โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารโลกลด GDP ไทย ปีนี้โต 1.8% ปีหน้า 1.7% ผลกระทบจากสงครามการค้า

Amarin TV

เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 06.17 น.
ธนาคารโลกประเมินการเติบโตของ GDP ไทย จากที่เคยมีอัตราการเติบโตในปี 2024 อยู่ที่ 2.5% ในปีนี้คาดว่าจะชะลอเหลืออัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.8% เท่านั้น

ธนาคารโลกประเมินการเติบโตของ GDP ไทย จากที่เคยมีอัตราการเติบโตในปี 2024 อยู่ที่ 2.5% ในปีนี้คาดว่าจะชะลอเหลืออัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.8% เท่านั้น และคาดว่าจะชะลอตัวลงไปอีกอยู่ที่ 1.7% ในปี 2026 ก่อนที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2027 ที่ 2.3%

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลกประจำประเทศไทย เกียรติพงศ์ อริยปรัชญ มองว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวลงในปีนี้ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ

1.เศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างรวดเร็ว

ความผันผวนของการเมืองโลก และสงครามการค้า ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมาก โดยธนาคารโลกชี้ว่า ปี 2025 อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงอยู่ที่ 2.3% จากปี 2024 ที่ 2.8% แต่คาดว่า GDP โลก จะเพิ่มขึ้นในปี 2026 สู่ 2.4% นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในจีนและสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกด้วยเช่นกัน ส่วนสาเหตุที่เศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมีการหดตัวในช่วงที่ผ่านมา เพราะมีการพึ่งพาการนำเข้า-ส่งออกมาก

2.GDP ไทยหดตัวเพราะการค้าอ่อนแอ-การท่องเที่ยวฟื้นตัวปานกลาง

สำหรับประเทศไทย เราพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงย่อมได้รับผลกระทบ โดยไตรมาสแรกของปี 2025 นั้น พบว่าไทยมีการเจริญเติบโตของ GDP ค่อนข้างดี ซึ่งได้อานิสงค์มาจากภาคการส่งออกแต่นั่นก็เป็นสถานการณ์ที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว ความปั่นป่วนของนโยบายการค้าโลก สงครามการาค้ากำลังจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่เหลือของปี และนอกจากการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าแล้ว การบริโภค และการลงทุนภายในประเทสของไทยยังชะลอตัวลงด้วย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนแล้ว

นโยบายการค้าส่งผลโดยตรงต่อเศราฐกิจไทย 2 ทาง คือ

(1) กระทบการส่งออก เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่า 60% และมีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น แม้ว่าการส่งออกไทยจะเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่เดือนเมษายนปีก่อน แต่สัดส่วนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากมาจากสินค้าที่นำเข้ามาจากจีน และใช้ไทยเป็นจุดกระจายส่งออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยเองกลับลดลง

(2) กระทบการลงทุน- การท่องเที่ยว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มจะชะลอการลงทุนไว้ก่อน ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะความกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงหันไปหาจุดหมายใหม่ อย่างญี่ปุ่น หรือมาเลเซีย การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาแที่ยวไทยในภาพรวมลดลง อย่างไรก็ตามธนาคารโลกคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเที่ยวประเทศไทยเพิ่มขึ้นในปีหน้า

3.ช่องว่างทางการคลังของไทยลดลง

ช่องว่างทางการคลังของไทยหดตัวแคบลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยมีระดับหนี้สาธารณะราว 64% ของ GDP ในปีนี้ เทียบกับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ไทยมีระดับหนี้สาธารณะต่ำกว่า 40% เนื่องจากหลังการระบาดโควิด ไทยจำเป็นต้องเพิ่มเพดานหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้เงินสดและกลไกการใช้จ่ายจากรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเน้นย้ำว่า ช่องว่างทางการคลังยังอยู่ในระดับที่จัดการได้

อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงผลกระทบหรือความท้าทายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสเช่นกัน นั่นก็คือ เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบบ้างเพราะมีความพร้อมด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนมือถือ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในระดับที่ดี รวมถึงการใช้จ่ายเงินด้วยระบบพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นรากฐานการเข้าถึงบริการการเงินทางดิจิทัลที่เข้มแข็ง

ความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยเศรษฐกิจไทย

ปรับการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้มีความสมดุล

ธนาคารโลกกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยได้พิจารณางบประมาณซึ่งเดิมทีเคยถูกนำมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แต่มีการปรับไปใช้ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวแทน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 150,000–157,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 2.87% ของ GDP ซึ่งคุณเกียรติพงศ์มองว่า เป็นก้าวเดินที่ดี เนื่องจากการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น การเลือกใช้จ่ายอย่างสมดุลและชาญฉลาดจะเป็นวิธีหนึ่งในการเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์จากธนาคารโลกว่า หนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 74–75% ราวปี 2030 ก่อนจะลดลงมาอีกครั้ง

ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

หากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีความสำคัญ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการการลงทุนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศในด้านดิจิทัลเป็นไปในทิศทางบวก นักลงทุนมีความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย ทั้ง data center, AI และอื่น ๆ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ

ตัวอย่างหนึ่งที่คุณเกียรติพงศ์ให้ความเห็นคือ “หุ่นยนต์” ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา การใช้หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมของไทยเพิ่มสูงขึ้น และยังมีข้อมูลที่ชี้ว่า ภาคส่วนที่นำหุ่นยนต์มาใช้มีการเติบโตของการจ้างงานเช่นกัน แต่เป็นการจ้างงานในระดับที่ต้องใช้ทักษะมากขึ้น เป็นแรงงานที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนดิจิทัล

หาโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่ม

แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่หากมีการลงทุนจากภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยสามารถขยับได้สูงถึง 2.2% (ปัจจุบันคาดการณ์ไว้ที่ 1.8%) หรือ 1.8% ในปี 2026 จากเดิมคาดไว้ที่ 1.7%

ต้องสร้างความเท่าเทียม

ความเท่าเทียมทางดิจิทัลเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสำหรับทุกคนเป็นสิ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต้องให้ความสำคัญ

คุณวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า เป้าหมายหนึ่งของกระทรวงคือการเพิ่มการเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียม ปัจจุบัน กลุ่มเปราะบาง เช่น คนชรา ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย คนในพื้นที่ห่างไกล หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยอย่างผิดกฎหมาย ล้วนแล้วแต่มีสิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียม

“กลุ่มที่ท้าทายที่สุดคือกลุ่มสุดท้าย ผู้ที่เข้าประเทศไทยมาอย่างผิดกฎหมาย แต่เราจะมองข้ามพวกเขาไม่ได้ เพราะพวกเขาคือส่วนหนึ่งของภาพรวมอยู่ดี หากเราต้องการให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นในยุคดิจิทัล เราจำเป็นต้องคิดว่าจะรับมือเรื่องนี้อย่างไร การสร้างความสมดุลระหว่างกฎหมายและการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง”

สำหรับรายงาน Thailand Economic Monitor: Digital Pathways to Growth[a] ซึ่งเป็นรายงานจากธนาคารโลกประจำประเทศไทยที่จัดทำขึ้นปีละ 2 ฉบับ มีเป้าหมายเพื่อการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และมุ่งสำรวจโอกาสในการเพิ่มความสามารถทางเศรษฐกิจ โดยครั้งนี้มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ รายงานฉบับนี้เป็นฉบับที่ 21 แล้ว

เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในฐานะเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ

“สถานการณ์เศรษฐกิจไทยวางอยู่บนบริบทของภูมิภาคและโลกที่กว้าง ตอนนี้เรามารวมตัวกันในสถานการณ์ที่มีความท้าทายหลายประการต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการค้าโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และโลกเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“คำถามสำคัญก็คือ ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากการมีที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปเอเชียได้อย่างไร เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ชนะในโลกยุคใหม่ หนึ่งวิธีที่ทำได้คือ การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

ขอบคุณข้อมูลจาก ธนาคารโลกประจำประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...