โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

5เดือนแรก-ครึ่งปีหลังสารพัดปัจจัยรุมเร้าฉุดอสังหาฯ ทรุดยาว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 16.57 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 23.46 น.

ปี2568 ผ่านมา 5 เดือน ซึ่งเพียงพอที่จะเห็นถึงความเป็นไปได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวซึ่งอาจจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แตกต่างจากการของหลายฝ่าย ที่คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2568 มากกว่าปี 2567และต้องปรับประมาณการกันใหม่

แผ่นดินไหว-ภาษีทรัมป์-จีนหาย

เนื่องจากประเทศไทยยังเจอกับปัจจัยลบค่อยข้างมากทั้งภายใน และภายนอกประเทศ รวมไปถึงปัจจัยใหม่ๆ ที่เข้ามามีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะปัจจัยจากภายนอกประเทศที่มีผลต่อการส่งออกซึ่งเป็น 1 ในรายได้หลักของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของกำแพงภาษีที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ปัจจัยลบอีกอย่าง คือ การลดลงของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วจากข่าวไม่ดีเกี่ยวกับประเทศไทยในเรื่องของความปลอดภัย เช่น การหลอกลวง การลักพาตัว เหตุการณ์แผ่นดินไหวแล้วมีปัญหาเรื่องตึกถล่ม และคอนโดมิเนียมในประเทศไทยหลายแห่งประสบปัญหา แม้ว่าในความรู้สึกคนไทยแล้วอาจจะไม่มีอะไรแค่เหตุการณ์จากภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ภาพข่าวที่ออกไปสู่ประเทศอื่นๆนั้นน่ากลัว

ทำให้คนจีนส่วนหนึ่งเลือกไปประเทศอื่นๆ แทนประเทศไทย แน่นอนว่าการลดลงของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนมีผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยแน่นอน เพราะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอื่นๆ

อีกทั้งยังมีผลต่อเนื่องไปยัง “ตลาดคอนโดมิเนียม” ด้วยเช่นกัน อาจจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป และเอเชียอื่นๆ เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นแต่อาจจะยังไม่สามารถทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้ จำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 14,362,694 คนลดลงจาก 5 เดือนแรกของปี2567 ประมาณ 2.7% ปัจจัยหลักคือการลดลงของชาวจีนที่ลดลงไปประมาณ 32.7% จากปีที่แล้วหรือหายไปประมาณ 1 ล้านคน

สุรเชษฐ กองชีพ

มรสุมการเมือง-ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

ปัญหาการเมืองภายในประเทศที่มีข่าวไม่ดี หรือข่าวลือออกมาเสมอๆ ว่าอาจจะอยู่ไม่ครบวาระ รวมไปถึงปัญหากับประเทศกัมพูชา และปัญหาอื่นๆ ที่กลายเป็น 1 ในเป้าให้ทั้งสังคมรวมไปถึงนักการเมืองนำมาเป็นจุดโจมตีได้โดยง่าย ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่หรือสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปในระยะยาว

ดังนั้น นโยบายหรือมาตรการจากรัฐบาลจึงอาจจะดูไม่ต่อเนื่อง ติดขัด หรือไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ ณ ปัจจุบันของประเทศไทย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากการแจกเงิน 10,000 บาทแล้วไม่มีอะไรที่คาดหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมได้

กำลังซื้อหด -มาตรการรัฐช่วยได้เฉพาะกลุ่ม

มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยของรัฐบาลที่ออกมาไม่ได้มีผลบวกอะไรมากนัก เพราะเป็นมาตรการเดิมที่เคยออกมาเมื่อปีที่แล้ว แต่อาจจะดีสำหรับผู้ซื้อบางกลุ่มที่ไม่ได้จำเป็นต้องขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน เพราะช่วงเวลาเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกประกาศยกเว้นมาตรการ LTV เช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้คนที่ต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจจะต้องการซื้อมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบ 100% ซึ่งการยกเว้น LTV จะช่วยกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อกลุ่มนี้มากขึ้น

ปัญหาใหญ่ในประเทศไทยอีกอย่าง คือ กำลังซื้อของคนไทยลดลง ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องจากช่วงโควิด-19 เพราะช่วงเวลานั้นคนไทยใช้เงินเก็บ เงินในอนาคตจากการใช้สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิตต่างๆ รวมไปถึงสินเชื่อนอกระบบกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อกำลังซื้อของคนไทย ภาระหนี้สินจากสินเชื่อประเภทต่างๆ ของคนไทยและครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจจะลดลงบ้างในบางไตรมาสเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศ แต่สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนไทยเมื่อเทียบกับ GDP ยังสูงถึง 88% ณ สิ้นปี 2567

หนี้ครัวเรือนตัวแปร-แบงก์เข้มสินเชื่อ

ปัญหาเรื่องของหนี้สินครัวเรือนในประเทศไทยเป็น 1 ในปัญหาสำคัญที่มีผลต่อการใช้จ่ายต่างๆ ของคนไทย โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เช่น การซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นการสร้างภาระหนี้สินระยะยาว เพราะคนไทยเกือบ100% ซื้อที่อยู่อาศัยโดยใช้สินเชื่อธนาคารในการโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้น เมื่อคนไทยยังไม่มั่นใจในภาวะการเงินและการทำงานของตนเอง การซื้อที่อยู่อาศัยอาจจะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือว่าเรื่องที่จำเป็นมากนักในภาวะแบบนี้ แม้ว่าที่อยู่อาศัยจะเป็นสิ่งจำเป็นก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นแบบนี้ การชะลอซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย มองว่า การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยของผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงที่ผ่านมา กลายเป็นปัญหาอีกอย่างที่มีผลต่อการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยแบบชัดเจนที่สุด เพราะสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการพิจารณา

สินเชื่อที่อยู่อาศัยมาก ซึ่งเป็นแบบนี้ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาความเข้มงวดนี้สร้างผลกระทบให้กับผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยเพื่อขายค่อนข้างมาก เพราะเงินจำนวนในสัดส่วนที่มากที่สุดที่จะโอนเข้าผู้ประกอบการจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ และถ้าผู้ซื้อไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ทั้งจากเรื่องการขอ

สินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เงินในสัดส่วนที่มากที่สุดนั้นก็จะไม่เข้าสู่ระบบการเงินของผู้ประกอบการ และแน่นอนว่าถ้าการโอนกรรมสิทธ์ที่อยู่อาศัยไม่สามารถเกิดขึ้นได้เป็นจำนวนมากจะส่งผลกระทบโดยตรงแน่นอนกับผู้ประกอบการเพราะเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการจะมีผลปัญหา ซึ่งจากการที่ผู้ประกอบการหลายรายออกมาเปิดเผยถึงสัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยของผู้ซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของพวกเขาก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาถึงได้ผล

กระทบ เพราะสัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงที่ผ่านมามากถึง 60 - 70% บางโครงการอาจจะมากกว่านี้ และการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นได้กับที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา แต่อาจจะมีสัดส่วนมากกว่าในระดับราคาตํ่ากว่า 3 ล้านบาทลงไป เพราะกลุ่มนี้มีสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนค่อนข้างมาก และมีปัญหาเรื่องของเครดิตบูโรมากกว่ากลุ่มผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาอื่นๆ

สถาบันการเงินมีความกังวลในเรื่องของการผ่อนชำระหนี้สินทั้งในส่วนของหนี้ครัวเรือนอื่นๆ และหนี้สินที่อยู่อาศัยเพราะจากข้อมูลล่าสุดของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในไตรมาสที่ 1 ปี2568 หนี้ครัวเรือนในระบบเครดิตบูโรมีมูลค่ารวมถึงประมาณ 13.5 ล้านล้านบาท โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีจำนวนมากถึง 5.2 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 38.5% และ

หนี้ครัวเรือนในกลุ่มของที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% จากปีก่อนหน้านี้ และจำนวนบัญชีหนี้เสียในกลุ่มที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นขึ้นเป็น 156,644 บัญชี โดยปรับเพิ่มขึ้นมาประมาณ 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนในกลุ่มที่อยู่อาศัยและหนี้เสียของกลุ่มที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงกดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้มากขึ้นอีก ซึ่งจะสวนทางกับความต้องการของผู้ประกอบการ และผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่ด้วยสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งมีสถาบันการเงินเป็น

ผู้ควบคุมเกมหรือการขยายตัวของตลาดที่แท้จริงคงยากที่สถาบันการเงินจะผ่อนคลายเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยในภาวะที่หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียในกลุ่มที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นแบบนี้

ชะลอเปิดโครงการ

ผู้ประกอบการโครงการที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ในปี2568 เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ การตัดสินใจเปิดขายโครงการใหม่ลดลงเพื่อเป็นการลดการลงทุนใหม่ แต่ไปเน้นการขายและโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่สร้างเสร็จแล้วหรือพร้อมโอนกรรมสิทธิ์มากกว่าเพื่อที่จะได้รายได้เข้ามาหมุนเวียนมากขึ้น

โดยอาศัยการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนองกับการยกเว้น LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจและรีบตัดสินใจซื้อ รวมไปถึงที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้เป็นที่อยู่อาศัยที่ใช้ต้นทุนก่อสร้างเดิม ซึ่งผู้ประกอบการพยายามนำเสนอเรื่องนี้กันหลายรายเพราะที่อยู่อาศัยที่เปิดขายปีนี้หรือหลังจากนี้มีราคาขายที่มากขึ้น ไม่ตํ่ากว่า 5-10% โครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วงหลังจากแผ่นดินไหวเป็นต้นมาส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เป็นอาคาร 7-8 ชั้น และบางโครงการมีการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเรื่องของการออกแบบโครงสร้างเพื่อรับแผ่นดินไหว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีมีเพียงเรื่องของ EIA เท่านั้น

ช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาน่าจะทำให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปี2568 เป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังและจับตามองต่อเนื่อง เนื่องจาก ปัจจัยลบในตลาดและสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยมีมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าหลายปัจจัยคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ หรือเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,104 วันที่ 12 - 14 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...