โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"สามเหลี่ยมมรกต" สิ่งที่ต้องจับตาในดินแดนทับซ้อน ไทย-กัมพูชา

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 06.09 น.

"สามเหลี่ยมมรกต" สิ่งที่ต้องจับตาในดินแดนทับซ้อน ไทย-กัมพูชา

จากกรณีเหตุการณ์การปะทะกันที่เขตแดนสามประเทศ ไทย ลาว กัมพูชา หรือที่เรียกกันว่า "สามเหลี่ยมมรกต" แต่ในภาษาของคนในพื้นที่จะนิยกมเรียกว่า "ช่องบก" โดยมีอาณาเขตในเขตชายแดน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี แขวงจำปาศักดิ์ ในลาวและจังหวัดพระวิหารในกัมพูชา

ต้องเกริ่นก่อนว่าเหตุการณ์ปะทะที่ช่องบก เริ่มมาจากการปักปันเขตแดนในสมัยก่อนที่ไม่มีความชัดเจน จึงเกิดข้อพิพาทอยู่บ่อยครั้ืง จากในสมัยก่อนช่วงปี 2528-2530 ที่เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทย-เวียดนาม ในสมัยที่เรืองอำนาจในกัมพูชา ซึ่งภายหลังจากการต่อสู้กันของทหารจึงทำให้เกิดความตึงเครียดเรื่อยมาก เนื่องจากสาเหตุการปักปันเขตแดนที่ไม่ลงตัวกัน

โดยลำดับเหตุการณ์เหตุปะทะกันนั้น เริ่มขึ้นในวันที่ 28 พ.ค. 68 ที่ผ่านมา จากการปะทะกันในพื้นที่พิพาทช่องบก โดยเกิดจากการที่ทหารกัมพูชาลักลอบขุดคูเลต หรือเส้นทางขนาดยาว คล้ายสนามเพลาะเอาไว้ต่อสู้หรือกำบังกำลังพล ซึ่งเรื่องนี้ ละเมิดใน MOU 43 ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 2 รายเป็นเสมือนเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว แต่นี่ก็ ไม่ใช่ครั้งแรกเนื่องจากก่อนหน้านี้ทหารกัมพูชาก็เข้ามาขุดพื้นที่แต่ก็มี การเจรจาให้ลาถอยออกไปแต่เหมือนครั้งนี้จะไม่เป็นผล เนื่องจากมีการยิงมาจากทางฝั่งกัมพูชา เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะยุติลงเนรื่องจากมีการเจรจาเกิดขึ้น โดยมีแถลงการณ์ออกมาจากฝั่นกัมพูชาถง 4 ข้อ จับใจความได้ว่า จะมีการเคารพซึ่งเขตแดนของกันและกัน และจะมีการหารือใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ยืนยันว่าจะไม่ถอนกำลังออกจากจุดประทะ แต่จะมรีการถอยรนออก 200 เมตรจากจุดปะทะและใช้ความอดทนอดกลั้น

ซึ่งเรื่องนี้ทางฝั่งกัมพูชาก็เดือดดาลขึ้นมาจนเป็นกระแสในโลกออนไลน์ ทั้งการเผยแพร่เหตุการณ์ความรุนแรง การเชิดชูผู้เสียชีวิต รวมถึงการจุดกระแสต่อต้านสินค้าไทย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังเกิดการประทะขึ้นเท่านั้น และส่งผลกระทบเรื่อยมา จนถึงกรณีที่ สมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า ดินแดนสามเหลี่ยมมรกตหรือช่องบกนั้น เป็นของกัมพูชา พร้อมกับโพสต์ภาพคู่กับภรรยาที่ใส่ชุดทหารเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า เป็นดินแดนของกัมพูชา พร้อมกับจะนำเรื่องนี้ไปยื่นต่อศาลโลก เพื่อให้ตัดสิน

ซึ่งต่อมาก็มีกระแสข่าวว่าจะมีการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่เสี่ยงแต่ก็ยังไม่มีมาตรการออกมาแต่อย่างใด เพราะต้องอยู่ในระดับที่ฉุกเฉินจริงเท่านั้น

ซึ่งเรื่องนี้ ทางโฆษกกองทัพบกอย่าง พลตรี วินธัย สุวารี ก็ออกมาบอกว่าการอ้างสิทธของสเด็จฮึุนเซนนั้น ไม่มีผลทางสากล เพราะใช้รูปแบบเดียวกันคือJBC

" เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างสิทธิ์ในบางพื้นที่บริเวณชายแดน เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างยึดถือตามหลักฐานอ้างอิงที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างทราบดีว่าเป็นเพียงการกล่าวอ้างกันไปมาเท่านั้น และยังไม่มีผลต่อพื้นที่เขตแดนจริงตามข้อตกลง ผู้ที่สามารถระบุเขตแดนระหว่างประเทศคือ คณะกรรมาธิการปักปันเขตแดน (JBC) ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงเน้นการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ ภายใต้กฎกติกาและข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดร่วมกันเป็นสำคัญยืนยันว่า ในทุกเหตุการณ์ที่ทหารฝ่ายไทยได้แสดงออก ล้วนเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ตามหลักกติกาสากล และได้เตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ยังต้องรอฟังผลการหารือ ในระดับ JBC ต่อไป" พลตรี วินธัย กล่าว

จนกระทั่งนายมาริส เสงี่ยมพงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยได้ออกมาเปิดเผยว่ามีการเจรจากับนาย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จากการประชุมนิเคอิ ฟอรั่ม ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยยืนยันจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (GBC) และ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งภายหลังหารือก็มีการเรียกประชุม JBC ด่วนของฝั่งไทย

ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ช่วงสัปดาห์แรกของการเกิดเหตุการณ์ปะทะกันเท้านั้น ซึ่งต้องมาติดตามกันไป ว่ารัฐบาลทั้งสองจะหาทางคลี่คลายให้กิจกาญจน์ความตรึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ทับซ้อนกันได้หรือไม่ รถดีก็ไม่ได้เป็นเพียงจุดเดียวที่มีการตึงเครียดจากกรณีปราสาทตาเมือนธม หรือในหลายๆที่ก็มีความตึงเครียดด้านชายแดนเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องมาจับตาดูกันหากเรื่องนี้ถึงศาลโลกจะเป็นผลบวกหรือลบต้องประเทศไทยหรือจะซ้ำรอยอย่างกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนประวัติศาสตร์ไป

เกร็ดเสริม….

แล้ว MOU43 คืออะไร มีไว้ทำไม ???

โดย MOU 2543 คือ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นบันทึกข้อตกลงที่ไทยกับกัมพูชาลงนามกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ระหว่าง 2 ฝ่าย ที่มีมาอย่างยาวนาน เช่น บางพื้นที่มีความไม่ชัดเจนเรื่องเขตแนวเดิมที่เคยทำตั้งแต่สนธิสัญญากำหนดเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส จนทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน และกลายเป็นข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...