โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลังงานสะอาดสหรัฐฯ สะดุด หลังทรัมป์ยกเลิกเงินอุดหนุน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 24 ก.ค. 2568 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

การลงทุนใหญ่ด้านพลังงานสะอาดที่อยู่ในภาวะไม่แน่นอน หลังจากพรรครีพับลิกันตกลงกันเมื่อต้นเดือนนี้ว่าจะเร่งยุติการอุดหนุนพลังงานแสงอาทิตย์และลมในสหรัฐฯ ภายใต้ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับใหญ่ ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยังได้สั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้มงวดมากขึ้นกับการพิจารณาผู้มีสิทธิ์รับสิ่งจูงใจที่ยังเหลืออยู่

บริษัท Bila Solar ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จากสิงคโปร์ ประกาศระงับแผนการเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสองเท่าที่โรงงานแห่งใหม่ในเมืองอินเดียนาโพลิส ขณะที่ Heliene คู่แข่งจากแคนาดากำลังทบทวนแผนตั้งโรงงานเซลล์แสงอาทิตย์ในมินนิโซตา ส่วน NorSun ผู้ผลิตเวเฟอร์เซลล์จากนอร์เวย์ ก็กำลังประเมินว่าจะเดินหน้าโรงงานในเมืองทัลซา รัฐโอกลาโฮมาหรือไม่ เช่นเดียวกับโครงการฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง 2 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่แม้ได้รับอนุญาตแล้วเต็มรูปแบบ อาจไม่มีวันถูกสร้างขึ้น

นโยบายใหม่นี้เป็นการกลับทิศทางตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าดำรงตำแหน่ง โดยนักพัฒนาโครงการ ผู้ผลิต และนักวิเคราะห์กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวจะทำให้การติดตั้งพลังงานหมุนเวียนในทศวรรษข้างหน้าลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงานในภาคการผลิตพลังงานสะอาดที่เกี่ยวเนื่องกัน และอาจทำให้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในสหรัฐฯ แย่ลงไปอีก ท่ามกลางการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งใช้พลังงานสูง

รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลมอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบไฟฟ้าไม่เสถียรและทำให้ราคาสำหรับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างที่ถูกโต้แย้งโดยอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน และไม่สอดคล้องกับข้อมูลในพื้นที่ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เช่น ระบบกริด ERCOT ของรัฐเท็กซัส

ตัวแทนอุตสาหกรรมพลังงานกล่าวว่า โครงการผลิตไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียนหรือฟอสซิล ควรได้รับการสนับสนุนเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ โดยบริษัทที่ปรึกษา ICF คาดว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นถึง 25% ภายในปี 2030 เนื่องจากการเติบโตของ AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งเป็นความท้าทายใหญ่ของอุตสาหกรรมไฟฟ้าหลังจากซบเซามานานหลายทศวรรษ

โครงการ REPEAT ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและบริษัท Evolved Energy Research คาดการณ์ว่า ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 2% ต่อปี และหากมีข้อจำกัดในการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน ซัพพลายไฟฟ้าที่ตึงตัวจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอาจทำให้ค่าไฟของครัวเรือนในปี 2035 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 280 ดอลลาร์ ตามรายงานของโครงการ REPEAT

สาระสำคัญในกฎหมายใหม่

การเร่งยกเลิกเครดิตภาษี 30% สำหรับโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ โดยกำหนดให้โครงการต้องเริ่มก่อสร้างภายใน 1 ปี หรือเริ่มดำเนินการภายในสิ้นปี 2027 เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว จากเดิมที่กำหนดให้เครดิตภาษีมีผลถึงปี 2032 ขณะนี้ ผู้พัฒนาโครงการบางรายกำลังเร่งเดินหน้าโครงการให้ทันช่วงที่ยังได้รับสิ่งจูงใจจากรัฐบาลสหรัฐฯ

เพียงไม่กี่วันหลังจากเซ็นกฎหมาย ทรัมป์ก็สั่งให้กระทรวงการคลังทบทวนคำจำกัดความของการเริ่มต้นก่อสร้างซึ่งอาจล้มล้างแนวปฏิบัติเดิมที่ให้เวลาผู้พัฒนาโครงการถึง 4 ปีในการขอรับเครดิตภาษีหลังจากลงทุนเพียง 5% ของต้นทุนโครงการ โดยกระทรวงการคลังมีเวลา 45 วันในการร่างกฎใหม่

บริษัทผู้ผลิตโซลาร์อีก 5 ราย ได้แก่ T1 Energy, Imperial Star Solar, SEG Solar, Solx และ ES Foundry ต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของกฎหมายใหม่ต่อความต้องการในอนาคตเช่นกัน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแผนการลงทุนในขณะนี้

ตามข้อมูลของ Wood Mackenzie ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งในประเทศ ซึ่งพึ่งพาเครดิตภาษีอย่างมากเพื่อลดต้นทุน โครงการที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือยังไม่ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายมีแนวโน้มสูงที่จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...