เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ปริศนา ‘เอกสารเถื่อน’ รวมไทยสร้างชาติ
เกิดอาการฝีแตกอีกครั้ง หลังร่องรอยความขัดแย้งปะทุขึ้นใน "พรรครวมไทยสร้างชาติ" (รทสช.) เป็นระยะๆ ในที่สุดเมื่อคืนวันที่ 9 มิ.ย. มีรายงานว่า 21 สส.พรรค รทสช. นำโดย "นายสุชาติ ชมกลิ่น" สส.บัญชีรายชื่อ และรมช.พาณิชย์ ลงนามในหนังสือถึง "น.ส.แพทองธาร ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เรื่องข้อเสนอการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัดส่วนของพรรค รทสช. โดยในเนื้อหาของหนังสือตอนหนึ่งระบุว่า รัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค รทสช. ยังขาดความรู้ความสามารถในการบริหารงาน รวมถึงการผลักดันนโยบายและการสร้างผลงานของรัฐมนตรี ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจากพรรค รทสช. โดยเฉพาะในกรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งปรากฏเป็นข่าวในหลายกรณี อันอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อรัฐบาลโดยรวม กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายการกระทำอันขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 186 และ 184 ซึ่งว่าด้วยการใช้อำนาจแทรกแซงการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรอิสระที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ตลอดจนประเด็นที่อาจเข้าข่ายการกระทำอันขัดต่อ รธน. มาตรา 219 ซึ่งว่าด้วยการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันอาจส่งผลต่อสถานภาพและคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
นั่นหมายความว่ามีผลกระทบกับ "นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" รองนายกฯ และรมว.พลังงานในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช. และ "นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ" รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช. ไปเต็มๆ ขณะที่ "นายวิชัย สุดสวาท" สส.ชุมพร พรรครทสช.โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ในฐานะตัวแทนของ สส. ทั้งสามเขตของ จ.ชุมพร ขอยืนยันว่า พวกเราไม่เคยลงชื่อในหนังสือถึงนายกฯ ให้ปรับ ครม.ในสัดส่วนของพรรค รทสช. ที่ปรากฏตามข่าว เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง
ด้าน "นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์" รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช. กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่เอกสารรายชื่อ 21 สส.พรรค รทสช. ขอปรับ ครม.ว่า เป็นเอกสารจริงหรือไม่ ไม่ทราบว่ามีการยื่นเอกสาร ไปถึงนายกฯ จริงหรือไม่ มีหลายข้อพิรุธ สส. หลายท่านออกมาปฏิเสธ สส.ชุมพร 3 คน ที่บอกว่าไปในพื้นที่แล้วถูกคนด่า ทำให้คนเข้าใจผิด ก็ต้องรีบออกมาชี้แจง เรื่องที่ 2 คือ เรื่องเนื้อความเขียนว่า รมต.ของพรรค รทสช.ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ขาดจริยธรรม ลงชื่อโดย "นายสุชาติ ชมกลิ่น" รมช.พาณิชย์ กำลังด่าตัวเองอยู่ว่าไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ และขาดจริยธรรม ก็ต้องไปถามนายสุชาติว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อีกทั้งหลายลายเซ็นไม่ตรงกับลายเซ็นที่ใช้ในเอกสารราชการ มีคนออกมาปฏิเสธไม่ต่ำกว่า 5 คน นี่มันเอกสารเถื่อนแล้ว
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ขอเตือน หากมีการกระทำความผิดต่อข้อบังคับร้ายแรง เช่น การฝักใฝ่พรรคการเมืองอื่น ผิดจริยธรรมร้ายแรง บิดเบือนเอกสาร และปลุกปั่นความแตกแยกภายในพรรคเพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลทำให้ขาดสมาชิกภาพ ขอให้ไปอ่านดูดีๆ เมื่อถามว่า นายสุชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ขอให้ไปถามเจ้าตัวเอง เพราะขณะนี้ยังไม่รับสายตนเองเลย จึงไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร
ฝากบอกนายสุชาติให้รับสายตน ให้คุยกันแบบลูกผู้ชาย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาก็ดีกัน แต่มาเกิดอะไรขึ้นแบบนี้ตนสงสัย จึงไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า มองปรากฏการณ์นี้อย่างไรกับภาพรับประทานอาหารและเอกสารหลุด นายเอกนัฏ กล่าวว่า เตรียมใจไว้แล้ว ตนเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอ เขาก็ต้องใช้ทุกวิธีในการจัดการ เชื่อว่ามีคนที่ขาดผลประโยชน์ที่กำลังสร้างเรื่องนี้ ให้เกิดความแตกแยกเชื่อเรื่องนี้ เป็นหน้าที่สื่อมวลชนไปตามหาข้อเท็จจริงสาวลึกลงไปให้ได้ว่า บุคคลที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้เป็นใคร ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าคือใคร
ต้องรอดูว่า ปัญหาความขัดแย้งของพรรค รทสช. จะจบลงอย่างไร โดยเฉพาะคำแจงจาก "นายสุชาติ ชมกลิ่น" รมช.พาณิชย์ จะกล้าออกมายืนยันหรือไม่ ว่า หนังสือที่ยื่นให้นายกฯ ขอเสนอให้ปรับ ครม. เป็นเอกสารจริง ไม่ใช่ทำปลอมขึ้นมา
อีกเรื่องที่เป็นประเด็นร้อน หลังมีข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ป.ป.ช.ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน รับเรื่องให้ไต่สวนการทุจริตแผนการใช้งบประมาณโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2568 ด้าน "นายจิรายุ ห่วงทรัพย์" โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ มีข้อสั่งการในการประชุม ครม. ว่าในการจัดทำโครงการต่างๆ และการพิจารณางบประมาณขณะนี้ ซึ่งมีการพิจารณางบประมาณที่สำคัญในหลายส่วน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้มีมติรับหลักการวาระ 1 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ไปแล้ว เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.)
ทั้งนี้ ในส่วนของงบกลางปี 2568 สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ รวมถึงงบกลางต่าง ๆ ที่แต่ละกระทรวงได้เสนอมา และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณนั้น นายกฯ ได้กำชับให้ทุกกระทรวงมีการพิจารณางบประมาณและโครงการที่เสนอของบประมาณด้วยความละเอียดรอบคอบ ตลอดจนผ่านการพิจารณาและกลั่นกรองอย่างถี่ถ้วน จากสำนักงบประมาณและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 144 ของ รธน. ที่บัญญัติไว้ว่า "การกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ สส. สว. หรือ กมธ. มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้" ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการต่าง ๆ ที่ผ่านการอนุมัติของ ครม. เป็นไปด้วยความรอบคอบ ถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกฎหมาย
เรื่องการตรวจสอบงบประมาณ ถือเป็นหน้าที่ของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ยิ่งมีคนไปร้องให้ตรวจสอบ หากพบความผิดปกติ ย่อมส่งผลกระทบกับฝ่ายบริหาร ยิ่งถ้าหากมีปัญหาเรื่องทุจริต เรื่องจะลุกลามบานปลายใหญ่โต
ถูกจับตามอง การประชุมคณะกรรมการแพทยสภาในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ โดยหนึ่งในวาระสำคัญคือ การพิจารณามติที่ลงโทษแพทย์ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษจะเข้ารวมประชุมด้วย ด้าน "ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี" กรรมการแพทยสภา ให้ความเห็นว่า มีสิทธิเข้าประชุมได้ แต่ในช่วงการโหวต จะให้นายสมศักดิ์ออกจากห้องประชุม ซึ่งส่วนตัวไม่กดดัน เพราะพูดไปตามความจริง ว่าตามเอกสาร ทั้งนี้ประเด็นที่นายสมศักดิ์วีโต้มติแพทยสภา เห็นว่าไม่ตรงกับที่อนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจ ชงเรื่องขึ้นไป ตัวอย่างที่มีการวีโต้ ผู้ถูกร้องคนที่ 2 ว่า ทางแพทยสภาไม่ได้ดูเรื่องกฎเกณฑ์ของราชทัณฑ์ อย่างน้อยก็ควรจะเขียนด้วยว่า ณ ขณะนั้น เวลา 5 ทุ่ม ผู้ป่วยมีอาการอะไรบ้าง เพื่อให้หมอ รพ.ปลายทางรู้ ว่าเป็นอะไร แต่กลับไม่มีเลย ทำให้กรรมการแพทยสภาเห็นว่า ต้องว่ากล่าวตักเตือนกัน
ศ.นพ.อมร กล่าวว่า คำโต้แย้งของผู้ถูกร้องที่ 3 ซึ่งนายสมศักดิ์ วีโต้กลับมาก็ไม่ตรง ที่ว่า หมอไม่ได้พูดคำว่า "วิกฤติ" ก็จริงที่เขาไม่ได้พูด แต่พูดคำว่า "อาการน่าเป็นห่วง" แพทยสภาเห็นว่า เป็นการให้ข้อมูลไม่ตรง เพราะคนที่พูดเป็นแพทย์ใหญ่ต้องได้รับรายงานอยู่แล้วว่า คนไข้เป็นอย่างไร เนื่องจากแพทย์ที่ดูแลนั้นให้การรักษาอย่างดี จนคนไข้ปลอดภัยแล้ว ดังนั้นแพทย์ใหญ่ต้องได้รับรายงานแล้วว่า คนไข้ปลอดภัยดี แต่กลับบอกว่า ไม่ไหว กระทั่งวันต่อมามีการตรวจก็ไม่ตรงอีก ซึ่งตามข้อบังคับแพทยสภาระบุว่า ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่ให้การที่ไม่ตรงกับความจริง แล้วยังบอกว่าตัวเองไม่ได้ดูคนไข้ แค่บอกว่าไม่ได้ดูคนไข้เอง ก็พูดโกหกแล้ว ส่วนการให้ข้อมูลอาการต้องพูดตามจริง ถ้าพูดตรงกันข้ามไม่ใช่เรื่องของหมอ ทำแบบนี้ไม่ถูก
"เขาไม่ได้พูดว่า วิกฤติ แต่พูดว่าน่ากลัวๆ มาก อย่างนี้ไม่ไหว ซึ่งมันตรงข้ามกับเวชระเบียนที่ออกมา ที่บอกว่าอาการสบายดีขึ้นมาแล้ว ใบรายงานของพยาบาลยังเห็นว่าดีขึ้น ทุกอย่างดูสงบ แต่ทำไมไปบอกอาการตรงกันข้ามเลย ถ้าอย่างนี้ หากคุณหมอพูดสิ่งที่ตรงกันข้าม เท่ากับว่า อีกหน่อยจะพูดอะไรก็ได้ใช่หรือเปล่า ดูทั้ง 2 รายนี้ เห็นว่าที่วีโต้มาก็ไม่ตรงกับประเด็นของเรา สงสัยวันที่ 12 มิ.ย. เขาจะไปคุยอะไรก่อนหรือเปล่า ว่าท่านวีโต้มาไม่ค่อยตรง หรือท่านคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น ดังนั้นตอนคุยกันไปท่านก็คงเข้าได้ แต่ตอนโหวตอะไรคิดว่าท่านไม่น่าเกี่ยว" ศ.นพ.อมร กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้จะมีนักกฎหมายมาดูอีกที ว่าเข้าได้หรือไม่ เพื่อความโปร่งใส ยืนยันว่าการให้นักกฎหมายพิจารณาวันที่ 12 มิ.ย. ไม่ถือว่ากระชั้นชิด กางหลักเกณฑ์เลยว่าเข้าได้หรือไม่ได้
เป็นคำยืนยันของแพทยสภา ซึ่งออกมาระบุว่า "นายสมศักดิ์ เทพสุทิน" รมว.สาธารณสุข วีโต้ไม่ตรงกับอนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจ วินิจฉัยการทำงานของแพทย์ ที่ถูกเสนอให้ลงโทษ คงต้องรอดูมติแพทยสภาจะยืนยันตามมติโดยเสียง 2 ใน 3 ของผู้เข้าประชุม 69 คนได้หรือไม่
"ทีมข่าวการเมือง"