‘ไทย’ผิดหวัง ‘กัมพูชา’ขาดความจริงใจ ปิดประตูเจรจาสางปม 4 พื้นที่พิพาท
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. เวลา 22.31 น. กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 จัดขึ้นในวันที่ 14-15 มิ.ย. 2568 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยระบุว่า การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 จัดขึ้นในวันที่ 14-15 มิ.ย. 2568 เป็นการประชุมครั้งแรกในรอบ 13 ปี หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่กรุงเทพฯ โดยทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันหารืออย่างกว้างขวางซึ่งในประเด็นการดำเนินงานด้านเทคนิคภายใต้กรอบกลไกเจบีซี นำไปสู่ความคืบหน้าสำคัญ ได้แก่ (1) รับรองผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการร่วม (เจทีเอสซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2567 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันต่อตำแหน่งที่ตั้งของหลักเขตถึง 45 หลัก และเห็นชอบให้นำเทคโนโลยี LiDAR (หรือ Light Detection And Ranging System ระบบตรวจจับแสงและวัดระยะแสง) มาใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศเพื่อความรวดเร็วในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
(2) เห็นชอบให้มีการแก้ไขแผนแม่บทว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2546 (ทีโออาร์ 2003) เพื่อนำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ (3) เห็นชอบการส่งชุดสำรวจร่วมไปลงสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ระหว่างหลักเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันในพื้นที่ที่ใช้ลำน้ำ หรือเส้นตรงเป็นเส้นเขตแดน โดยมอบหมายให้คณะเจทีเอสซีไปหารือและจัดทำข้อกำหนดทางเทคนิคร่วมกันต่อไป (4) เห็นชอบให้จัดทำข้อกำหนดทางเทคนิคการเดินสำรวจในพื้นที่ตอนที่ 6 (จากเขาสัตตะโสม จนถึงหลักเขตแดนที่ 1 ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ) ซึ่งเป็นประเด็นคงค้างมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมอบหมายคณะเจทีเอสซีจัดทำข้อกำหนดทางเทคนิคการเดินสำรวจ ไปพร้อมๆกับการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อเสนอต่อึณะเจบีซีต่อไป
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยแสดงความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อการที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ยอมร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหาเฉพาะและลดความตึงเครียดระหว่างกัน แต่ยังเดินหน้านำเรื่องพื้นที่ 4 จุด (พื้นที่ช่องบก ปราสามตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย) ไปสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายกัมพูชาขาดความตั้งใจจริงในการใช้กลไกทวิภาคีต่างๆ ที่มีอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
ทั้งนี้ นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดน ในฐานะประธานคณะเจบีซี ฝ่ายไทย ฝ่ายไทย ได้ย้ำท่าทีไทยตอบโต้ทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา (ซึ่งได้บันทึกแนบไว้ในเอกสารผลลัพธ์ Agreed Minutes ของการประชุมครั้งนี้) ดังนี้ 1. การดำเนินการของไทยเป็นไปโดยความจำเป็นตามหลักการป้องกันตัวจากการที่ถูกฝ่ายกัมพูชาโจมตีก่อน และเป็นไปอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 2. ไทยแสดงความผิดหวังที่ฝ่ายกัมพูชาเลือกที่จะปิดประตูการเจรจาอย่างสันติใน 4 พื้นที่ โดยท่าทีของรัฐบาลไทยมาโดยตลอด ได้เน้นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาระหว่างกันแบบทวิภาคี และบทบาทที่สำคัญของเจบีซีในการทำให้มีเขตแดนชัดเจนระหว่างกัน เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย
3.ไทยย้ำถึงความสำคัญที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องยึดมั่นบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา พ.ศ.2543 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เห็นชอบร่วมกับไทย โดยไม่ดำเนินการใดๆที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเขตแดน ไม่รุกล้ำเขตแดนระหว่างกัน และทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องใช้ความอดกลั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย 4. ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่จะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและขัดแย้งในวงกว้าง และย้ำถึงความสำคัญของการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีอื่น ๆ ในการช่วยแก้ปัญหาด้วย อาทิ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) การประชุมผู้ว่าจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธ
ทั้งนี้ การประชุมไม่ได้มีการหารือในประเด็นที่กัมพูชาจะนำพื้นที่ 4 จุด เข้าสู่การพิจารณาของไอซีเจ และไม่ได้มีการหารือประเด็นแผนที่ 1:200000 คณะกรรมการปักปันสยาม-อินโดจีน ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้าง แต่การประชุมในครั้งนี้เป็นการหารือในประเด็นเทคนิคในการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2 ของการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามแผนแม่บทฯ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา สมัยพิเศษ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือนก.ย.2568