โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ครม. ไฟเขียวกฎหมาย “โซลาร์เซลล์” ปลดล็อก “บ้าน-ธุรกิจ” ติดแผงผลิตไฟใช้เอง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 10.11 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ก.ค.) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. …. หรือกฎหมาย “โซลาร์เซลล์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองได้อย่างสะดวก ลดภาระด้านพลังงานของประเทศ และจากราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน

ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจเผชิญอยู่ เช่น ความล่าช้าในกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง ระบบราชการที่ซ้ำซ้อน รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ โดยเฉพาะการจดแจ้งหรือขอยกเว้นการติดตั้งเพื่อใช้เอง ซึ่งยังไม่มีระบบรองรับอย่างเป็นระบบในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานจัดทำแผนการออกกฎหมายลำดับรอง พร้อมกรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

1.การแจ้งติดตั้งแทนการขออนุญาต กำหนดให้ผู้ประสงค์ติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อใช้ในที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ ต้องแจ้งต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐอื่นอีก

2.การใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ติดตั้งเท่านั้น กำหนดให้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก Solar Rooftop ใช้เฉพาะในพื้นที่ที่ติดตั้งเท่านั้น ไม่สามารถจำหน่ายหรือส่งผ่านไปยังพื้นที่อื่น

3.การจัดการซากอุปกรณ์หลังหมดอายุการใช้งาน กำหนดให้มีระบบติดตามและจัดการซากอุปกรณ์ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน

4.การกำกับดูแลโดยเจ้าพนักงาน ให้อำนาจเจ้าพนักงานในการตรวจสอบและติดตามการติดตั้งอุปกรณ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

5.บทลงโทษในกรณีฝ่าฝืน กำหนดโทษทางกฎหมายสำหรับการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของ พ.ร.บ. เพื่อคุ้มครองสาธารณะและรักษามาตรฐาน

นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 55,707 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ ซึ่งรวมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลิตไฟฟ้าเองเพียงร้อยละ 29 ส่วนที่เหลือร้อยละ 71 มาจากการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนและการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนต้นทุนค่าไฟที่สูง และประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนมากกว่าจาก กฟผ.

โดยการผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐและประชาชน แต่ยังลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ลดดุลการค้าระหว่างประเทศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดตามนโยบาย Green Economy

ขณะที่กระทรวงการคลัง เห็นว่า ควรมีการกำหนดกลไกและแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานสามารถเข้าถึงข้อมูลปัจจุบันเกี่ยวกับการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรกำหนดให้มีระบบตรวจสอบที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าการเชื่อมต่อระบบอุปกรณ์เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าจะเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้

กระทรวงมหาดไทย แสดงความเห็นว่า การกำหนดให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในที่อยู่อาศัยไม่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินในบางพื้นที่ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดทำและวางผังเมืองในแต่ละท้องที่

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้มีการทบทวนบทลงโทษในร่างกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับระดับความร้ายแรงของการกระทำผิด และควรเพิ่มเติมหลักการและกลไกในการบริหารจัดการซากอุปกรณ์ Solar Rooftop อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน

ทั้งนี้ หลัง ครม.มีมติอนุมัติหลักการแล้ว จะส่งร่าง พ.ร.บ. ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมให้กระทรวงพลังงานยกร่างกฎหมายลำดับรองต่อไป โดยรับฟังข้อเสนอของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...