โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘กัณวีร์’ ชี้ไทยต้องเปลี่ยนเกมความมั่นคงจากทหารสู่การทูตรุกคืนแทนตั้งรับ

เดลินิวส์

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 17.00 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 09.42 น. • เดลินิวส์
“กัณวีร์ สืบแสง” สส.พรรคเป็นธรรม โพสต์แนะไทยเปลี่ยนเกมความมั่นคงจากทหารสู่การทูต รุกรับมือกัมพูชาฟ้องข้อพิพาทชายแดนในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า“นายกัณวีร์ สืบแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้ออกมาโพสต์แนะไทยต้อง“เดินเกมการทูตเชิงรุก” ลงในแฟนเพจ "กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang" เพื่อควบคู่กับความมั่นคง ไม่ปล่อยให้กัมพูชานำประเด็นไปขยายผลในเวทีโลกแบบฝ่ายเดียว พร้อมแนะให้เปลี่ยนมุมมองจากความมั่นคงทางทหาร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า"ไทยต้องเดินเกมทางการทูตและงานความมั่นคงอย่างรู้เท่าทัน และต้องเหนือชั้นกว่า ไม่ปล่อยให้กัมพูชานำเหตุที่ไปฟ้องสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) สุดท้ายก็จริงอย่างที่ผมได้คาดการณ์ไว้ว่า กัมพูชาต้องการนำข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เข้าสู่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA โดยส่งจดหมายไปยัง UNGA ผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ UNSC เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมข้อกล่าวอ้างที่เป็นเหตุผลให้นำข้อพิพาท 4 พื้นที่ขึ้นสู่ศาลโลก"

นอกจากนี้ "แต่ดีนะครับ ที่ไทยก็มีหนังสือชี้แจงไปอย่างทันท่วงที อันนี้ถือว่ายังทันอยู่ อย่างที่ทุกท่านติดตามปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เหตุปะทะที่พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.68 จนบานปลายไปสู่มาตรการการเปิด-ปิด ด่านพรมแดน และกัมพูชานำพื้นที่พิพาททั้งที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่ช่องบก ฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ผมเคยเตือนรัฐบาลไทยไปแล้วว่า เกมทั้งหมดกัมพูชาต้องการนำข้อพิพาทนี้ไปสู่ UNGA และ UNSC ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องมีมาตรการทางการทูตเชิงรุกที่ทั้งรับมือ และจัดการปัญหานี้ทางการทูตนำการทหาร และต้องเปลี่ยนงานทหารล้วนๆ เป็นงานความมั่นคงให้ได้"

อีกทั้ง "อย่างที่ผมเคยบอกไว้นะครับว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องมีมิติทางการทูตเข้ามาเกี่ยวข้อง จากที่ผ่านมาการที่กัมพูชาไม่นำข้อพิพาททั้ง 4 พื้นที่เข้าหารือใน JBC แต่นำยื่นฟ้องต่อศาลโลก ทำให้ไทยเสียเปรียบไปแล้ว และการที่กัมพูชานำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม UNGA และมีการบรรจุเป็นวาระในหัวข้อ การป้องกันการขัดกันด้วยอาวุธ (Prevention of armed conflict) ลงวันที่ 16 มิ.ย.68 พร้อมแนบหนังสือที่ยื่นไปศาลโลก สรุปใจความสำคัญกัมพูชาให้ฟังสักเล็กน้อยครับ เขากล่าวอ้างหนังสือที่ส่งไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.68 เพื่อนำ 4 พื้นที่พิพาท ระหว่างไทย-กัมพูชา เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก"

"โดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ได้เกิดการเผชิญหน้าด้วยอาวุธร้ายแรงในพื้นที่มุมไบ หรือช่องบก โดยไทยเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากยิงใส่ทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต หลังจากนั้นกองกำลังติดอาวุธหนักหลายพันนายไปประจำการทั้งสองฝั่งชายแดน จนทำให้เกิดข้อกังวลว่าจะทำให้เกิดการสู้รบเหมือนในปี 2551-2554 ซึ่งไม่เพียงจะเป็นภัยร้ายแรงต่อทั้งสองประเทศ แต่ยังรวมถึงสันติภาพความมั่นคงและเสถียรภาพโดยรวมในภูมิภาคด้วย กัมพูชาอ้างว่าได้สนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาที่สอดคล้องกับกฏหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด และพยายามเจรจาทวิภาคีมาหลายครั้งแต่ล้มเหลว เนื่องจากขาดเจตจำนงทางการเมืองจากทางการไทย ที่พึ่งพาแผนที่ที่ร่างขึ้นฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง มีการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา"

นอกจากนี้"กัมพูชายกเหตุผลเหล่านี้เสนอต่อ UNGA และเน้นย้ำว่า รัฐบาลกัมพูชาไม่มีทางเลือกที่ต้องนำ 4 พื้นที่พิพาทสู่ศาลโลก และนำเรื่องนี้เข้าที่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ UNGA ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ส่งคำชี้แจงไปอย่างรวดเร็ว ตามจดหมายลงวันที่ 19 มิ.ย.68 ที่ระบุว่า ไทยยึดมั่นต่อกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ งดเว้นการใช้กำลังและเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยยืนยันว่า ไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์มายาวนาน แต่ได้แก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจาอย่างสันติ"

"พร้อมยืนยันตามแถลงการณ์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ว่าการปะทะกันระยะสั้นระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ในพื้นที่ช่องบก เกิดขึ้นในขณะที่ทหารไทยกำลังลาดตระเวนตามปกติภายในเขตอธิปไตยไทย เพื่อตอบโต้การยิงของทหารกัมพูชาที่เข้าไปในดินแดนไทย และกองกำลังไทยต้องบังคับใช้มาตรการป้องกันตนเองอย่างสมส่วน และเหมาะสม สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการกระทำของทหารกัมพูชาถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างชัดเจน"

อีกทั้ง "รัฐบาลไทยย้ำว่า การที่กัมพูชาส่งทหารไปประจำการในพื้นที่เป็นการละเมิด MOU 2543 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการฝ่าฝืนข้อ 5 ว่าด้วยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเขตแดน อีกทั้ง ยังขัดต่อเจตนารมณ์ใน MOU 2543 ที่ต้องยุติปัญหาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจา ฝ่ายไทยย้ำว่าต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคี ทั้งระดับ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) คณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยการกำหนดเขตแดนทางบก (JBC) รวมถึงไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จดหมายของฝ่ายไทยชี้แจงได้ครบถ้วนนะครับ"

"จริงๆ หากรัฐบาลพูดชัดแบบนี้ตั้งแต่ต้น และดำเนินนโยบายทางการทูตด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกเป็นเป้านิ่งให้กัมพูชา เปิดเกมรุกให้เรื่องไปถึงศาลโลก และ UNGA สถานการณ์นับจากนี้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้กัมพูชา ใช้เหตุการณ์ชายแดนไปเป็นข้ออ้างฟ้อง UNGA ว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดเปิดฉากปะทะ สิ่งที่จะยืนยันได้ก็ต้องเป็นหลักฐานข้อเท็จจริงตามที่ไทยได้ชี้แจงไป และเดินเกมรุกทางการทูต ในขณะที่ทางการทหารเราก็ต้องเข้มแข็งและเดินเกมอย่างระมัดระวังในการรักษาอธิปไตยทั้งในชายแดนและในเวทีโลก"

"อีกเรื่องที่ขอเสนอ คือ ต้องมองข้ามงานการทหารให้ไปสู่งานความมั่นคงให้ได้ ความมั่นคงมันมีบริบทมากกว่าการทหาร มันต้องมองด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและงานการต่างประเทศ เอาบริบทข้อเท็จจริงมาพิจารณาให้ดี หากมองเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชาเรื่องเขตแดนที่เป็นข้ออ้างของกัมพูชาในการสร้างสถานการณ์แล้ว เราต้องเล่นให้เป็น เดินเกมการทำงานอย่างมืออาชีพ ผมเคยบอกไปนานแล้วตั้งแต่ต้นๆ ว่าไม่ต้องนำเรื่องมาตรการการเปิด-ปิดชายแดนมาเป็นสารัตถะสำคัญ"

อีกทั้ง "หากจะปิดเอาแค่ปิดในพื้นที่ที่มีการเผชิญหน้าทางทหารเพียงเท่านั้น ที่อื่นต้องนิ่งเฉย อย่าไปเล่นเกมเค้า เอามาตรการอื่นมาทำ อาทิ การปราบปรามสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ มาเป็นตัวตั้งและต้องทำรอบประเทศ ไม่ใช่แค่กัมพูชา เราต้องเล่นเหนือครับ ปราบธุรกิจเทาดำให้สิ้นซาก เพราะมันกระทบกับโลกใบนี้ทั้งใบ เน้นงานสิทธิมนุษยชนและงานมนุษยธรรมรอบประเทศ ตัดความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องความร่วมมือการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression—TNR) ไม่ร่วมมือกับกัมพูชาในการมอบผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลับไปตายในกัมพูชา"

"เร่งสร้างการพัฒนาเมืองชายแดนให้เข้มแข็ง ออกนโยบายการสร้างเมืองคู่แฝด (sister cities) ทั่วประเทศ เสริมอำนาจชุมชุนให้มีความรู้สึกถึงความเป็นหุ้นส่วนการร่วมพัฒนา โดยใช้วิถีและอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อเร่งสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนโดยชุมชนท้องถิ่นด้วยการพัฒนาอย่างสากล มองมิติการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจฐานรากชุมชนให้กระจายแผ่ไปชายแดนรอบประเทศ มาตรการพิจารณาปกป้องการนำสินค้าเข้ามายังประเทศในบางรายการที่อุ้มชูคนไทยรอบชายแดน และในขณะเดียวกันตรวจสอบจุดแข็งประเทศเพื่อนบ้านและพร้อมช่วยเหลือในบางอย่าง"

อย่างไรก็ตาม"เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน และรวมถึงการศึกษาบริเวณชายแดนที่มีลูกหลานของเพื่อนบ้านที่ยังต้องพึ่งพิงระบบการศึกษาในไทยบริเวณชายแดน ทำให้ดีมีระบบสร้างคุณธรรมตามหลักมนุษยธรรมไปด้วย เราต้องเล่นเหนือในด้านอื่นๆ ที่เป็นงานความมั่นคง อย่าห่วงเลยครับงานการทหาร ทหารไทยเอาอยู่ไม่มีบกพร่องอย่างแน่นอน แต่งานด้านอื่นๆ เพื่อเสริมความมั่นคงทั้งชายแดนและส่วนกลางของเราที่จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านการพัฒนา จำเป็นต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ หวังว่าผู้บริหารประเทศจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารนะครับ"

ขอบคุณข้อมูล : กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...