โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กฤช เหลือลมัย : อุป่าเนื้อ วิธีเปลี่ยน รสชาติเปลี่ยน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 07.49 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 07.32 น.

อุป่าเนื้อ – เวลาพลิกดูตำรากับข้าวเก่า หรือหนังสือรวมวิธีปรุงอาหารในภูมิภาคต่างๆ ที่เราไม่คุ้นเคย บางครั้งอาจต้องฉงนใจถึงคำกิริยาศัพท์ซึ่งฟังดูแปลกแปร่ง เมื่อพยายามอ่านทำความเข้าใจ คงยิ่งพบว่า ลำพังแค่วิธีปรุงกับข้าว มันก็ช่างมีความแตกต่างกันออกไปมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่ความคุ้นเคยชำนาญของผู้คนแต่ละพื้นที่จริงๆ ชวนให้ตระหนักถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของวัฒนธรรมอาหารในโลกนี้ ซึ่งอาจศึกษาเรียนรู้ เอาแบบอย่าง กระทั่งหยิบยืมใช้เพื่อทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ชนิดไม่รู้จบ

อย่างเช่นในตำรับสายเยาวภาของสายปัญญาสมาคม (พ.ศ.2476) หมวดว่าด้วยความหมายแห่งคำพูดซึ่งเกี่ยวกับการประกอบอาหารโดยอาการต่างกันนั้น มีคำอธิบายกิริยาการ เช่น กลอก เราะ เจียน ซาว เกรอะ ฯลฯ ไว้อย่างชวนให้ทดลองทำ หรือเอาแค่เทคนิควิธีร่วมสมัย ก็มีระบุไว้ในตำรากับข้าวสายภูมิภาค อย่างเช่นอาหารอีสาน ของสำนักพิมพ์แสงแดด ที่แจกแจงถึงประเภทการต้ม แกง อ่อม เอาะ อุ อันเป็นการ “เล่น” กับความร้อนบนเตาไฟ ด้วยสัดส่วนปริมาณน้ำที่ต่างกัน

ผมเคยกินอุหลายครั้งเมื่อไปภาคอีสาน มันเป็นวิธีทำกับข้าวซึ่งมีส่วนประกอบเป็นเนื้อสัตว์และผักอย่างง่ายๆ โดยคลุกเคล้ากับเครื่องตำพริกหอมกระเทียม ปรุงรสเค็มกะให้พอดี ยกตั้งไฟอ่อนจนสุก น้ำเนื้อน้ำผักที่ออกมาเมื่อถูกความร้อนจะสุกพอดี โดยแทบไม่ต้องลงมือทำอะไรระหว่างนั้นเลย ทีนี้ผมมาคิดว่า ถ้าเราเอาวิธีปรุงอุไปปรุงกับข้าวข้ามภูมิภาค ข้ามวัฒนธรรม มันจะเป็นยังไงเช่น เอามาลองทำหมูกระเทียม ทำผัดพริก หรือไม่ก็แกงป่าแบบแห้งๆ

เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยนี้ ผมเตรียมเครื่องปรุงแกงป่าเนื้อแบบครบสูตรที่ผมเคยทำกินบ่อยๆ ประกอบด้วยเนื้อสันวัวติดมันสับละเอียด พริกแกงป่าตำเอง รากกระชายซอย พริกชี้ฟ้าหั่น มะเขือขื่น (ผ่าซีกแช่น้ำ ขูดเอาเมือกสีเขียวติดเนื้อเปลือกด้านในออก เก็บเอาเมล็ดไว้ใช้ด้วย) มะเขือพวงแก่ๆ และใบกะเพราป่าฉุนๆ น้ำมัน น้ำปลานิดหน่อย บางคนอาจชอบใส่เม็ดพริกไทยอ่อน หรือฝักดีปลีสดซอยหยาบๆ บ้างชอบแกงป่าที่ใส่ข้าวเบือ คือข้าวสารแช่น้ำตำละเอียด หรืออาจนิยมเอาใบยี่หร่าผสมหรือแทนใบกะเพราเฉพาะในแกงเนื้อวัว ก็หามาเติมให้ครบ

ปกติผมก็จะลงมือทำไปตามขั้นตอนของแกงป่าน้ำใสแบบภาคกลาง โดยอาจผัดพริกแกงกับน้ำมันก่อน หรือเติมน้ำต้มให้เดือดไปเลย แล้วแต่ว่ามื้อนั้นอยากกินแบบไหน

แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้วิธี “อุ” เรื่องก็ง่ายขึ้นมากครับ เอาเนื้อสับคลุกให้เข้ากับพริกแกงก่อน จากนั้นเททุกอย่างลงไปเคล้ารวมกัน ทุกอย่างจริงๆ นะครับ แล้วก็เหยาะน้ำปลา คะเนว่าอย่าให้เค็มเกินไป ข้อแม้อาจมีเพียงว่า หากเลือกได้ ควรใช้หม้อที่ไม่ไหม้ติดก้นง่ายนัก เช่น หม้อเหล็ก หม้อเคลือบเทฟล่อน หรือหม้อเซรามิกส์

ไม่ต้องใส่น้ำเลยนะครับ

ตักส่วนผสมใส่หม้อ ปิดฝา ยกตั้งไฟอ่อนๆ ราว 10 นาที ระหว่างนั้นอาจเปิดฝา คนพอให้เข้ากัน ชิมรสบ้างแค่ 2-3 ครั้งก็พอครับ “อุป่าเนื้อ” ของเราจะสุกหอมทั่วกันดี ดูให้น้ำที่ออกมาจากวัตถุดิบในหม้อนั้นงวดแห้งพอดีๆ ตามต้องการ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย

พอของทุกอย่างถูกความร้อนพร้อมๆ กัน กับทั้งเราปิดฝาให้ไอระเหยทั้งหมดตกวนอยู่ในน้ำในเนื้อ วัตถุดิบก็จะซึมซับรสชาติทั่วถึงกันหมด เราถึงไม่ต้องเติมน้ำเลยนะครับ ถ้าปรารถนาจะได้ “อุ” ไม่ใช่ “เอาะ” หรือ “อ่อม” น้ำเนื้อน้ำผักและกลิ่นหอมฉุนรุนแรงของพริกแกง พริกสด รากกระชาย และใบกะเพรา จะผสานกันอย่างเข้มข้นเต็มที่ ด้วยขั้นตอนที่สะดวก รวบรัด รวดเร็ว คนเพิ่งหัดทำกับข้าวก็สามารถทำสำเร็จให้อร่อยได้ไม่ยาก

โดยยังไม่ได้ทดลองทำจริงๆ แต่เมื่อนึกไปถึงแกงเผ็ด แกงผัดน้ำมัน หมูผัดกะปิ ปลาผัดพริกหน่อไม้ดอง ไก่ผัดขิง ฯลฯ ผมคิดว่าเราสามารถใช้ขั้นตอนการอุเข้าไปแทนที่การผัดการแกงเหล่านั้นได้แน่ๆ แล้วน่าจะค้นพบรสชาติอร่อยที่เปลี่ยนไปจากเดิม พลอยทำให้การทำกับข้าวสนุกเพลิดเพลินขึ้นทุกครั้งที่ตัดสินใจลงมือทำนะครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กฤช เหลือลมัย : อุป่าเนื้อ วิธีเปลี่ยน รสชาติเปลี่ยน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...