โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"ซุอิโกะ" จักรพรรดินีญี่ปุ่นองค์แรกที่มีแนวโน้มมีตัวตนจริงมากสุดในประวัติศาสตร์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 พ.ค. 2564 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 06.15 น.
“Chasing Fireflies in the Sumida River” ภาพเขียนบนผ้าไหม ผลงานของ TEISAI HOKUBA

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเด็นในเชิงวิชาการอันสืบเนื่องมาจากลักษณะหลักฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงต้นราวศตวรรษที่ 1 ซึ่งรับรู้กันว่าเขียนในลักษณะเรื่องจริงอิงเทพนิยายดังที่ปรากฏในพงศาวดารเก่าว่าด้วยที่มาและความเป็นเทพของจักรพรรดิ แต่นักวิชาการเชื่อว่าหลักฐานจากพงศาวดารที่ถือว่าพอมีน้ำหนักคือรัชสมัยซุอิโกะ เท็นโน (Suiko Tenno) จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นจักรพรรดินีญี่ปุ่นองค์แรกที่มีแนวโน้มมีตัวตนจริงมากที่สุด

บันทึกเก่าที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงต้น (ไม่รวมบันทึกของจีน) มาจากบันทึกสำคัญ 2 ฉบับคือ โคจิกิ (Kojiki) บันทึกเรื่องราวตำนานโบราณกาลที่รวบรวมในค.ศ. 712 เขียนเป็นอักษรญี่ปุ่น และนิฮนโฌะกิ (Nihon Shoki) หรือนิฮนงิ (Nihongi) ซึ่งแปลว่าจดหมายเหตุการณ์ของญี่ปุ่น

ยุพา คลังสุวรรณ บรรยายว่า เนื้อหาในนิฮนโฌะกิ บันทึกเกี่ยวกับจักรพรรดิจิมมุ จักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นที่ครองราชสมบัติในอาณาจักร และอธิบายว่าพระองค์เป็นลูกหลานเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่มีพระนามว่า อะมะเตะระซุ (Amaterasu) นิฮนโฌะกิเขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 720 เขียนเป็นอักษรจีน

เนื้อหาในบันทึกเล่าตำนานกำเนิดอาณาจักรว่ามาจากเทพชายนามว่า อิสะนะงิ (Izanagi) และเทพหญิงอิสะนะมิ (Izanami) ว่าเป็นผู้เสด็จลงมาสร้างเกาะญี่ปุ่น และสร้างเทพอื่นๆ มีเทพแห่งดวงอาทิตย์ และน้องชายที่เป็นเทพแห่งลม ทั้งคู่ต่อสู้กัน และเทพแห่งดวงอาทิตย์เป็นฝ่ายชนะ

เทพแห่งดวงอาทิตย์ส่งราชนัดดา คือนินิงิ (Ninigi) ลงมาปกครองเคาะคิวชู โดยนินิงินำพลอยหิน กระจก และดาบมาด้วย (ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของญี่ปุ่น) ขณะที่จักรพรรดิจิมมุ เป็นเหลนของนินิงิ ได้สร้างอาณาจักรของตัวเองตั้งแต่ 660 ปีก่อนคริสต์ศักราช

หลักฐานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอีกทางคือหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งบ่งชี้ว่า มีกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ 30,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชอันเป็นช่วงที่เกาะญี่ปุ่นยังเป็นแผ่นดินเดียวกับภาคพื้นเอเชีย เมื่อถามว่าคนญี่ปุ่นมาจากไหน? ในการตอบคำถามนี้ยังคงไม่สามารถฟันธงได้อย่างชัดเจน

แต่พอจะกล่าวได้ว่า ผู้อยู่อาศัยแรกสุดที่เกี่ยวข้องคนญี่ปุ่นเชื่อว่ามาจากหลายแหล่งทางตะวันออกของแปซิฟิก ประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ผู้อยู่อาศัยที่เก่าแก่ที่สุดและยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบันคือคนไอนุ

วัฒนธรรมตั้งแต่ยุคหินกลางมาจนถึงยุคหินใหม่ก็มีหลักฐานให้ได้บ่งชี้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยวัฒนธรรมหินใหม่เข้ามาประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชถึง 300 ปีก่อนคริสต์ศักราชซึ่งเรียกกันว่าเป็นยุคโจมน (Jomon) ตามมาด้วยยุคยะโยะอิ (Yayoi) 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 300 ยุคโคฟุน (Kofun) ค.ศ. 300-700 และมายุคอะซุกะ (Asuka) ค.ศ. 593-710

ในยุคอะซุกะ นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นยุคแรกที่เริ่มมีหลักฐานที่มีน้ำหนัก ยุคอะซุกะ เริ่มต้นยุคสมัยด้วยจักรพรรดินีซุอิโกะ ครองราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 593-628 เมื่อเทียบหลักฐานจากบันทึกแล้วเชื่อว่าเป็นจักรพรรดินีญี่ปุ่นองค์แรกที่ไม่ได้มีเพียงในตำนาน จักรพรดินีตั้งเจ้าชายโฌโตะกุ (Shotoku) พระราชนัดดาเป็นผู้สำเร็จราชการช่วยบริหารราชการแผ่นดิน

เอกสารพงศาวดารญี่ปุ่นที่เขียนโดยฮิโช ไซโต ฉบับแปลโดยยูปิเตอร์ สอดคล้องกับการอธิบายของยุพา คลังสุวรรณ ซึ่งอธิบายว่า เจ้าชายพระองค์นี้ปราดเปรื่อง รอบรู้วิทยาการจีน และเริ่มจัดการการปกครองตามระบอบจีน อาทิ ระบบเครื่องแบบอย่างระบบหมวกสิบสองชั้น และที่สำคัญคือบัญญัติ 17 ประการ ที่เป็นหลักศีลธรรมและหลักการปกครองกว้างๆ สำหรับให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ยุพา คลังสุวรรณ อธิบายว่า เจ้าชายร่างบัญญัติที่เป็นหลักการกว้างๆ (ลักษณะอาจแตกต่างจากความหมายของรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน) ข้อบัญญัติ 17 ประการประกอบด้วยเรื่องการเป็นรัฐที่ดี ออกแบบตามการปกครองรวมศูนย์แบบจีน

ในสมัยของเจ้าชายโฌโตะกุ ยะมะโตะ (Yamoto) รัฐแห่งหนึ่งในระบบการปกครองเริ่มเรียกผู้นำว่าจักรพรรดิ และนำความคิดแบบขงจื๊อมาใช้ในญี่ปุ่น ยุพา คลังสุวรรณ อธิบายว่า ช่วงนี้เป็นยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มมีผู้นำคนเดียว และต้องทำตามอาณัติสวรรค์ในการปกครองประชาชน

เจ้าชายโฌโตะกุ เป็นผู้ส่งเสริมพุทธศาสนา ทำให้อารยธรรมเอเชียแพร่กระจายไปทั่วในญี่ปุ่น และสร้างพระอารามหลายแห่ง แต่ในเรื่องระบอบการปกครอง ตำแหน่งข้าราชการยังใช้ระบบสืบต่อกันทางสายเลือดในตระกูล โดยไม่ได้อ้างอิงกับคุณสมบัติและความสามารถ

ช่วงปลายของรัชสมัย เจ้าชายโฌโตะกุ สิ้นพระชนม์ก่อนขึ้นครองราชย์ มหาอำมาตย์ก็ถึงแก่อนิจกรรม ผู้เป็นบุตรคือเอะมิชิ รับมรดกแทน

ช่วงเวลานั้นมีข้าราชการในราชสำนักที่เห็นชอบกับการปกครองแบบจีนที่มีกระทรวงและมีเสนาบดี ข้าราชการผู้นี้คือ นะกะโตมิ คะมะตะริ (Nakatomi Kamatari) เป็นผู้ก่อตั้งตระกูลฟุจิวะระ ล้มตระกูลโซงะ เมื่อ ค.ศ. 645 และทำการปฏิรูปที่เรียกกันว่า การปฏิรูปทะอิกะ (Taika) และสร้างระบบริท์ซุเรียว (Ritsuryo) อันเป็นรูปแบบการปกครองแบบจีนที่มาแพร่หลายในญี่ปุ่นช่วงปลายศตวรรษที่ 7

ระบบริท์ซุเรียว รวมศูนย์อำนาจสูงสุดที่ส่วนกลาง ผู้ปกครองมีอำนาจเหนือกฎหมาย คนธรรมดาต้องเสียภาษีที่ดิน และรัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รัฐเป็นผู้แบ่งทรัพย์สินให้คนทั่วไป มีสภาปกครองอาณาจักรผ่านผู้ครองท้องถิ่นซึ่งส่งมาจากเมืองหลวง

อ้างอิง:

ยุพา คลังสุวรรณ. ญี่ปุ่นสร้างชาติด้วยความรักและภักดี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2547

ฮิโช ไซโต, เอลิซาเบธ ลี. ยูปิเตอร์, แปล. พงศาวดารญี่ปุ่น. พิมพ์ครั้งที่ 3. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2561

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 เมษายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...