โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเชื่อเบื้องหลังพิธีเผาศพของชาวอินเดีย สู่สถิติเผาริมฝั่งแม่น้ำคงคา 35,000 ศพต่อปี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ก.ค. 2567 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2567 เวลา 22.15 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - พิธีเผาศพริมฝั่งแม่น้ำคงคา

ความเชื่อเบื้องหลังพิธีเผาศพของชาวอินเดีย สู่สถิติเผาริมฝั่งแม่น้ำคงคา 35,000 ศพต่อปี

สำหรับชาวอินเดียแล้วแม่น้ำที่ไหลผ่านในดินแดนชมพูทวีปล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายซึ่งจำนวนแม่น้ำเหล่านั้นมีมากมายหลายสายได้แก่ แม่น้ำพรหมบุตร (Brahmaputra), แม่น้ำโคธาวารี(Godavari), แม่น้ำยมุนา (Yamuna) และแม่น้ำคงคา(Ganges) เป็นต้น

แม่น้ำคงคาจะเป็นแม่น้ำสายพิเศษและสำคัญเนื่องมาจากเป็นแม่น้ำแห่งสรวงสวรรค์เป็นบันไดเชื่อมระหว่างโลกพิภพและการกลับสู่สวรรค์ดังปรากฏตำนานที่หลากหลายพร้อมทั้งเล่าขานทำให้ชาวอินเดียมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจนถือเป็นคำขอหรือคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายขอให้ได้มานอนตายที่ข้างริมฝั่งแม่น้ำคงคา

หากไม่เป็นได้ดังที่หวังขอกระดูกซึ่งเป็นของติดร่างกายนี้ได้มาถูกลอยลงในแม่น้ำคงคาเพื่อปลดเปลื้องบาปทั้งปวงก่อนกลับคืนสู่สวรรค์ตามความเชื่อนั้น โดยเฉพาะแม่น้ำคงคาที่ไหลผ่านเมืองพาราณาสี รัฐอุตรประเทศ แห่งนี้เท่านั้น

กล่าวกันว่าจำนวนศพที่ถูกหามกันมาในแต่ละวันตลอด 24 ชั่วโมงทำให้เมืองพาราณาสีซึ่งอดีตเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสีอันเป็นแคว้นโบราณจึงถูกขนานนามว่า “นครแห่งแสงไฟ” เพราะสาเหตุที่ว่าแสงไฟอันเกิดจากการเผาศพที่ถูกจุดต่อเนื่องกันไม่มีวันดับเป็นระยะเวลากว่า 5,000 ปีจวบจนถึงปัจจุบันจนทำให้เมืองนี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เมืองแห่งความตาย”

ประจักษ์พยานที่ชัดเจนนั้นคือบรรดายาจก วณิพก ขอทาน หรือผู้ไม่มีแม้แต่อาหารจะประทังชีวิต คนบ้านแตกสาแหรกขาด ชายที่ไม่มีแม้แต่ชายคาคอยป้องกันแดด ฝนตลอดถึงความหนาวเหน็บ คนไร้ที่ซุกหัวนอน จนถึงพราหมณ์ผู้คงแก่เรียนเรียกว่าบัณฑิต หรือพราหมณ์มหาศาลผู้เป็นที่เคารพบูชาของคนทุกวรรณะ พระราชามหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มหาเศรษฐี คหบดีผู้มีเงินทองเหลือเก็บและใช้ชีวิตอย่างพรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวารหญิงชาย รวมถึงพระเจ้าพรหมทัต มหาราชผู้ครองเมืองพาราณาสีก็ใช้ริมฝั่งแม่น้ำคงคานี้เป็นฌาปนสถานเช่นเดียวกับคนทั้งปวงดังที่กล่าวมาแล้วและในแต่ละปีมีศพไม่น้อยกว่า 35,000 ศพมาใช้สถานที่แห่งนี้ร่วมกัน

พิธีกรรมการเผาศพริมฝั่งแม่น้ำคงคาเป็นพิธีที่เปิดเผยโดยมี 2 ฆาต (ท่าเผาศพ) ที่ไว้ประกอบพิธีคือ ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต (Manikarnika Ghat) และท่าหริศจัณทร์ฆาต (Haishchandra Ghat)

โดยเริ่มต้นจากก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะจากผู้ตายไปจะประกอบพิธีสำคัญเพื่อผู้ตายโดยเฉพาะเรียกว่า โคทาน(Godan) หมายถึง การทำบุญกแก่วัว และ ไวตารนี (Vaitarni)

สำหรับพิธีโคทาน ผู้ที่กำลังจะตายจะถูกโกนผมที่ศีรษะพิธีจึงมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ฉโหรกรรม (Chhourkarma) โดยการนำวัวสีดำมาไว้ข้างกายของผู้ที่จะเสียชีวิต พราหมณ์จะทำแหวนจากหญ้ากุสะ(Kusha) สวมใส่ไว้ที่นิ้วนางของผู้ที่จะเสียชีวิตและจะสวดมนต์

ในขณะนั้นผู้ที่จะเสียชีวิตจะปาข้าวสาร, งา, ข้าวบาเลย์ เป็นต้น ไปที่วัวตัวนั้น เมื่อเสร็จพิธีเบื้องต้นนั้นแล้วจึงประกอบพิธีทักษิณา (Dakshina) ให้แก่พราหมณ์ผู้มาประกอบพิธี ความหมายของพิธีเพื่อให้โคเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นพาหนะเดินทางของพระศิวะการกระทำเช่นนั้นย่อมทำให้บาปหมดไปได้

ส่วนพิธีไวตารนี (Vaitarni) เป็นพิธีกรรมมีความเชื่อในตำนานว่าเป็นชื่อของแม่น้ำที่จะนำผู้ตายไปสู่ยมโลก (Yamaloka) ดังนั้นผู้ที่จะตายจะจับหางวัวสีดำไว้ด้วยมือขวาในขณะเดียวกันพราหมณ์จะปาข้าวสาร, ดอกไม้, งา, ข้าวบาเลย์ เป็นต้น พร้อมทั้งสวดมนต์และนำร่างของผู้ที่กำลังจะตายนอนลงบนเสื่อซึ่งทำจากหญ้ากุสะและจะมอบน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวนาถ (Lord Vishwanath) และของพระกาล ไภรวา (Kala Bhairava) ให้ดื่ม

ภายหลังจากดื่มแล้วเสร็จเขาจะเข้าสู่โมกษะก่อนที่จะเสียชีวิตลง หรือบางครั้งก็จะให้ดื่มน้ำจากแม่น้ำคงคาเพราะเชื่อว่าจะไปชำระล้างบาปที่ได้กระทำมาให้บริสุทธิ์ได้ และจะมอบใบตุลสี(กระเพรา) เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้ตายไปสู่วิษณุโลก (Vishnuloka) (ที่ประทับของพระวิษณุ) รวมถึงจะมอบแผ่นทองคำให้เพราะเชื่อว่าจะได้ไปสู่เทวโลก (Devaloka) (ที่อยู่ของเทวดา)

เมื่อพิธีกรรมทั้งสองเสร็จสมบูรณ์แล้ว ลมหายใจครั้งสุดท้ายได้พรากร่างกาย และจิตวิญญาณออกจากกัน ครอบครัวจะเป็นผู้จัดการกับศพเริ่มจากจะหันศีรษะของผู้ตายไปทางทิศเหนือ ญาติจะห่อร่างกายด้วยผ้าสีสำหรับสตรีส่วนบุรุษจะใช้ผ้าขาวแล้วนำศพวางบนไม้ไผ่เจ็ดซีกไม่มีโลงศพวางพวงดอกดาวเรืองและเดินไปตามท้องถนนหรือผูกวางไว้เป็นรถ

ญาติของผู้ตายจะว่าจ้างผู้อื่นหามหรือช่วยกันหามไปยังฆาตเผาศพและกล่าวบทสวดมนต์ตลอดเส้นทางว่า “ราม นาม สัจจ แฮ”(Ram Nam Satya Hai)แปลว่า ชื่อพระรามองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นความจริง สิ่งอื่นตายหมด (The name of Ram is truth) เมื่อศพถึงฆาตแล้วผู้จัดการในพิธีเผาศพหากเรียกในศัพท์ภาษาไทยเรียกว่า สัปเหร่อ สำหรับชาวฮินดูแล้วเรียกว่า โดม ราชา (Dom Raja)

ถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดสำหรับพิธีนี้เพราะทำหน้าที่เก็บรักษาไฟศักดิ์สิทธิ์อันเกิดจากตำนานที่กล่าวถึง กาลุ โดม (Kalu Dom) ผู้เป็นบ่าวรับใช้ของพระราชาพระนามว่า หริศจันทร์(King of Harishchandra) แห่งราชวงศ์สูรยะ ซึ่งได้พระราชทานตำแหน่งผู้จุดไฟเพื่อใช้เผาศพแก่กาลุ โดม (Kalu Dom) ความเชื่อในครั้งนั้นได้สืบทอดต่อกันมาถึงปัจจุบัน

ผู้ที่มีความประสงค์ใช้ไฟต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่โดม ราชา (Dom Raja) ปัจจุบันตำแหน่งโดม ราชา (Dom Raja) อยู่ภายใต้การดูแลของวรรณะพราหมณ์ตระกูลเจาดารี (Choudhary) ชาวอินเดียจึงมีความเชื่อที่ว่าไฟที่ได้รับจากโดม ราชา (Dom Raja) จะทำให้ผู้ตายเข้าสู่โมกษะอีกวิธีหนึ่งด้วย

ก่อนพิธีกรรมเผาศพจะเริ่มต้นขึ้น ศพผู้ตายเมื่อมาถึงจะถูกนำไปจุ่มลงในแม่น้ำคงคาอีกครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่จะนำกองฟืนซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้มะม่วงซึ่งเตรียมไว้มาจัดวางบนแผ่นปูนแล้วจึงนำศพมาตั้งวางไว้

พิธีกรรมจุดไฟเผาโดย โดม ราชา (Dom Raja) จะทำหน้าที่สวดมนต์ในบท กรรม กันทิ (Karma kandi) และเดินรอบกองฟืนที่ศพตั้งอยู่สามรอบพร้อมทั้งจะนำไม้จันทน์, น้ำมัน, ข้าวบาเลย์, งา เป็นต้น ใส่เข้าไปในกองฟืน

พิธีขณะนี้มีด้วยกัน 2 พิธี คือ 1. พิธีทาสัง (Dasang) และ 2. พิธีอัศทังถะ (Astagandha) ในพิธีทาสังเป็นการให้ 10 อย่าง ได้แก่ ข้าวบาเลย์, งา, แป้งข้าวเจ้า, น้ำมัน, โภชนภัตตา และปัญจมีวะ(Panchamewa) คือ ผลไม้แห้ง 5 อย่าง เป็นต้นซึ่งจะนำใส่เข้ากองฟืนเพื่ออุทิศแก่ผู้ตายและพิธีอัศทังถะเป็นการให้ 8 อย่าง ได้แก่ ไม้จันทน์ น้ำมัน ไม้กระเพรา เป็นต้น ซึ่งการอุทิศในพิธีนี้แก่ผู้ตายไม่ได้มีรูปแบบที่แน่นอนอยู่ที่ดุลยพินิจของญาติในการปลงศพครั้งสุดท้าย

เมื่อทุกอย่างดำเนินมาพอสมควรแล้วโดม ราชา (Dom Raja) จะเป็นผู้จุดเผาตรงปากของผู้ตายเป็นอันดับแรกและบริเวณกองฟืนทั้งหมดเพื่อให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ได้ทำหน้าที่ชำระล้างบาปผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นญาติของผู้ตายเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่จะอยู่ร่วมพิธีได้จะประกอบพิธีศราท (Shraddha) เป็นการบูชาวิญญาณบรรพบุรุษด้วยข้าวบิณฑ์(Pindas) (ก้อนข้าวสุก) เพื่อให้ผู้ตายไม่ต้องเป็นเปรตเร่รอน

เมื่อได้รับข้าวแล้วจะได้ไปสู่สุคติอยู่ร่วมกับวิญญาณบรรพบุรุษ ผู้ทำศราทธ์ ถ้าเป็นลูกชายจะช่วยให้บิดาพ้นขุนนรกชื่อ “ปุตตะ” พิธีนี้จะเริ่มในวันแรกเมื่อมีผู้ตายก่อนที่จะเผาศพและวันที่ 11 นับจากวันตายจะทำพิธีใหญ่โดยญาติทั้งหญิงและชายสายบิดาและมารดาสืบขึ้นไป 3 ชั่วคนต้องมาร่วมพิธี

ญาติเหล่านี้เรียกว่า “สบิณฑ์” แปลว่า “ร่วมข้าวบิณฑ์” หลังจากนั้นทำพิธีเดือนละครั้งเอยไปตลอดไป แล้วจึงเปลี่ยนทำปีละครั้ง ถ้าหากทำพิธีเสร็จแล้วข้าวของเครื่องใช้จะต้องทิ้งในแม่น้ำหรือโคนต้นโพธิ์

พิธีเผาศพริมฝั่งแม่น้ำคงคาจึงถือเป็นอุบายให้ผู้ศึกษาสามารถบรรลุถึงธรรมได้ดีดังที่สันติ เตชอัครกุล (ตามรอยบาทพระพุทธองค์, 2549 : หน้า 274-275) เรียบเรียงว่า “คนทุกคนไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ เป็นพาล เป็นบัณฑิตมั่งมีและขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินทุกชนิดที่ช่างหม้อปั้นแล้วทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งสุกและดิบ ล้วนมีความแตกสลายเป็นที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล E-mail : banaras2009@gmail.com

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 เมษายน พ.ศ. 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความเชื่อเบื้องหลังพิธีเผาศพของชาวอินเดีย สู่สถิติเผาริมฝั่งแม่น้ำคงคา 35,000 ศพต่อปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...