โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ระนอง-จิตตะกอง” เชื่อมไทยสู่ BIMSTEC

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 14.44 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 07.44 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

ทำเนียบ 2 ก.ค.-“ระนอง-จิตตะกอง” เชื่อมไทยสู่ BIMSTEC: ความร่วมมือโลจิสติกส์ไทย-บังกลาเทศ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทยสู่ตลาดยักษ์ใหญ่ 1,800 ล้านคน

นางนลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย และนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมกันเป็นประธานการแถลงข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าในการผลักดันเส้นทางเดินเรือสายใหม่ “ระนอง–จิตตะกอง” ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว คือ H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย และนางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ (ชลบุรี)

นางนลินี ทวีสิน เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และได้ต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยตนได้รับมอบหมายให้นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ฝั่งอันดามัน ในการเยือนครั้งนั้นได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ และ ประธานการท่าเรือจิตตะกอง ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรมีเส้นทางเดินเรือตรงจากท่าเรือระนองของไทยเชื่อมสู่ท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ โดยไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกาและท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งจะสามารถลดระยะเวลาการขนส่งจาก 7–15 วัน เหลือเพียง 3–5 วัน และช่วยลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดบังกลาเทศที่มีประชากรกว่า 170 ล้านคน

ภายหลังการเยือนนางนลินี ได้เชิญ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย และกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ (ชลบุรี) เข้าหารือพร้อมกับผู้แทนกระทรวงคมนาคม และการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานไทยกับฝ่ายบังกลาเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนการยกระดับท่าเรือระนองให้เป็นประตูการค้าด้านตะวันตกของประเทศ

นางนลินี ยังกล่าวว่าการเชื่อมโยงระนอง–จิตตะกอง ไม่ใช่แค่เชื่อมท่าเรือกับท่าเรือ แต่คือการเชื่อมเศรษฐกิจกับโอกาส และเชื่อมประเทศไทยเข้ากับอนาคตของภูมิภาค เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนไทย

ด้านนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ต้องการยกระดับการให้บริการท่าเทียบเรือให้ได้มาตรฐานสากล จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Joint Working Group Meeting) ภายใต้ MOU ระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ท่าเรือระนอง) และท่าเรือจิตตะกอง เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการขนส่งระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มศักยภาพท่าเรือระนอง และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ ในปี 2567 ท่าเรือระนองมีปริมาณสินค้าผ่านท่า รวมทั้งสิ้น 324,933 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 251% และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับคุณภาพการให้บริการของท่าเรือระนองให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งอันดามันซึ่งมีศักยภาพสูงในการเป็นประตูการค้าสำคัญของประเทศ

ด้าน H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ กล่าวแสดงความยินดีที่ความร่วมมือระหว่างไทย–บังกลาเทศมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลบังกลาเทศพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกทุกขั้นตอน เพื่อให้เส้นทางเดินเรือสายใหม่นี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปิดประตูสู่บังกลาเทศ แต่ยังเป็นก้าวแรกสู่การเชื่อมโยงกับกลุ่ม BIMSTEC ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 1.8 พันล้านคน หรือกว่า 22% ของประชากรโลก และถือเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทยในหลากหลายสาขา

ขณะที่นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างท่าเรือระนองและท่าเรือจิตตะกอง กำลังขับเคลื่อนสู่ความเป็นรูปธรรมผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้การท่าเรือฯ ยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือระนองในหลายด้าน เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาเครื่องมือทุ่นแรงเพิ่มเติม การปรับปรุงระบบคลังสินค้า และการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ ให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รองรับการเติบโตในระยะยาว.-314.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...