โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังชะลอเก็บ VAT นำเข้าผ่านไปรษณีย์

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2562 เวลา 11.00 น.

คลังส่อพับแผนเก็บ VAT สินค้านำเข้าผ่านไปรษณีย์ราคาไม่เกิน 1,500 บาท เหตุปฏิบัติยุ่งยาก-แยกแยะลำบากนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัว/เพื่อการค้าอีคอมเมิร์ซ แถมอาจไม่คุ้มค่าจัดเก็บ เหตุได้เม็ดเงินภาษีแค่หลักร้อยล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงที่ผ่านมากระทรวงการคลังมีแนวคิดจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าผ่านไปรษณีย์ที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิมที่ยกเว้นภาษี VAT ให้ เนื่องจากถือว่าเป็นการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัว แต่เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้ช่องทางดังกล่าวนำเข้าสินค้าเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ (อีคอมเมิร์ซ) มากขึ้น

อย่างไรก็ดี หลังจากมีการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสรรพากร กรมศุลกากร รวมถึงกรมสรรพสามิต แล้วพบว่า การปฏิบัติค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากหากจะจัดเก็บในทุกกรณีก็จะกระทบกับผู้ที่นำเข้ามาเพื่อใช้ส่วนตัวจริง ๆ หรือหากจะเก็บเฉพาะกรณีนำเข้ามาเพื่อการค้าก็มีความยุ่งยากในการจำแนก และอาจจะไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินภาษีที่จะได้เพิ่มแค่หลักร้อยล้านบาทเท่านั้น

“ที่ผ่านมามีแนวคิดว่าต้องเก็บ VAT ตั้งแต่ราคาสินค้าบาทแรก เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการในประเทศ แต่หลังหารือร่วมกันยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีก ซึ่งก็คงไม่ทันเสนอในช่วงรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมูลค่า VAT หากมีการจัดเก็บ มีแค่หลักร้อยล้านบาท อาจจะไม่คุ้มค่า ทั้งนี้ อาจต้องรอให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าในลักษณะอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ก่อน ถึงค่อยว่ากันอีกที” แหล่งข่าวกล่าว

ขณะที่นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทาง สศค. และกรมสรรพากร อยู่ระหว่างการศึกษา ส่วนกรมศุลกากรเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ คือ หากได้ข้อสรุปว่าจะเก็บ VAT กรมก็จะทำหน้าที่จัดเก็บ VAT ให้แทนกรมสรรพากรเท่านั้น ซึ่งในส่วนของอากรขาเข้านั้นมีการยกเว้นให้กับสินค้าที่นำเข้าผ่านไปรษณีย์ ราคาไม่เกิน 1,500 บาทอยู่แล้ว

“สินค้าที่ราคาไม่เกิน 1,500 บาท กรมศุลฯยกเว้นอากรให้อยู่แล้ว แต่เรื่อง VAT ต้องขึ้นกับผลศึกษาของ สศค. กับกรมสรรพากร เราจะเป็นผู้ปฏิบัติ คือถ้าเขาเก็บ เราก็จะจัดเก็บให้” นายกฤษฎากล่าว

นายกฤษฎากล่าวอีกว่า ขณะนี้กรมได้ร่วมกับทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีจากการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ โดยจัดส่งผ่านทางไปรษณีย์มาจากต่างประเทศ โดยที่ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จะลงทุนซื้อเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดซื้อ เพื่อติดตั้งที่ไปรษณีย์หลักสี่ 1 เครื่อง ไปรษณีย์หัวลำโพง 1 เครื่อง และอีก 1 เครื่อง ติดตั้งที่ศูนย์ไปรษณีย์ EMS รวมถึงจะเพิ่มพื้นที่ปฏิบัติพิธีการศุลกากรให้มากขึ้นด้วย เพื่อรองรับการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการนำเข้าสินค้าผ่านไปรษณีย์ราว 5-6 ล้านชิ้นต่อปี และผ่านช่องทาง Express อีกปีละกว่า 10 ล้านชิ้น

“ในกรณีสินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ผ่านไปรษณีย์ ทางกรมศุลกากรจะมีการเอกซเรย์ 100% ไม่ค่อยมีปัญหา ส่วนสินค้าที่ราคาเกิน 1,500 บาท ที่ต้องเสียภาษี เราจะเปิดตรวจอยู่แล้ว” นายกฤษฎากล่าว

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า ในการประชุมองค์การศุลกากรโลก (WCO) ได้มีการหารือถึงปัญหาเกี่ยวกับการเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซผ่านไปรษณีย์ ซึ่งทุกประเทศต้องเจอกับการสำแดงราคาต่ำเหมือนกัน รวมถึงปัญหาที่ไม่สามารถจำแนกได้ว่า ผู้ที่ส่งออกสินค้ามาจากต่างประเทศเป็นผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงมากหรือน้อย นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บภาษี เพราะแต่ละประเทศจัดเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซไม่เหมือนกัน

“หลายประเทศเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซจากผู้รับปลายทาง แต่ลองคิดดูว่าปีหนึ่งมีมากกว่า 10 ล้านชิ้น กรมศุลกากรจะไปไล่เก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ก็มีแนวคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเก็บจากคนกลาง หรือผู้ที่ทำหน้าที่กระจายสินค้า รวมถึงยังดูความเป็นไปได้ในกรณีเก็บจากต้นทาง และมีแนวคิดว่า WCO น่าจะต้องร่วมมือกับองค์การไปรษณีย์สากลระหว่างประเทศ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน” นายชัยยุทธกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...