ตำรวจ PCT รวบ "เบียร์ บ้านแพ้ว" หัวโจกคอลเซ็นเตอร์ ปลอมเป็น ผกก.สภ.เมืองเชียงราย หลอกเหยื่อหายกว่าร้อยล้าน
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดอย่างหนักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้ความสำคัญกับการปราบปรามเป็นอันดับหนึ่งโดยใช้มาตรการทุกมิติทำสงคราม ที่ผ่านมามีการหารือและลงนามความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู แก้ไขปัญหาแก๊งคอลและอาชญากรรมทางไซเบอร์
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์, พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร (PCT), พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งการให้ตน ฐานะ หน.ชป.5 ศปอส.ตร., พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.ภ.2/รอง หน.ชป.5 ศปอส.ตร., พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.สส.ภ.จว.ระยอง, พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.1 บก.ปส.1/จนท.ชป.5 ศปอส.ตร., พ.ต.ต.มาโนชย์ ทองแก้ว สว.ฯ, พ.ต.ต.ชัยวัฒน์ จงเจริญ สว.ฯ, พ.ต.ต.สุริยะ น้อยภักดี สว.ฯ, พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี สว.ฯ, พ.ต.ต.ชัยวัฒน์ เสวกวัง สว.ฯ, พ.ต.ต.วรุตม์ คำหล้า สว.ฯ, ร.ต.อ.ภัสส์กร เฉลียวบุญ รอง สว.ฯ และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ PCT 5 จับกุม นายชลวิชา ปานสมุทร หรือเบียร์ อายุ 32 ปี ที่อยู่ 19 หมู่ 4 ต.เจ็ดริ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ทำหน้าที่เป็นพนักงานสาย 3 ที่ปลอมเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2298/2565 ลงวันที่ 28 ต.ค.65 ได้ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ต.สนับทึบ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 16 รายการ 1.สมุดบัญชีธนาคารกรุงเทพของ น.ส.จุฑามาศ จำนวน 1 เล่ม
2.สมุดบัญชีธนาคารกรุงไทยของ น.ส.จุฑามาศ จำนวน 1 เล่ม
3.แหวนโลหะคล้ายทองคำ น้ำหนัก 1 บาท จำนวน 1 วง
4.สร้อยคล้ายทองคำ น้ำหนัก 4 บาท จำนวน 1 เส้น
5.นาฬิกาข้อมือยี่ห้อ Casio สีดำ จำนวน 1 เรือน
6.เงินสด จำนวน 745 บาท
7.ธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์ จำนวน 1 ดอลลาร์
8.ธนบัตรสกุลเงินเรียล จำนวน 16,500 เรียลกัมพูชา
9.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 12 pro max สีฟ้า จำนวน 1 เครื่อง
10.นาฬิกาข้อมือยี่ห้อ LongBo สีดำ จำนวน 1 เรือน
11.แหวนคล้ายทอง น้ำหนัก 1 สลึง จำนวน 1 วง
12.กำไรคล้ายทอง น้ำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น
13.สร้อยพระคล้ายทอง น้ำหนัก 2 บาท จำนวน 1 เส้น
14.สร้อยพระคล้ายทอง น้ำหนัก 2 สลึง จำนวน 1 เส้น
15.เงินสด จำนวน 1,874 บาท
16.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 13 pro max สีเขียว จำนวน 1 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตฯ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ และร่วมกันฟอกเงินฯ”
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า ศปอส.ตร.(PCT) ชุดที่ 5 รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 58 หมายจับ ต่อมา เมื่อวันที่ 12 ก.ย. พล.ต.อ.วรรณวีระ สม ผู้ช่วย ผบ.ตร./ผบช.กองบัญชาการรักษาความมั่นคงภายใน ตำรวจกัมพูชา และคณะ มาพบ ผบ.ตร. โดยวางแนวทางหารือเพื่อปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว และมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าผู้ที่เป็น “มือเชือด” ที่หลอกลวงให้โอนเงินในขั้นตอนสุดท้าย หรือเรียกว่าสายสามทั้ง 2 คดีได้เงินไปกว่า 150 ล้านบาท คือ นายชลวิชา ผู้ต้องหา ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานสาย 3 ที่ปลอมเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผกก.สภ.เมืองเชียงราย ในขบวนการนี้ซึ่งรวบรวมพยานหลักฐานจนนำมาสู่การออกหมายจับ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2298/2565 ลงวันที่ 28 ต.ค.65 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตฯ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ และร่วมกันฟอกเงินฯ จึงประสานงานเร่งรัดให้ทางการประเทศกัมพูชาดำเนินการ จนเมื่อวันที่ 17 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ PCT เดินทางไปยังเมืองปอยเปต ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศกัมพูชา เข้าปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประตูดำดังกล่าว แต่ไปถึงพบว่าหัวหน้าชาวไต้หวันได้สร้าง “ทางลับ” นำพาพนักงานคอลเซ็นเตอร์คนไทยหลบหนีออกไปจากตึกระหว่างที่เข้าตรวจค้นตึก โดยนายชลวิชา หรือ “มือเชือด 150 ล้าน” หลบหนีออกจากตึกไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ PCT 5 สืบทราบว่าเดินทางกลับประเทศไทย และถูกจับกุมตัวดังกล่าว
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า ชั้นจับกุม นายชลวิชาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และให้การว่าร่วมกันกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายจริง โดยเริ่มต้นข้ามไปประเทศกัมพูชาทางช่องทางธรรมชาติ เพื่อทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยทำเรื่อยมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 ซึ่งช่วงเดือน ก.พ.2565 ถูกย้ายตึกไปทำงานประตูดำ และเริ่มหลอกลวงเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์สาย 2 อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ยศร้อยตำรวจโท แต่เมื่อทำมาได้ระยะหนึ่งหัวหน้าชาวไต้หวันเห็นถึงความสามารถในการเชือด ได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าหน้าที่สาย 3 อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ยศพันตำรวจเอก โดยหลอกลวงผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจับกุมคดีของนายจักรพงศ์ รือเสาะ ตั้งแต่ทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงผู้เสียหายได้ประมาณ 7-8 ล้านบาทต่อเดือน และกรณีใหญ่ๆ ที่หลอกได้มี 3 ครั้ง คือ
1.ช่วงประมาณเดือน เม.ย.2565 หลอกลวงนางอำภา ข้าราชการครูเกษียณ ได้ประมาณ 11 ล้านบาท
2.ช่วงประมาณเดือน ก.ค.2565 หลอกลวงนายชาญชัย นักลงทุนหุ้น ได้ประมาณ 41 ล้านบาท
3.ช่วงประมาณต้นเดือน ต.ค.2565 หลอกลวงนางรัชนี เป็นหมอ อยู่เมืองชุมพร ซึ่งเป็นกรณีล่าสุดที่ได้หลอกลวง โดยรับว่าเป็นผู้หลอกลวงหลักในกรณีนี้ และมีเพื่อนชื่อเต๋า ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ช่วยพูดคุยหลอกลวงด้วย ได้ประมาณ 101 ล้านบาท
แก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้มีพนักงานเป็นคนไทยประมาณ 50-60 คน ในส่วนของเงินเดือนที่ได้จากการทำงานตั้งแต่เริ่มงาน ช่วง 1-3 เดือนแรกจะได้เงินเดือนประมาณ 20,000 บาท แต่ภายหลังเป็นพนักงานเก่า จึงได้ปรับเงินเดือนเพิ่มเป็น 30,000 บาท และได้ค่าคอมมิสชั่นจากการหลอกลวง 3% และคอมมิสชั่นล่าสุดที่สามารถหลอกลวงได้ 101 ล้าน ได้เงินสดมา 2 ล้านบาท และเคสเก่าที่เคยหลอกลวงได้ 40 ล้านบาท ตนได้เงินประมาณ 1,400,000-1,500,000 บาท และเคสเก่าที่เคยหลอกลวงได้ 10 ล้านบาท ได้เงินสด 300,000 บาท โดยรวมทั้งหมดที่ทำงานมาได้เงินมาทั้งหมดประมาณ 4,000,000 บาท โดยตอนหลบหนีกลับมาที่ประเทศไทยได้พกเงินสดติดตัวไว้ 600,000 บาท โดยเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยนำเงินมาใช้สร้างบ้านรวมประมาณ 1 ล้านบาท แบ่งให้ญาติใช้จ่าย รวม 1 ล้านบาท นำไปซื้อทองรูปพรรณมาเก็บไว้ประมาณ 5 แสนบาท ที่เหลือได้นำมาใช้จ่ายส่วนตัวและส่วนหนึ่งได้นำไปใช้เล่นพนันออนไลน์เพื่อความสุขส่วนตน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจับกุมนายชลวิชา พล.ต.ต.ธีรเดช พร้อมชุดปฏิบัติการ 5 ศปอส.ตร.ติดตามขยายผลการจับกุม เส้นทางการเงินเพื่ออายัดเงินที่ผู้ต้องหาได้จากการหลอกลวงมาทั้งหมด และให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงเงิน จำนวน 41 ล้านบาท และผู้เสียหายอดีตแพทย์ที่ถูกหลอกลวงกว่า 100 ล้านบาท มายืนยันเสียง ซึ่งทั้งสองได้ยืนยันว่าเป็นเสียงของนายชลวิชาที่ทั้งสองถูกหลอกลวงจริง จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สอท.1 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และติดตามยึดทรัพย์สินต่อไป