หยุดทะเลาะกันก่อนไฟไหม้บ้าน.. ช่วยกันดับไฟ-เยียวยาด่วน
ไฟไหม้บ้าน!!! หยุดทะเลาะกัน!!! หยุดชี้นิ้วความผิดของใคร!!!
เร่งช่วยกันดับไฟ-ตั้งกองทุนเยียวยา-พยุงไม่ให้ล้มเพื่อตั้งหลักระยะสั้น ด่วน!!!
เพื่อความเร่งด่วนในการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาษีทรัทป์ 36% ได้ใช้ ChatGPT Version GPT-4o ช่วยหาคำตอบแบบเร็วๆ พอจะเป็นแนวตั้งหลัก สู้ยังไงไม่ให้ล้มทั้งระบบ
วิเคราะห์ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา จากจดหมายดังกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2568
วิเคราะห์ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐ จากนโยบายจัดเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 36
1. มาตรการที่ประกาศในจดหมาย สหรัฐอเมริกาจะเก็บ ภาษีนำเข้า 36% จากสินค้าทุกประเภทที่ส่งออกจากประเทศไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 มาตรการนี้เป็น“ทั่วกระดาน” (across-the-board tariff) ซึ่งหมายถึง ไม่เฉพาะเจาะจงรายสินค้า หากไทยตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษี สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีขึ้นอีกตามสัดส่วน
มีข้อยกเว้น : หากบริษัทไทย ไปลงทุนผลิตสินค้าในสหรัฐฯ จะได้รับยกเว้นภาษี
2. ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อการส่งออกของไทย
2.1 ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นทันที การขึ้นภาษี 36% จะทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐแพงขึ้นมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่น เวียดนาม เม็กซิโก หรือจีน (ที่อาจมีข้อตกลงการค้าใหม่)
ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยจะลดลงอย่างมากทันที โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า ที่ใช้ราคานำตลาด เช่น เสื้อผ้า อาหารทะเล เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางพารา ฯลฯ
2.2 คำสั่งซื้อจากสหรัฐจะลดลง ผู้นำเข้าในสหรัฐอเมริกาอาจหันไปหาประเทศที่ไม่มีภาษีนำเข้าสูง เช่น เวียดนามหรือประเทศในกลุ่ม USMCA (เม็กซิโก/แคนาดา) สินค้าบางกลุ่มที่อ่อนไหวด้านราคาจะได้รับผลกระทบมาก เช่น เสื้อผ้า ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ ผลไม้สดแช่เย็น/แปรรูป
2.3 ผลกระทบต่อSMEsและแรงงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่พึ่งพาตลาดสหรัฐเป็นหลักจะได้รับผลกระทบรุนแรง อาจต้องหยุดการส่งออกหรือย้ายฐานผลิต การลดคำสั่งซื้ออาจทำให้เกิดการลดการจ้างงานในภาคการผลิตส่งออก
3. ผลกระทบเชิงโครงสร้าง
3.1 กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนอาจเห็นว่าไทยมีความเสี่ยงด้านนโยบายการค้าและหันไปลงทุนในประเทศที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ (เช่น เวียดนามผ่าน CPTPP) ไทยอาจสูญเสียโอกาสดึงดูดการลงทุนจากบริษัทที่ต้องการฐานผลิตส่งออกไปสหรัฐฯ
3.2 แรงกดดันให้ไทยเปิดตลาด ข้อเสนอในจดหมายพยายามกดดันให้ไทยเปิดตลาดการค้าภายในให้มากขึ้น (เช่น ลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ ยกเลิกอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี) มีแนวโน้มเกิด การเจรจาการค้าแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทย-สหรัฐฯ หากไทยไม่ต้องการให้มาตรการนี้ถาวร
4. ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
1. ทางเลือก – ต่อรองลดภาษี/ยกเว้นบางหมวดสินค้า
ผลดี – ช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น
ความเสี่ยง – อาจถูกมองว่าอ่อนข้อ
2. ทางเลือก – เร่งเจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ
ผลดี -วางกรอบความร่วมมือระยะยาว
ความเสี่ยง – ต้องเปิดตลาดสินค้าและบริการมากขึ้น
3. ทางเลือก – ส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐ
ผลดี – เลี่ยงภาษีได้ตามเงื่อนไข ใช้ต้นทุนสูง
ความเสี่ยง – ไม่เหมาะกับ SMEs
4. ทางเลือก – กระจายตลาดใหม่ (จีน, CLMV, ตะวันออกกลาง)
ผลดี – ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ
ความเสี่ยง – ไม่สามารถทดแทนทันทีในทุกสินค้า
บทสรุป
มาตรการภาษี 36% ของสหรัฐอเมริกาเป็นมาตรการกดดันทางการค้าเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคการส่งออกของไทย ทั้งในด้านรายได้ ภาคการผลิต การจ้างงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ไทยควรตอบสนองด้วยแนวนโยบายสองทาง
1) ต่อรองเชิงการทูตเพื่อผ่อนคลายมาตรการ
2) ปรับโครงสร้างทางการค้าและการลงทุนให้หลากหลายและแข่งขันได้ในระยะยาว
ผลกระทบบริษัทไทยขนาดใหญ่ขนาดกลางขนาดเล็กโดนหมด
จากมาตรการของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 36% ครอบคลุมสินค้าจากประเทศไทย ทุกประเภท โดยไม่มีข้อยกเว้น (นอกจากลงทุนผลิตในสหรัฐ) บริษัทไทยรายใหญ่ที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มที่ขายสินค้าอ่อนไหวต่อราคา หรือยังไม่มีฐานผลิตในอเมริกา
ต่อไปนี้คือรายชื่อบริษัทไทยรายใหญ่ที่ มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบ แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม
กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี
สินค้าหลัก – ชิ้นส่วนโลหะสำหรับรถยนต์
ความเสี่ยง – พึ่งพาตลาดสหรัฐสูง
บริษัท อีสเทิร์น ซีบอร์ด อินดัสตรี
สินค้าหลัก – ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซนเซอร์
ความเสี่ยง – เป็น OEM ให้ลูกค้าในสหรัฐ
บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA)
สินค้าหลัก – พาวเวอร์ซัพพลาย คอมโพเนนต์ ส่งออกสหรัฐจำนวนมาก
ความเสี่ยง – ราคาสินค้าอ่อนไหว
บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (HANA)
สินค้าหลัก – PCB, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ความเสี่ยง – ลูกค้าหลักอยู่ในสหรัฐฯ
กลุ่มสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า
บริษัท ไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล (ICC)
สินค้าหลัก – เสื้อผ้าแบรนด์ Arrow, Lacoste ฯลฯ
ความเสี่ยง – ส่งออก OEM ไปสหรัฐฯ
บริษัท SABINA (SBN)
สินค้าหลัก – ชุดชั้นใน OEM
ความเสี่ยง – ลูกค้าสหรัฐเป็นรายหลัก
บริษัท TNL (TNL)
สินค้าหลัก – เสื้อผ้า สิ่งทอ
ความเสี่ยง – โรงงานผลิตหลักในไทย ไม่มีฐานในสหรัฐ
บริษัท บจก. เพชรบูรณ์อินเตอร์
สินค้าหลัก - รองเท้าผ้าใบ
ความเสี่ยง – OEM ส่งให้แบรนด์อเมริกันหลายราย
กลุ่มอาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU)
สินค้าหลัก – ปลาทูน่า ซีฟู้ดกระป๋อง
ความเสี่ยง – สหรัฐเป็นตลาดใหญ่ที่สุด
บริษัท ซีพีเอฟ (CPF)
สินค้าหลัก – อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน
ความเสี่ยง – มียอดขายสหรัฐสูง แม้มีบางฐานผลิตในสหรัฐอเมริกา
บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น (ASIAN)
สินค้าหลัก – อาหารสัตว์เลี้ยง ซีฟู้ด
ความเสี่ยง – ตลาดหลักคือสหรัฐ
บริษัท ไทยโคโคนัท (COCOCO)
สินค้าหลัก – กะทิ น้ำมะพร้าว
ความเสี่ยง – พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐเกิน 30%
กลุ่มยางพารา และผลิตภัณฑ์
บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (STGT)
สินค้าหลัก – ถุงมือยาง
ความเสี่ยง – ส่งออกมากกว่า 40% ไปอเมริกา
บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ (TRUBB)
สินค้าหลัก – ยางแผ่น, น้ำยางข้น
ความเสี่ยง – ราคาแข่งขันสูง ถูกภาษีจะเสียเปรียบ
บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์
สินค้าหลัก – ยางดิบ
ความเสี่ยง – เป็นซัพพลายเออร์ให้ผู้แปรรูปในสหรัฐ
กลุ่มสินค้าอุปโภคเครื่องใช้ไฟฟ้า
บริษัท ซินเน็ค (SYNEX)
สินค้าหลัก – ส่งออกสินค้าไอที OEM
ความเสี่ยง – อาจถูกภาษีในการส่งไปอเมริกา
บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM)
สินค้าหลัก – เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป
ความเสี่ยง – มีแบรนด์ไทยในตลาดอเมริกา
บริษัท ฮาร์ดแวร์เฮ้าส์
สินค้าหลัก – เครื่องมือช่าง DIY
ความเสี่ยง – OEM ให้แบรนด์อเมริกันหลายเจ้า
สรุปภาพรวมบริษัทที่เสี่ยงสูง
บริษัทใน อุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อส่งออกโดยตรง (OEM/ODM) จะได้รับผลกระทบก่อน เช่น อาหาร สิ่งทอ ยาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทที่ยังไม่มีโรงงานในสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีเต็ม 36% บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มอาหาร เช่น ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ และ ศรีตรังฯ ต้องรีบหาทางกระจายตลาด หรือพิจารณาตั้งฐานการผลิตในสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
มาตรการเร่งด่วนระยะสั้นตั้งกองทุนเยียวยาผลกระทบพยุงไม่ให้ล้ม
การแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยร้อยละ 36 อย่างกะทันหัน ถือเป็น วิกฤตด้านการค้า ที่รัฐบาลไทยต้องจัดการอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และมีหลายมิติ ทั้งการเจรจาทางการทูต การเยียวยาผู้ส่งออก และการปรับยุทธศาสตร์การค้าในระยะยาว
ต่อไปนี้คือข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ
1. เร่งเจรจาทางการทูตและการค้า (Emergency Trade Diplomacy)
1.1 ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเจรจากับสหรัฐฯ ใช้ช่องทาง รัฐมนตรีพาณิชย์-เอกอัครราชทูต-ทูตการค้า อย่างเร่งด่วน เสนอให้ยกเว้นสินค้าบางประเภท หรือ ผ่อนผันมาตรการสำหรับผู้ที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้า
หารือว่าไทยจะ “เปิดตลาด” อย่างไรในระดับที่เหมาะสม เพื่อแลกกับการทบทวนภาษี (เช่น ลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีในบางหมวดสินค้า/บริการ)
1.2 พิจารณาเจรจาFTAไทยสหรัฐฯ แม้จะเป็นเรื่องใหญ่และใช้เวลานาน แต่การเปิดช่องทางนี้อาจสร้าง “ภาพเชิงบวก” ในการเจรจาผ่อนปรนภาษี
2. ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
2.1 กองทุนเยียวยาผู้ส่งออก ตั้ง “กองทุนช่วยเหลือผู้ส่งออกไปสหรัฐ” ร่วมกับ EXIM Bank หรือ สสว. เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุนหมุนเวียน เงินชดเชยภาษีในระยะสั้น ดอกเบี้ยต่ำสำหรับหาตลาดใหม่
2.2 มาตรการภาษีในประเทศ ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าทดแทนวัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการปรับฐานการผลิต ลดภาษีนิติบุคคล หรือให้ tax credit สำหรับการลงทุนขยายตลาดใหม่
3. กระจายความเสี่ยงหาตลาดส่งออกใหม่อย่างจริงจัง
3.1 ปรับกลยุทธ์ส่งออก “Thailand+1” ผลักดันให้บริษัทไทยใช้โมเดล Joint Venture หรือ OEM ผ่านประเทศที่ มี FTA กับสหรัฐฯ เช่น เม็กซิโก (ผ่าน USMCA) เวียดนาม (ผ่าน CPTPP) ฟิลิปปินส์ (มี GSP บางรายการ)
3.2 เจาะตลาดใหม่เร่งด่วน รัฐควรร่วมมือกับเอกชนในการผลักดันตลาดใหม่ เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา จัดโปรแกรมส่งเสริมการขาย-สร้างแบรนด์อย่างเข้มข้น
4. ส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ เพื่อลดภาษี
4.1 จัดแพ็กเกจสนับสนุนการลงทุนในอเมริกา ส่งเสริมให้บริษัทไทยไปตั้งโรงงาน/ศูนย์กระจายสินค้าในสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี 36% ให้ BOI สนับสนุนด้านการวางแผน/การเงิน/ภาษีแก่ผู้ที่จะลงทุนนอกประเทศ
5. เสริมสร้างความเข้าใจในหมู่ผู้ประกอบการ
5.1 จัดตั้ง “War Room การค้ากับสหรัฐฯ” รวบรวมข้อมูลภาษี, กฎระเบียบ, กลยุทธ์การส่งออกแบบใหม่ให้ SMEs เข้าถึง จัดสัมมนาออนไลน์ + คำแนะนำเฉพาะราย + คอร์สปรับตัว (เช่น ทำแบรนด์เอง, ปรับสูตรต้นทุน)
6. ใช้ช่องทางพหุภาคีและWTOต่อรอง
ใช้สิทธิภายใต้ WTO หากเห็นว่าการขึ้นภาษีเป็น การเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ประสานความร่วมมือกับอาเซียน หรือกลุ่ม G77 เพื่อเจรจาร่วมกับสหรัฐอเมริกาในประเด็นกฎเกณฑ์การค้า
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์
รัฐบาลไทยต้องมองสถานการณ์นี้ว่าไม่ใช่แค่ “วิกฤตเฉพาะหน้า” แต่คือ จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของการค้าระหว่างประเทศ จึงต้องดำเนินการแบบ 2 แนวทางพร้อมกัน
“ดับไฟระยะสั้น” เจรจาผ่อนปรน, เยียวยาผู้ส่งออก, หาตลาดใหม่
“ปรับฐานระยะยาว” สร้างความยืดหยุ่นในการส่งออก, สร้างขีดความสามารถใหม่ในการแข่งขัน
การตั้ง “กองทุนเยียวยาผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี36เปอร์เซนต์ของสหรัฐ” ควรประเมินจาก มูลค่าการส่งออกไปตลาดสหรัฐ และ สัดส่วนกลุ่มเสี่ยง ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้เพียงพอและตรงเป้าหมายโดยมีกรอบการประเมินดังนี้
1. มูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐ (ล่าสุด ปี 2567) มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ: ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท (หรือราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สินค้าหลัก : อิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเลแปรรูป เสื้อผ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ถุงมือยาง ฯลฯ
คาดว่ามี กลุ่มเสี่ยงโดยตรง ประมาณ 40–50% ของยอดส่งออกทั้งหมด ที่จะถูกลดคำสั่งซื้อหรือชะลอการส่ง
2. เป้าหมายของกองทุน เยียวยาความเสียหายระยะสั้น (6–12 เดือน) เช่น เงินทุนหมุนเวียน ชดเชยต้นทุนภาษี ค่าดำเนินการหาตลาดใหม่ ไม่ใช่การชดเชยทั้งหมด แต่เป็นการ “พยุงไม่ให้หยุดกิจการ”
3. วงเงินที่เหมาะสม (ตามสถานการณ์)
เบื้องต้น (Soft Shock) ~30% ของยอดส่งออกไปสหรัฐฯ (~400,000 ลบ.) 5,000–10,000 ล้านบาท ช่วยเหลือเฉพาะ SMEs ที่เปราะบาง
ผลกระทบระดับกลาง (Moderate Shock) ~40–50% ของยอด (~600,000–700,000 ลบ.) 15,000–20,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง SMEs และผู้ประกอบการขนาดกลาง กรณีรุนแรง (Full Impact) มากกว่า 50% ของยอด (~800,000 ลบ. ขึ้นไป) 30,000 ล้านบาทขึ้นไป ใช้ร่วมกับมาตรการ BOI, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภาษี
ข้อเสนอแนะเบื้องต้น
ตั้งกองทุนเฟสแรกจำนวนหมื่นนล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับ EXIM Bank และธนาคารเฉพาะกิจ สามารถ เพิ่มได้ถึง 20,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีการตอบโต้ทางภาษีเพิ่มขึ้น
แนวทางการใช้เงินในกองทุน
– วัตถุประสงค์ สัดส่วนในกองทุน (โดยประมาณ)
– สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 40%
– เงินอุดหนุนการหาตลาดใหม่ / โรดโชว์ 20%
– ชดเชยค่าใช้จ่ายส่งออก (โลจิสติกส์, ภาษีล่วงหน้า) 20%
– พัฒนาเทคโนโลยี/ปรับตัว 10%
– ค่าที่ปรึกษา/อบรม/จับคู่ธุรกิจ 10%