“คลัง” เตรียม Soft Loan 2 แสนล้าน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน อุ้มผู้ได้รับผลกระทบภาษีทรัมป์
"เผ่าภูมิ" ย้ำเกมภาษีทรัมป์ผู้ชนะคือประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งผู้ส่งออกและผู้ผลิตในประเทศต้องสมดุล มองข้อเสนอภาษี 2 เรทเชื่อไทยมีซัพพลายเชนลึกได้เปรียบเวียดนาม เตรียม Soft Loan 2 แสนล้าน และมาตราการการเงิน 1.57 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจรับมือผลกระทบดัน Financial Hub, แก้หนี้ประชาชน, ดึงเม็ดเงินคริปโตฯ และขับเคลื่อน Soft Power
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางการเจรจาภาษีทรัมป์ และมาตรการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในงานสัมมนา “ปลดล็อก อนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก UNLOCKING THAILAND’S FUTURE” จัดโดย อสมท. โดยเน้นย้ำว่า "ผู้ชนะไม่ใช่ประเทศที่ได้เรทที่ต่ำที่สุด แต่ผู้ชนะคือประเทศที่ได้ดีลที่ดีที่สุด ซึ่งดีลที่ดีที่สุดนั้นก็คือประเทศได้อะไรและประเทศเสียอะไร"
นายเผ่าภูมิอธิบายว่า เรื่องของภาษีต้องคำนึงถึง 2 ส่วน คือผู้ส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากภาษีและ สิ่งที่ประเทศจะต้องนำไปแลกเปลี่ยน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ ทั้งสองส่วนนี้จะต้องถูกทำให้เกิดความสมดุล โดยทีมเจรจาของไทยกำลังดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งประเทศ
เจาะลึกภาษีทรัมป์: ไทยได้เปรียบเวียดนาม?
รมช.คลัง ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบดีลภาษีกับประเทศอื่น โดยยกตัวอย่างเวียดนามที่มักถูกมองว่าได้ดีลภาษี 20% แต่ในความเป็นจริง ภาษีเวียดนามแบ่งเป็น 2 เรทคือ 20% และ 40% โดยมีเส้นแบ่งที่ Regional Value Content (RVC) หรือสัดส่วนการผลิตในภูมิภาค หากการผลิตในภูมิภาคเยอะจะเสียภาษี 20% แต่หากเกินเส้นแบ่งนั้นจะเสีย 40% ซึ่งส่วนใหญ่เวียดนามมักจะเสียภาษีในอัตรา 40%
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า หากเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งมีการผลิตและซัพพลายเชนที่ยาวและลึกกว่า นั่นหมายความว่าไทยผลิตโดยใช้ Local Content มากกว่า ดังนั้น"ถ้าเจอเรทเดียวกันเราจะได้เปรียบ เพราะฉะนั้นเวลาดูต้องดูให้ลึกๆ ว่าเวียดนามไม่ใช่เสีย 20% ทั้งหมด" และในการเจรจาของประเทศไทย หากจะต้องมี 2 เรทเช่นกัน ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าเส้นแบ่ง RVC ที่ไทยจะได้รับนั้นอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคงไม่ได้ดูเพียงแค่อัตราภาษีสุดท้ายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณารายละเอียดภายในอีกมาก
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและรับมือผลกระทบ
เพื่อรับมือกับผลกระทบจากภาษีทรัมป์และความผันผวนทางเศรษฐกิจในภาพรวม กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการทั้งทางการเงินและทางการคลัง:
มาตรการทางการเงิน:
- เตรียม Soft Loan วงเงิน 200,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารรัฐ และธนาคารเอกชน เพื่อกระจายเม็ดเงิน
- สำหรับสินเชื่อเดิม จะมีมาตรการ พักหนี้และลดดอกเบี้ย
- สำหรับสินเชื่อใหม่ จะเชื่อมโยงกับ Soft Loan และมีสินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ หาตลาดใหม่ๆ โดยใช้โครงสร้างสินเชื่อและภาษีในการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจ
มาตรการทางการคลัง:
มีงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาทโดย ครม.ได้อนุมัติไปแล้ว 115,000 ล้านบาทในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน
เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำให้ภายในประเทศแข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ โดยจะเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กและกระจายตัว ในด้านคมนาคมและการชลประทาน เพื่อสร้างการจ้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจ
เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์พลิกฟื้นประเทศ
นอกจากมาตรการเฉพาะหน้าแล้ว รัฐบาลยังคงเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สำคัญหลายประการ:
- Financial Hub (ศูนย์กลางทางการเงิน): รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน โดยธรรมชาติแล้ว เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ประเทศที่มีผลตอบแทนสูง ทำธุรกิจได้ง่าย และมีกฎหมายที่เอื้ออำนวย ซึ่งขณะนี้กำลังร่างกฎหมายใหม่และสร้างองค์กรเพื่อกำกับดูแล ออกใบอนุญาต และสนับสนุน Financial Hub ทั้งระบบ โดย ครม. ได้อนุมัติหลักการและส่งเข้าสภาเพื่อเป็นวาระแรกแล้ว
- แก้หนี้ประชาชนทั้งระบบ: รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบที่ต้องรีบกำจัดและดึงเข้ามาในระบบ ผ่านโครงการต่างๆ ที่กระทรวงการคลังจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทยดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ
- ดึงเม็ดเงินใหม่ๆ: รัฐบาลกำลังศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับ คริปโตเคอร์เรนซี เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือนักลงทุนต่างชาติสามารถนำมาใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกต่างๆ ที่กำลังจัดทำอยู่
- Soft Power: นายเผ่าภูมิกล่าวว่า Soft Power เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดัน เพราะคนไทยมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่จำนวนมาก แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ถูกดึงออกมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ การดึงศักยภาพเหล่านี้ออกมาคือการสร้าง เม็ดเงินมหาศาล ที่ซ่อนตัวอยู่ และจะเป็นการสร้างเม็ดเงินใหม่ๆ ให้กับประเทศ