม

‘จัดการกับผักมีชีวิตทั้งสิบ’

เสียงระบบดังขึ้น มีความเป็นไปได้ว่าที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเพียงบททดสอบที่ถูกสร้างเพื่อช่วยแนะนำการเอาตัวรอดและบอกให้เธอได้รู้ว่าถ้าเข้าป่าไปแล้วจะได้เจอกับอะไร

นี่สินะ เหตุผลที่คนที่นี่ไม่กล้ากินผัก พวกมันบ้าคลั่งมาก

แต่คลั่งแค่ไหนอยู่ต่อหน้าเซียนตัวจริงผักก็เป็นได้แค่ผักอยู่วันยังค่ำสัตว์นรกเธอยังไม่กลัวนับประสาอะไรกับผัก คิดจะข่มขู่กันงั้นเหรอ ช่างกล้า หลี่มี่ควักอาวุธจากซองใส่มีด ที่ได้มาเป็นมีดธรรมดา แต่ก็ไม่เป็นปัญหา หญิงสาวไม่ขยับตัวปล่อยให้ผักกาดเริ่มก่อน และเมื่อพวกมันลงมือเข้ามาใกล้เธอก็จัดการพวกมันทีละตัวด้วยการหั่นครึ่ง

ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีผักมีชีวิตทั้งหมดก็ถูกจัดการ

‘ระบบทดสอบ สำเร็จ’

เอาล่ะ เธอคิดว่าพร้อมแล้ว

เริ่มต้นการสำรวจป่า

ยืนยัน

ร่างเล็กยืนอยู่บนแสงสว่าง คราวนี้รอบด้านไม่ได้มีแค่ป่าไม้ แต่ยังมีคนอื่นๆ ด้วย คนทั้งหมดไม่ได้พูดคุยอะไรกันหลี่มี่มองเห็นคนที่รีบวิ่งออกไป และที่กำลังกลับมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ ผักหรือสัตว์ที่ล่ามาได้จะถูกเก็บไว้ในนั้น เมื่อเข้าจุดเซฟได้ก็จะถูกส่งไปยังพื้นที่จัดเก็บ มีเจ้าหน้าที่คอยจัดการ

แต่พื้นที่จัดเก็บที่ว่าอยู่ที่ไหน เธอไม่รู้เรื่อง รัฐบาลเป็นคนควบคุมดูแล เดาว่าก็คงส่งไปที่ศูนย์ตรวจสอบ จากนั้นก็นำมาขายให้ประชาชน

ฟางฟางคนสวย- สู้ๆ นะ! >

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...