“พิชัย” รับภาษีทรัมป์ ทำศก.ไทยสะดุดนาน 2 ปี สั่งแบงก์รัฐลดกำไร-ดอกเบี้ยช่วยภาคธุรกิจ
พิชัย รับภาษีทรัมป์ ทำศก.ไทยสะดุดนาน 2 ปี สั่งแบงก์รัฐลดกำไร-ดอกเบี้ยช่วยภาคธุรกิจ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 68 14:54 น.
รมว.คลัง ยอมรับผลกระทบภาษีทรัมป์ ทำเศรษฐกิจไทยสะดุดนาน 2 ปี ห่วงภาคส่งออกหนักสุด พร้อมสั่งแบงก์รัฐ ลดกำไรจากการทำธุรกิจ-จัดสรรงบ ทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดดอกเบี้ย ช่วยเหลือผู้ประกอบการ
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการประชุมมอบนโยบายสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยภาคธุรกิจรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล ว่า การเรียกประชุมสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในครั้งนี้ เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ประเมินว่า ผลกระทบครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยสะดุดอย่างน้อย 2 ปี โดยเฉพาะภาคการส่งออก
ไทยจะได้รับผลกระทบไม่มากไปกว่าประเทศอื่น แต่หากเตรียมมาตรการรองรับได้ดีก็อาจจะได้ประโยชน์ โดยประเมินว่า เบื้องต้นเศรษฐกิจไทยจะสะดุดไปอย่างน้อยประมาณ 2 ปีนายพิชัย กล่าว
ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเร่งพิจารณาใน 2 ส่วน คือ 1. ให้ช่วยผู้ส่งออกโดยตรงที่ได้รับผลกระทบ 2. ให้พิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือไปถึงคู่ค้าของผู้ส่งออก หรือกลุ่มซับพลายเชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยอยากให้เข้าไปดูแลช่วยเหลือว่ามีธุรกิจส่งออกอะไรบ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐฯ รวมไปถึงธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่อาจจะทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ
อยากให้แต่ละแบงก์รัฐดูตามหน้าที่ของตัวเองว่าจะเข้าไปช่วยเหลืออะไรได้บ้าง โดยรัฐก็จะมีมาตรการเสริมเข้ามาช่วยด้วย ทั้งส่วนของงบประมาณ มาตรการต่างๆ รวมถึงนโยบายที่จะเข้าไปเติมเศรษฐกิจ นอกจากการหารือในวันนี้่ที่ต้องการเน้นในการให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกเป็นหลักแล้ว ก็อยากให้มองแนวทางการให้ความช่วยเหลือไปยังกลุ่มเอสเอ็มอีด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวนายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวว่า ในระยะต่อไปจะหารือถึงผลกระทบกับกลุ่มแรงงานว่าจะสามารถรักษาตำแหน่งงานไว้ได้หรือไม่จากผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการหารือในการประชุมรอบต่อไป (เฟส2)
สำหรับที่ผ่านมาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้ให้ความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูง ผ่านการดำเนินการ 2 ส่วน คือ การปรับโครงสร้างหนี้ และการซื้อหนี้ ผ่านการจัดตั้ง AMC ซึ่งได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว ทำให้หนี้ครัวเรือนไทยปรับลดลงมา โดยล่าสุดหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 90% ต่อจีดีพี และในการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันที่ 19 พ.ค. นี้ คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยจะลดลงมาอยู่ที่ 86% ของจีดีพี เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจไทยใหญ่ขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) อยู่ 1.2 ล้านล้าน คิดเป็น 65% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด คิดเป็น 5.4 ล้านราย เป็นหนี้เสียที่มูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท คิดเป็น 3 ล้านราย โดยในส่วนนี้ธนาคารออมสินได้ดำเนินการแก้ไขไปแล้ว 5.4 แสนราย และมีแผนจะแก้ไขอีก 4 แสนราย ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้แก้ปัญหาในส่วนนี้ไปแล้ว 2.5 แสนราย และมีแผนจะทำเพิ่มอีก 7 หมื่นราย ตรงนี้จะช่วยทำให้หนี้เสียในส่วนนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจำนวนวงเงินจะลดลงไม่เยอะ คิดเป็น 10% ของ NPL
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไป คือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหนี้เสีย (NPL) โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ที่ผ่านมาสถาบันการเงินก็ได้มีการเข้าไปคุยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ยกและลดหนี้ให้
***รัฐผุดมาตรการอุ้มภาคธุรกิจ สั่งแบงก์รัฐลดกำไร-ใส่งบช่วยเหลือผู้ประกอบการ-ลดดอกเบี้ย
นายพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่รัฐบาลโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายกระทรวงการคลังให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือภาคธุรกิจไทย ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาเป็นการเร่งด่วนนั้น กระทรวงการคลังจึงมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่ง ปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน โดยการลดเป้าหมายกำไรจากการทำธุรกิจ เพื่อจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณมาจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่งอยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการตามนโยบาย
สำหรับโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยธนาคารออมสิน ที่กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขแตกต่างจากสินเชื่อ Soft Loan โครงการอื่น เนื่องจากมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการชัดเจน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา 2.ธุรกิจ Supply Chain และ3.ธุรกิจผู้ผลิตสินค้าที่ต้องมีการแข่งขันสูงกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ตลอดจนผู้ประกอบการ SMEs ในภาพรวม และสถาบันการเงินของรัฐอื่นเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรม และภาคอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงออกมาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลต่อผู้ส่งออกและธุรกิจ SMEs/Supply Chain อย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะความผันผวนที่ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กล่าวได้ว่ากลไกสถาบันการเงินของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ผ่านการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติ เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 7 แห่งประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
รายงาน โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ