โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่งออกจีนสะดุด-เงินเฟ้อติดลบ รุมเร้าศก.ยักษ์เอเชีย ลุ้นเจรจาสหรัฐฯ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 05.07 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 12.07 น.

เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของเดือนพฤษภาคม 2025 เผยให้เห็นสัญญาณชะลอตัวของการส่งออกและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลชัดเจนมากขึ้น โดยยอดส่งออกของจีนเติบโตเพียง 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอลงจาก 8.1% ในเดือนเมษายน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5% สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของภาคการค้าระหว่างประเทศที่จีนพึ่งพาอย่างมาก

ที่น่าจับตาคือการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาหดตัวลงถึง 35% ในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดอื่นอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสหภาพยุโรปยังคงมีทิศทางบวก โดยเฉพาะการค้ากับประเทศอย่างไทย เวียดนาม และเยอรมนี อย่างไรก็ดี ภาพรวมยังไม่อาจชดเชยการหดตัวจากตลาดสหรัฐฯ ที่เป็นคู่ค้าอันดับต้นๆ ได้

ด้านการนำเข้า จีนมีมูลค่าการนำเข้าลดลง 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะลดเพียง 0.9% เท่านั้น การนำเข้าพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน รวมถึงวัตถุดิบอุตสาหกรรมอย่างแร่เหล็กต่างลดลงทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตและอุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแรงต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน จีนยังต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ติดลบ โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 3.3% ซึ่งถือเป็นระดับการหดตัวที่ลึกที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ก็ยังติดลบ 0.1% เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน สะท้อนถึงปัญหาความเชื่อมั่นและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างแท้จริงในหมู่ประชาชนชาวจีน

ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ รัฐบาลจีนเริ่มขยับเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางจีนได้ประกาศแผนปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 500,000 ล้านหยวน เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากภาวะชะลอตัว ขณะที่ตลาดหุ้นตอบรับมาตรการดังกล่าวในระดับหนึ่ง โดยดัชนี CSI300 ขยับขึ้น 0.29% และ Shanghai Composite ปรับขึ้น 0.43%

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รอบใหม่มีกำหนดจะจัดขึ้นที่กรุงลอนดอน โดยมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีระดับสูง รวมถึงวัตถุดิบหายาก (rare earths) และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของการแข่งขันเชิงอุตสาหกรรมในอนาคต

สถานการณ์ในขณะนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ที่กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ หากการส่งออกยังคงอ่อนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันเวลา ความเสี่ยงของการเข้าสู่ภาวะดีเฟลชันเต็มรูปแบบอาจกลายเป็นจริงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเคลื่อนไหวของจีนจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือท่าทีต่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จะกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเปราะบางจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวพร้อมกันในหลายภูมิภาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...