โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พาส่องประวัติกระเป๋านักเรียนรันโดะเซะรุของญี่ปุ่น!

conomi

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 08.32 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • conomi.co

มีใครเคยสงสัยบ้างไหมคะว่า “กระเป๋านักเรียนรันโดะเซะรุ” (Randoseru = ランドセル) ที่เหล่าเด็กนักเรียนชั้นประถมต้นของญี่ปุ่นใช้กันนั้นมีที่มาอย่างไร? แล้วอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับความนิยมมากกว่ากระเป๋าแบบอื่น ๆ ทั้งที่ “กระเป๋าเป้แบ็คแพ็ค” (Backpack) หรือ “กระเป๋าสะพายข้าง” อาจจะมีขนาดและน้ำหนักที่เบากว่า (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของโรงเรียนนั้น ๆ ว่ากระเป๋าแบบไหนที่สามารถใช้ได้) ในวันนี้เราจะมาสืบหาเหตุผลพร้อมทั้งส่องประวัติกระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุไปด้วยกันค่ะ

ที่มาของกระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุ?

ทหาร

“รันโดะเซะรุ” เป็นคำที่มาจากภาษาดัตซ์ มาจากคำว่า “Ransel” ซึ่งเมื่อก่อนจะอ่านออกเสียงว่า “รันเซรุ” (ランセル) แต่เกิดการเพี้ยนเสียงมาเป็นคำว่า “รันโดะเซะรุ” ที่เรารู้จักคุ้นชินกันในปัจจุบันแทนค่ะ โดยในตอนแรกที่ได้มีความคิดนำเข้ากระเป๋ามาในญี่ปุ่นคือช่วงยุคเอโดะตอนปลาย เพราะรัฐบาลบากูฟุคิดจะนำระบบทหารแบบตะวันตกเข้ามาใช้ (แต่ถ้าจะให้พูดไปกระเป๋าแบบที่อยากเอาเข้ามาจะออกมาในรูปแบบ “กระเป๋าเป้แบ็คแพ็ค” มากกว่า “กระเป๋าแบบรันโดะเซรุ”) ทั้งนี้ ก็ยังไม่ได้ถือว่าถูกนำเข้ามาได้อย่างจริงจังค่ะ

กระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ตัดสินใจนำระบบทหารแบบตะวันตกเข้ามาใช้อย่างจริงจังสักที จึงได้มีการนำเอา “กระเป๋าเป้แบบแบ็คแพ็ค” มาใช้ โดยเริ่มเป็นครั้งแรกในกองทัพบก โดยเฉพาะกลุ่มทหารราบ ซึ่งในช่วงนั้นวัสดุที่นำมาทำเป็นกระเป๋าเป้แบบเเบ็คเเพ็คจะเป็นหนัง ไม่ใช้ผ้าเนื่องจากมีความคงทน เปื้อนยากและไม่ขาดง่ายนั้นเองค่ะ

แล้วทำไมกระเป๋าที่ถูกใช้ทางทหารถึงได้กลายมาเป็นกระเป๋าที่เด็กนักเรียนใช้?

กระเป๋านักเรียนรันโดะเซะรุ

ถ้าย้อนกลับไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบว่า เมื่อปีเมจิที่ 18 (ปี ค.ศ. 1885) โรงเรียนกากุชูอิน (Gakushuin Primary School) หลังจากที่ได้ย้ายมาก่อตั้งในกรุงโตเกียว (แต่เดิมก่อตั้งขึ้นที่เกียวโตเพื่อเป็นโรงเรียนสำหรับบุตรหลานของขุนนาง) ได้ประกาศใช้ “นโยบายความเท่าเทียมกันในสถานศึกษา” (Kyoiku No Ba De No Byodou = 教育の場での平等) ซึ่งหมายถึง “การที่ทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือความสามารถทางกายภาพ” ทางโรงเรียนจึงได้ออกกฎระเบียบห้ามให้เด็กนักเรียนนั่งรถม้าหรือรถลากโดยแรงคนในการมาส่งที่โรงเรียน ดังนั้นจึงส่งผลตามมาให้นำเอากระเป๋านักเรียนมาใช้ เพื่อให้สามารถใส่อุปกรณ์การเรียนและสะพายมาโรงเรียนได้ด้วยตนเองค่ะ

ซึ่งในตอนแรกกระเป๋าที่ใช้ยังคงมีลักษณะเป็นกระเป๋าเป้แบบแบ็คแพ็ค เนื่องจากผู้อำนวยการของโรงเรียนรุ่นที่ 2 คือ นายทานิ ทาเทคิ (Tani Tateki = 谷干城) ได้เคยดำรงตำแหน่งในกองทัพบกญี่ปุ่น มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ ดังนั้นความคิดที่จะเอากระเป๋าเป้แบบแบ็คแพ็คที่ใช้ในกองทัพบกมาใช้ในแวดวงการศึกษาด้วยนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่แปลกแต่อย่างใด (ทั้งนี้ นายทานิ เดิมเป็นซามูไรจากแคว้นโทสะ (Tosa Han = 土佐藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดโคจิ เป็นหนึ่งใน “กลุ่มผู้จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ” หรือที่เรียกว่า “คินโนฮะ” (Kinnouha = 勤皇派) โดยได้ร่วมมือกับนายอิตากากิ ไทสุเกะ (Itagaki Taisuke = 板垣退助) สร้างรัฐบาลกลางใหม่สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ เพื่อคืนอำนาจให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ)

bag2

อย่างไรก็ตาม การใช้กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุในโรงเรียนก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นที่รู้จักหรือเริ่มใช้กัน จุดที่ทำให้กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุได้เริ่มใช้ก็คือเมื่อปีเมจิที่ 20 (ปี ค.ศ. 1887) สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช (ในสมัยยังทรงเป็นพระรัชทายาท) ได้ทรงเข้าศึกษาในระดับชั้นประถมต้นที่โรงเรียนกากุชูอิน ทำให้นาย อิโต ฮิโรบูมิ (Itou Hirobumi = 伊藤博文) นายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่นได้ถวายมอบกระเป๋าซึ่งเลียนแบบจากกระเป๋าของนายทหารเป็นของขวัญแสดงความยินดี ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมญี่ปุ่น

*เกร็ดความรู้*

(1) อิตากากิ ไทสุเกะ

อิตากากิ ไทสุเกะ (ปี ค.ศ. 1837 – ปี ค.ศ. 1919)

อิตากากิ ไทสุเกะ (Itagaki Taisuke = 板垣退助) บุคคลผู้ถูกยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งประชาธิปไตยญี่ปุ่น” และยังเป็นบุคคลที่เคยปรากฏบนพันธบัตร 100 เยนญี่ปุ่นในสมัยอดีต แต่เดิมเป็นซามูไรแห่งแคว้นโทสะ (Tosa Han = 土佐藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดโคจิ เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มผู้จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ

ในช่วงการปฏิรูปเมจิ เขามีบทบาทสำคัญในการรวมแคว้นต่าง ๆ เพื่อสร้างรัฐบาลกลางใหม่ รวมถึงยังมีบทบาทในการยุบระบบแคว้น (Han = 藩) และจัดตั้งระบบจังหวัด (Ken = 県) โดยให้แคว้นต่าง ๆ คืนอำนาจการปกครองให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ในเหตุการณ์การคืนอำนาจในปีเมจิที่ 2 (ปี ค.ศ. 1869)

ทว่าภายหลังการปฏิรูปเมจิ เขากลับมีความคิดไม่เห็นด้วยกับการที่อำนาจถูกรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลกลางมากจนเกินไป จึงลาออกจากรัฐบาลและเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิของประชาชนและประชาธิปไตย โดยได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐสภา และให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกตั้ง นำไปสู่การก่อตั้ง “พรรคอิสระ” (Jiyuu Tou = 自由党) ในปีเมจิที่ 14 (ปี ค.ศ. 1881) ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองสมัยใหม่พรรคแรกในญี่ปุ่น

(2) อิโต ฮิโรบูมิ

อิโต ฮิโรบูมิ (ปี ค.ศ. 1841 – ปี ค.ศ. 1909)

อิโต ฮิโรบูมิ (Itou Hirobumi = 伊藤博文) เดิมเป็นซามูไรแห่งแคว้นโชชู (Choshu Han = 長州藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดยามากุจิ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่นในยุคสมัยเมจิ ในปีเมจิที่ 18 (ปี ค.ศ. 1885) หลังจากที่มีระบบคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้น ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่น (ได้เป็นซ้ำอีก 3 สมัย รวมเป็น 4 สมัย) และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี และประธานวุฒิสภา และยังมีบทบาทในการจัดตั้งสภาขุนนางและสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงยังเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งเกาหลี โดยมีบทบาทในการแทรกแซงและควบคุมราชสำนักเกาหลีในช่วงก่อนที่ญี่ปุ่นจะผนวกเกาหลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่นในปีเมจิที่ 43 (ปี ค.ศ. 1910) (ทั้งนี้ เกาหลีได้สูญเสียเอกราช กลายเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1910 – ปี ค.ศ. 1945) ยิ่งไปกว่านั้นยังเคยปรากฏบนพันธบัตร 1,000 เยนญี่ปุ่นในสมัยก่อนอีกด้วย

เหตุผลที่กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุไม่ได้รับความนิยมในช่วงแรก

กระเป๋านักเรียนรันโดะเซรุ ญี่ปุ่น

แม้ว่ากระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซะรุจะเป็นสิ่งที่เหล่านักเรียนญี่ปุ่นต่างใฝ่ฝันที่จะมีไว้ครอบครอง แต่การที่ตัวกระเป๋าทำมาจากหนัง ซึ่งถือได้ว่าเป็นของหรูหราและมีราคาแพงในสมัยนั้น จึงทำให้กระเป๋าแบบนี้เป็นเพียงแค่ไอเท็มในฝันของนักเรียนญี่ปุ่นหลายคนเพราะยากที่จะเอื้อมถึงได้ค่ะ

ในต่างจังหวัดหรือในหมู่ประชาชนทั่วไปตอนนั้นก็ยังคงนิยมใช้ผ้าฟุโรชิกิ หรือกระเป๋าสะพายข้างที่ทำมาจากผ้าซึ่งมีราคาถูก มาใส่อุปกรณ์การเรียนถือนำไปโรงเรียนมากกว่า จนเมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ช่วงยุคโชวะที่ 30 (ปี ค.ศ. 1955) เป็นต้นมา ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงยุคเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ราคาของกระเป๋าจึงปรับตัวถูกลง ประชาชนทั่วไปก็เริ่มหาซื้อมาใช้งานได้ง่ายขึ้นและทำให้การใช้กระเป๋ารันโดะเซะรุเริ่มแพร่หลายไปทั่วประเทศในที่สุด

กระเป๋านักเรียนรันโดะเซรุ ญี่ปุ่น

ปัจจุบันจากกระเป๋าที่เคยใช้กันในทางทหารก็ได้กลายมาเป็นกระเป๋านักเรียนที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าคนญี่ปุ่นทุกคนต้องเคยผ่านการใช้มาสักครั้งในชีวิต และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านไปนั้นก็ยังทำให้เทรนด์ของกระเป๋ามีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่หลากหลายมากขึ้นด้วย เช่น สมัยก่อนเด็กญี่ปุ่นจะนิยมใช้กระเป๋าสีตามเพศของตนเอง คือ เด็กผู้ชายนิยมใช้สีดำส่วนเด็กผู้หญิงจะนิยมใช้สีแดง แต่แนวคิดเหล่านี้ก็ได้ค่อย ๆ เลือนหายไปในปัจจุบัน เห็นได้จากที่กระเป๋านักเรียนแบบรันโดะเซรุมีออกมาหลากหลายสีสันมากขึ้นทั้งสีชมพู สีฟ้า สีเหลือง สีน้ำตาล และสีเขียว เพื่อให้เด็กๆ สามารถเลือกซื้อสีที่อยากได้ตามใจชอบ

bag5

ทั้งนี้ แม้ราคาของกระเป๋าอาจจะไม่ได้น่ารักเหมือนกระเป๋าแบบอื่นมากนัก (หนึ่งใบราคาอยู่ที่ประมาณ 35,000 – 80,000 เยน) เเต่เมื่อเทียบกับคุณภาพและการใช้งานได้นานถึง 6 ปี เเล้วก็นับว่าคุ้มค่าอยู่ไม่น้อยค่ะ ที่สำคัญกระเป๋ายังสามารถสร้างความทรงจำดี ๆ ให้กับเด็ก ๆ ได้อีกด้วยค่ะ พูดไปแล้วก็รู้สึกอิจฉาเด็กญี่ปุ่นนิดนึงว่าไหมคะ?

สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan และ nakamura-kaban

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...