โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เกาหลีใต้ภายใต้ ปธน. ‘อี แจ-มยอง’ ยุคทองรอบสองของวัฒนธรรม Hallyu

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 00.51 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 06.49 น.

ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของเกาหลีใต้เริ่มแผ่ว เพราะปัญหาประชากรและการเติบโตที่ชะลอตัว"ฮันรยู" (Hallyu) หรือคลื่นความนิยมเกาหลีจากป็อปคัลเจอร์ต่างๆ กลับไม่เคยหยุดโต และตอนนี้มันกำลังเข้าสู่ “ภาคต่อ” ที่น่าตื่นเต้นภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่ “อี แจ-มยอง”

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดกลายเป็นอีกหนึ่งเวทีโชว์ K-pop เพราะทั้งสองพรรคใหญ่ต่างหยิบยกเอาเพลงฮิตมาใช้เป็นอาวุธลับในการปลุกพลังคนดู คนฟัง และคนลงคะแนน สร้างบรรยากาศงานหาเสียงให้เป็นเหมือนงานแฟนมีตขนาดย่อม

ฝั่งพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ของอี แจ-มยอง ส่งทีม “Shouting Korea” จำนวน 48 คน ตระเวนทั่วประเทศด้วยรถหาเสียงเคลื่อนที่ เน้นจัดกิจกรรมตามถนนใหญ่-ย่านที่มีคนพลุกพล่าน ใช้เพลงป๊อปยุค 90s ที่คนทุกเจนร้องตามได้ มาผสมกับโชว์เต้น จนบรรยากาศหาเสียงดูไม่ต่างจากมินิคอนเสิร์ต

หลังผลเลือกตั้ง ทันทีที่มีการประกาศผลว่า อี แจ-มยอง ชนะขึ้นแท่นเป็นประธานาธิบดี หุ้นของบริษัทบันเทิงเกาหลีอย่าง YG, Studio Dragon และKidariStudio พุ่งขึ้นทันตา เพราะคำมั่นว่าจะ “เพิ่มงบประมาณด้านวัฒนธรรม” และ “ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี” แก่อุตสาหกรรมนี้ เขาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะดันการส่งออกวัฒนธรรมให้ไปแตะ 50 ล้านล้านวอนภายในปี 2030 (มากกว่า 3 เท่าของตัวเลขในปี 2023)

นอกจากวงการ K-entertainment แล้ว อี แจ-มยอง ระบุว่าเว็บตูน อาหาร เครื่องสำอาง แฟชั่น และe-Sports จะกลายเป็นเสาหลักของ “K-culture Economy” ชุดใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือหนึ่งในฐานรากของเศรษฐกิจชาติ

นโยบายของอี แจ-มยอง ต่ออุตสาหกรรมบันเทิงไม่ได้หยุดอยู่แค่คำสวยๆ เพราะเริ่มเห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับค่ายเพลง ค่ายละคร และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง การตั้งกองทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชนเพื่อพัฒนา IP คอนเทนต์ ไปจนถึงการดัน K-content ขึ้นเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของประเทศ เคียงบ่าเคียงไหล่อุตสาหกรรมอย่าง AI กับเซมิคอนดักเตอร์

ทั้งหมดนี้ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงตลาดหุ้นแบบทันตาเห็น นักลงทุนที่เคยถอยห่างช่วงเศรษฐกิจโลกซึมๆ กลับเข้ามาแห่ซื้อหุ้นบริษัทบันเทิงกันอีกรอบ เพราะมองออกแล้วว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่โดนผลกระทบจากสงครามการค้า มีโอกาสทำกำไรได้ยาว และที่สำคัญคือกระแสของ K-pop และซีรีส์เกาหลียังมาแรงทั่วโลกแบบไม่มีทีท่าจะตก

นอกจากนี้ รัฐบาลชุดใหม่ก็เริ่มลงมือแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน ไม่ว่าจะเป็นความไม่มั่นคงของแรงงานในวงการ ความล้าหลังของกฎหมายลิขสิทธิ์ หรือการที่แพลตฟอร์มท้องถิ่นสู้เจ้าใหญ่ระดับโลกอย่าง Netflix ยังไม่ได้

อีกประเด็นที่น่าจับตามองไม่แพ้เรื่องงบประมาณ ก็คือแนวนโยบายต่างประเทศที่หลายฝ่ายมองว่า “ยืดหยุ่นและปฏิบัตินิยม” มากกว่าท่าทีแข็งกร้าว ซึ่งจุดนี้เองทำให้หลายคนเริ่มมีความหวังว่า “Hallyu Ban” หรือคำสั่งห้ามคอนเทนต์เกาหลีแบบไม่เป็นทางการที่จีนใช้มาตั้งแต่ปี 2016 อาจจะถูกยกเลิกในไม่ช้า เพราะบรรยากาศความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้เริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

บรรดาค่ายบันเทิงเกาหลีก็ไม่รอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา เริ่มเดินเกมรุกไปก่อนแล้ว อย่าง HYBE (ค่ายของ BTS) ได้เปิดบริษัทลูกในปักกิ่ง ขณะที่ Tencent จากฝั่งจีนก็เข้ามาซื้อหุ้นSM Entertainment จนขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง รองจาก Kakao กลุ่มทุนเกาหลี แม้จะมีเสียงเตือนเรื่องทุนจีนและอิทธิพลต่างชาติ แต่หลายฝ่ายก็มองว่า นี่อาจเป็นจังหวะทองในการรีเทิร์นสู่ตลาดจีนที่ใหญ่โตมหาศาล มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคน

ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเกาหลีใต้มีศักยภาพในการปรับตัวและลุกขึ้นใหม่จากทุกวิกฤต แต่สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินในครั้งนี้ คือผู้นำทางการเมือง จะสามารถนำพาประเทศไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางวัฒนธรรมและนวัตกรรม” บนเวทีโลกต่อไปอย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...