โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

DeepMind พลิกโฉมวงการประวัติศาสตร์ใช้ AI ถอดรหัสจารึกโรมันโบราณ

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 02.54 น.
ภาพไฮไลต์

โปรแกรม Aeneas ที่พัฒนาโดย DeepMind กำลังทำสิ่งที่ช่วยเหลืองานด้านประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ด้วยการคาดเดา พร้อมกับถอดรหัสภาษาละตินโบราณ เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของเหตุการณ์ในอดีต

จักรวรรดิโรมันซึ่งเคยมีความสำคัญในอดีตเพราะจักรวรรดิแห่งนี้เคยสรรค์สร้างระบบสาธารณูปโภค การแพทย์ การศึกษา และถนนหนทางอันเลื่องชื่อแล้ว นอกเหนือจากนั้นแล้วชาวโรมันยังได้ทิ้งจารึกโบราณจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์โดยตรงที่หาค่ามิได้ อย่างไรก็ดี การถอดความต่างๆ พร้อมกับปะติดข้อความที่แตกหัก พร่าเลือนไปตามกาลเวลาถือเป็นเรื่องยากของนักวิชาการมาโดยตลอด

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น เมื่อ DeepMind บริษัทในเครือกูเกิลได้เปิดตัวเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่มีชื่อว่า Aeneas (อีเนียส) หนึ่งในตัวละครที่อยู่ในตำนานปกรณัมกรีก และเป็นผู้วางรากฐานก่อนที่จะเกิดการก่อตั้งกรุงโรมในอีกหลายร้อยปีให้หลัง โดยเครื่องมือนี้มีความสามารถในการวิเคราะห์และคาดการณ์ว่าจารึกละตินโบราณนั้นถูกสร้างขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ พร้อมทั้งเสนอคำที่น่าจะเป็นไปได้เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไปที่เลือนไปตามกาลเวลา

นักประวัติศาสตร์ที่ได้ทดลองใช้งาน Aeneas ยอมรับว่า มันสามารถช่วยงานนักวิชาการได้จริง เพราะมันช่วยให้การค้นหาจารึกอื่นๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจบริบทของข้อความนั้นๆ และยังช่วยเสนอคำศัพท์ที่มาต่อเติมช่องว่างที่หายไปของโบราณวัตถุจากการสึกกร่อนได้ตรงตามหลักวิชาการ

จารึกโบราณคือหนึ่งในหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในโลกยุคเก่าที่สำคัญที่สุด ซึ่งมีตั้งแต่จารึกขนาดใหญ่บนกำแพงอนุสรณ์สถาน ไปจนถึงประกาศจากจักรพรรดิ ข้อความการเมือง กลอนรัก และคำอาลัยบนหลุมศพ สิ่งที่ทำให้จารึกเหล่านี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือการที่มันถูกเขียนขึ้นโดยคนในยุคนั้นเอง จากทุกชนชั้นทางสังคม ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยผู้ชนะ แต่ปัญหาหลักคือจารึกประเภทนี้ ส่วนใหญ่มักแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือถูกกาลเวลาทำลายจนข้อความบางส่วนไม่สามารถอ่านได้ อีกทั้งวัตถุจารึกจำนวนมากยังกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ ทำให้การระบุต้นกำเนิดเป็นเรื่องยากมาก

ยานนิส อัสซาเอล หนึ่งในทีมผู้พัฒนา DeepMind ได้ทำงานร่วมกับนักประวัติศาสตร์เพื่อสร้าง AI ที่จะมาเป็นผู้ช่วยในกระบวนการวิจัยนี้ เบื้องหลังความสามารถของ Aeneas คือการฝึกฝนด้วยฐานข้อมูลขนาดมหึมาที่ประกอบด้วยจารึกที่รู้จักแล้วเกือบ 200,000 ชิ้น รวมเป็นตัวอักษรกว่า 16 ล้านตัว เมื่อป้อนข้อความหรือรูปภาพของจารึกเข้าไป Aeneas จะใช้ข้อมูลที่ได้เรียนรู้มาเพื่อสร้างรายการจารึกอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง โดยไม่ได้เป็นเพียงการค้นหาคำที่เหมือนกัน แต่ AI สามารถระบุและเชื่อมโยงจารึกต่างๆ ผ่านความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่า

ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าสนใจเพราะ Aeneas สามารถระบุได้ว่าจารึกชิ้นนั้นๆ น่าจะมาจาก 1 ใน 62 จังหวัดของอาณาจักรโรมัน และประเมินช่วงเวลาที่สร้างขึ้นด้วยความแม่นยำคลาดเคลื่อนเพียงประมาณ 13 ปีเท่านั้น

ในการทดสอบหนึ่ง Aeneas ได้วิเคราะห์จารึก Res Gestae Divi Augusti ซึ่งเป็นบันทึกความสำเร็จของจักรพรรดิออกุสตุส ปรากฏว่า AI ได้เสนอช่วงเวลาที่เป็นไปได้ 2 ช่วง คือ ทศวรรษแรกก่อนคริสตกาล หรือระหว่างปี ค.ศ. 10 ถึง 20 ซึ่งผลลัพธ์นี้สะท้อนถึงข้อถกเถียงในปัจจุบันของนักวิชาการ อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือการวิเคราะห์แท่นบูชาจากเมืองไมนซ์ในเยอรมนี Aeneas สามารถเผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางภาษาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลจากแท่นบูชาอีกแห่งที่เก่าแก่กว่าในภูมิภาคเดียวกัน

เครื่องมือนี้ไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์ในห้องทดลอง แต่เปิดให้นักวิจัยใช้งานได้จริงแล้วทางออนไลน์

ที่มา: DeepMind

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : DeepMind พลิกโฉมวงการประวัติศาสตร์ใช้ AI ถอดรหัสจารึกโรมันโบราณ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...