โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พายุ คือ สภาพแวดล้อมถาวรของยุค’ บทเรียนจากแหลมมลายู ผู้นำเดินเรือ ก้าวข้ามความแตกแยก

TODAY

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 04.58 น. • workpointTODAY

มอง ‘สิงคโปร์–มาเลเซีย’ ผ่านบทเรียนความขัดแย้งในอดีต สู่การสร้างอนาคตร่วมกันในแหลมมลายู

“สังคมที่เข้มแข็งต้องเป็นเหมือน ‘ผ้าบาติก’ ที่ถักทอจากเส้นใยหลากสีสันจนเป็นผ้าผืนเดียวกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่แค่ ‘ผ้าปะต่อ’ ที่พร้อมจะขาดวิ่นเมื่อเจอลมแรง”

คำเปรียบเทียบของ ประธานาธิบดีทาร์มัน ชันมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ ซึ่งใช้ ‘ผ้าบาติก’ สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของแหลมมลายูที่ครั้งหนึ่งเคยรวมมาเลเซียและสิงคโปร์ไว้ด้วยกัน ถือเป็นภาพสะท้อนความหลากหลายที่สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างงดงาม

แม้ทั้งสองประเทศจะเคยมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และผ่านช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งรุนแรงร่วมกัน แต่พวกเขาก็สามารถก้าวข้ามความเจ็บปวดในอดีต หันมาเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ ผ่านความร่วมมือในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย การเดินทาง การจัดการทรัพยากรน้ำ หรือความมั่นคงในภูมิภาค

ความพยายามเหล่านี้เปรียบได้กับการ ‘ถักทอ’ ความสัมพันธ์อย่างอดทนและตั้งใจ ท่ามกลางความท้าทายในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพนี้ไม่เพียงเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ หากยังสะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นหนึ่งเดียวสามารถเกิดขึ้นได้จริง แม้บนรากฐานของความแตกต่าง ถ้าได้รับการเยียวยา ฟื้นฟู และปลูกฝังด้วยความเข้าใจ

แต่น่าเสียดายที่วันนี้ หลายพื้นที่ทั่วโลกกลับกำลังเผชิญกับ ‘พายุแห่งความแตกแยก’ ที่พัดกระหน่ำคุกคามสังคมให้ฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ไม่ต่างจากผืนผ้าเปราะบางที่ไม่ได้ถูกถักทออย่างมั่นคง

ท่ามกลางกระแสแห่งความเปราะบางนี้ การประชุมนานาชาติว่าด้วยความสามัคคีในสังคม ประจำปี 2568 (International Conference on Cohesive Societies: ICCS 2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน ณ ศูนย์ประชุมราฟเฟิลส์ ซิตี้ ประเทศสิงคโปร์ จึงกลายเป็นเวทีสำคัญ

ที่นั่น ผู้นำอย่างประธานาธิบดีทาร์มัน และสุลต่านนัซริน มูอิดซัดดิน ชาห์ แห่งรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ได้ร่วมกันถอดบทเรียนจากอดีต ค้นหาทางออกในปัจจุบัน และปูทางสู่อนาคตของสังคมที่ยืดหยุ่นและเป็นปึกแผ่นอย่างแท้จริง

ในบทความนี้ TODAY จะพาไปเจาะลึกข้อสังเกตสำคัญจากเวที ICCS 2025 พร้อมชวนสำรวจว่า ผู้นำระดับภูมิภาคเหล่านี้ ชี้ทางออกอย่างไรในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

[‘ไม่ใช่แค่ผ้าปะต่อ’ ความสามัคคีต้องถักทออย่างกระตือรือร้น]

ประธานาธิบดีทาร์มัน ชันมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ ให้ข้อคิดสำคัญว่า ความสามัคคีในสังคมไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ต้องได้รับการ ‘ถักทอ’ อย่างตั้งใจและมีจุดหมายร่วมกัน

จากผลสำรวจ Edelman Trust Barometer พบว่า คนส่วนใหญ่ทั่วโลก รู้สึกว่าสังคมของตัวเองแตกแยกมากขึ้น และมีแค่ 1 ใน 5 เท่านั้นที่อยากจะอยู่ใกล้กับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน

โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกแยกนี้มีหลายอย่าง เช่น การเพิ่มขึ้นของกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาที่ไม่ยอมรับความเห็นต่าง ช่องว่างระหว่างคนที่ได้รับการศึกษาสูงกับคนที่ไม่ได้รับการศึกษา รวมถึงความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า “ฉันกำลังแพ้ ในขณะที่คนอื่นชนะ”

นอกจากนี้ การล้มเหลวในการช่วยให้ผู้อพยพรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมก็ยิ่งทำให้รอยร้าวนี้ลึกลงไปอีก อย่างที่เห็นได้ชัดจากกรณีที่เกิดขึ้นในยุโรป

อีกปัจจัยสำคัญคือ โลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ที่ถูกออกแบบมาให้ดึงคนไปอยู่ใน ‘ห้องเสียงสะท้อน’ ที่ตอกย้ำความเชื่อเดิมๆ ปิดกั้นการรับฟังความเห็นใหม่ๆ และทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดมากขึ้น

สิ่งที่ตามมาคือ ‘ชนเผ่าออนไลน์’ (online tribalism) หรือกลุ่มคนที่ยึดติดกับความคิดของตัวเองมากเกินไป จนยากที่จะเข้าใจหรือเห็นใจคนอื่น ทำให้ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนแพร่กระจายง่ายขึ้น และยังส่งผลให้หลายคนในสังคมพัฒนาเกิดความโดดเดี่ยวทางสังคมมากขึ้น

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ประธานาธิบดีทาร์มัน ได้แนะนำแนวทางสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  • การศึกษา – ด้วยการนำเด็กจากหลากหลายพื้นเพมาเรียนและทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันตั้งแต่เด็ก รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึง
  • การออกแบบเมือง – ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์มีโครงการที่อยู่อาศัยสาธารณะที่ให้คนหลากหลายเชื้อชาติและฐานะอยู่ร่วมกัน มากกว่าร้อยละ 75 ของประชากรอาศัยในโครงการเหล่านี้ ซึ่งช่วยให้คนมีโอกาสพบปะและรู้จักกันในชีวิตประจำวัน
  • การควบคุมสื่อและ AI – รัฐบาล ภาคประชาสังคม และบริษัทเทคโนโลยี ต้องร่วมมือกันกำกับดูแลเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น กฎหมาย Digital Services Act ของสหภาพยุโรป ที่บังคับให้ลบเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังและลดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ
  • การปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความเคารพ – ผ่านกิจกรรมและการกระทำในชีวิตประจำวัน เช่น โครงการสอนศาสนาแบบข้ามวัฒนธรรมในอินโดนีเซีย ที่ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะเคารพและยอมรับความแตกต่าง

[‘การนำทางภายใต้ความไม่แน่นอน’ คือศิลปะการเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นลมแรง]

“ความไม่แน่นอนไม่ใช่แค่พายุชั่วคราว มันคือสภาพแวดล้อมถาวรของยุคเรา และจะอยู่กับเรานานอีกหลายปี”

สุลต่านนัซริน มูอิดซัดดิน ชาห์ แห่งรัฐเปรัก มาเลเซีย ใช้วลีนี้เตือนใจทุกคนว่า โลกตอนนี้ไม่ใช่แค่เผชิญวิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่กำลังอยู่ท่ามกลาง ‘พายุสมบูรณ์แบบ’ ที่เกิดจากหลายปัจจัยมาบรรจบกัน ทั้งโรคระบาด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และวิกฤตความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติปี 2022 ที่อธิบายสถานการณ์ในปัจจุบันว่าเป็น ‘ความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน’ ซึ่งเราต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน

สุลต่านนัซริน ชาห์ ได้ชี้ให้เห็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเป็นอุปสรรคต่อความสามัคคีในสังคม

โลกดิจิทัลและการเชื่อมต่อออนไลน์ แม้จะทำให้ผู้คนกว่า 5 พันล้านคนทั่วโลกเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น แต่ก็กลายเป็นสนามรบที่อัลกอริทึมผลักดันให้คนอยู่ใน ‘ห้องเสียงสะท้อน’ (echo chambers) ที่ตอกย้ำความเชื่อเดิมๆ จนเกิดความเกลียดชัง ข่าวปลอม และทฤษฎีสมคบคิดมากขึ้น เหมือนเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติในสหราชอาณาจักรที่สะท้อนว่า โลกออนไลน์กำลังส่งผลกระทบต่อความสามัคคีในสังคม

ปัจจัยที่สองคือ การย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีผู้ย้ายถิ่นทั่วโลกกว่า 304 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะสูงถึงพันล้านคนในปี 2050 สิ่งนี้สร้างความท้าทายให้กับประเทศผู้รับ และทำให้เกิดแนวคิดแบ่งแยกแบบ “พวกเรา vs พวกเขา” (Us versus Them)

นอกจากนี้ สุลต่านนัซรินยังชี้ด้วยว่า มาเลเซียใช้หลักการ ‘รุกุน เนการา’ (Rukun Negara) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของประเทศมาเลเซีย 5 ประการ ได้แก่ ความเชื่อต่อพระเจ้า, ความจงรักภักดีต่อชาติ, หลักนิติธรรม, ความเป็นประชาธิปไตย และความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อรักษาความสามัคคีในชาติ

ทั้งยังแสดงความภูมิใจที่ทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์มีคะแนนสูงในรายงาน Southeast Asian Social Cohesion Radar 2022 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘ความสัมพันธ์ทางสังคม’ คือกุญแจสำคัญของความสามัคคี

ปัจจัยที่สามคือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์ ที่แม้จะสร้างความเจริญ แต่กลับเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น หลังโรคระบาด กลุ่มทักษะต่ำและคนรายได้น้อยกลายเป็น ‘ผู้แพ้’ ขณะที่เกือบสองในสามของความมั่งคั่งใหม่ตกอยู่กับ 1% ที่รวยที่สุด ความเหลื่อมล้ำนี้กลายเป็นเชื้อเพลิงจุดชนวนการเมืองชาตินิยมและประชานิยมที่คุกคามความมั่นคงทางสังคม

เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้ สุลต่านนัซริน ชาห์ เสนอ 4 หลักการชี้นำสำคัญ ได้แก่

  • สร้างความไว้วางใจใหม่ ในสถาบันและผู้นำด้วยความโปร่งใส
  • ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
  • โอบรับพหุวัฒนธรรมนิยม เคารพความแตกต่างและเชื่อมั่นในมนุษยธรรมร่วมกัน
  • จินตนาการอย่างกล้าหาญ เพื่อสร้างสังคมที่ยืดหยุ่น ผ่านการศึกษาที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ และการออกแบบเมืองที่ครอบคลุม

สุลต่านนัซรินสรุปว่า “คุณไม่สามารถเปลี่ยนลมได้ แต่คุณสามารถปรับใบเรือได้” ซึ่งสะท้อนความสำคัญของการปรับตัวและความร่วมมือในการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและเป็นธรรมมากขึ้น

[เดินหน้าฝ่าความท้าทายด้วย ‘การถักทอ’ และ ‘การนำทาง’]

สิ่งที่เกิดขึ้นใน ICCS 2025 ไม่ได้เป็นแค่คำพูดบนเวที แต่เป็นการจุดประกายให้เห็นว่า การสร้างสังคมเข้มแข็งต้องเริ่มจากตัวเราและชุมชนรอบข้างด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใจฟังกันจริงๆ การสนทนาอย่างสร้างสรรค์ หรือการช่วยกันแก้ปัญหาในพื้นที่ของเราเอง แนวคิดเรื่อง ‘การถักทอ’ และ ‘การนำทาง’ ที่ผู้นำทั้งสองกล่าวถึง จึงไม่ใช่แค่หลักการระดับชาติ แต่เป็นภูมิปัญญาที่ทุกคนสามารถใช้ได้ในชีวิตจริง เพื่อช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

ในยุคที่ความไม่แน่นอนยังพัดแรง และความแตกแยกเติบโตในหลายมิติ ถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมาบนเวที ICCS 2025 จึงเป็นมากกว่าคำพูดของเหล่าผู้นำ หากแต่คือการเชื้อเชิญให้เราทุกคนมาร่วมกันเข้าใจโครงสร้างสังคมยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง

ความสามัคคีแท้จริงไม่ได้เกิดจากการเพิกเฉยต่อความต่าง แต่เกิดจากความกล้าที่จะ ‘ถักทอ’ เป้าหมายและชีวิตของเราทุกคนเข้าด้วยกัน พร้อมกับมี ‘เข็มทิศ’ ที่ชัดเจน เพื่อ ‘นำทาง’ ฝ่าฟันทุกพายุที่รออยู่ในอนาคต

เพราะในที่สุด สังคมที่แข็งแกร่งไม่ใช่สังคมที่ไร้พายุ แต่คือสังคมที่รู้จักปรับใบเรือแล่นผ่านพายุเหล่านั้นไปได้อย่างมั่นคง เพื่อไปสู่ปลายทางแห่งความกลมเกลียวและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...