โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปรียบเทียบวัคซีน COVID–19

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 02 พ.ค. 2564 เวลา 12.59 น. • ทันข่าว Today

Highlight

หลายคนยังคงสับสนเรื่องของวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ โควิด-19 ว่าปัจจุบันมีวัคซีนตัวไหนบ้าง และแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร วันนี้ ทันข่าว today ได้รวบรวมข้อมูลไว้ให้แล้ว

วัคซีนโควิด 19 ในปัจุบัน มี 4 ชนิดหลัก แบ่งจากเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด 19 ได้แก่ 

1.วัคซีน COVID–19 ชนิดสารพันธุกรรม (mRNA vaccines) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันอีโบลา สำหรับกรณีโควิด 19 นี้ วัคซีนผลิตขึ้นจากการใช้สารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย mRNA จะเข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (Spike Protein) ของไวรัสชนิดนี้ แล้วทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตัวนี้ออกมา ปัจจุบันมี 2 บริษัท ที่ใช้เทคโนโลยีนี้คือ BioNTech / Pfizer และ Moderna

2.วัคซีน COVID–19 ชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral Vector Vaccines) โดยใช้ไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ (ไม่ทำให้เราป่วย) หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก แล้วตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ โดยฝากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา วัคซีนประเภทนี้สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี เนื่องจากเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยเทคโนโลยีนี้มีวัคซีนของ Johnson & Johnson, Oxford – AstraZeneca  และ Sputnik V

3.วัคซีน COVID–19 ที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein-based vaccines) จะใช้โปรตีนบางส่วนของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เช่น โปรตีนส่วนหนาม (Spike Protein) แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา เทคนิคนี้ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี ซึ่งแบรนด์ที่ใช้เทคนิคนี้ เช่น Novavax เป็นต้น

4.วัคซีน COVID–19 ชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccines) จะผลิตจากไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ที่ถูกทำให้ตายแล้วด้วยสารเคมีหรือความร้อน เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เป็นเทคนิคที่เคยใช้กับการผลิตวัคซีนตับอักเสบเอ หรือวัคซีนโปลิโอ (ชนิดฉีด) มาแล้ว แต่เพราะต้องทำในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3 ทำให้ผลิตได้ช้า และมีต้นทุนการผลิตที่สูง สำหรับวัคซีนที่ใช้เทคนิคดังกล่าว ได้แก่ Sinovac และ Sinopharm

ประสิทธิภาพในการป้องกัน COVID–19 

เปรียบเทียบให้ 4 แบรนด์ ได้แก่

  • แบรนด์ Pfizer จากสหรัฐอเมริกา ชื่อวัคซีน BNT 162 ใช้เทคนิค mRNA มีประสิทธิภาพของวัคซีนสูงถึง 95% ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง แต่ละครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ วัคซีนตัวนี้ มี 50 ประเทศ ที่อนุมัติให้ใช้
  • แบรนด์ MODERNA จากสหรัฐอเมริกา ชื่อวัคซีน mRNA-1273 ใช้เทคนิค mRNA มีประสิทธิภาพของวัคซีน 5% ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง แต่ละครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 4 สัปดาห์ วัคซีนตัวนี้ มี 36 ประเทศ ที่อนุมัติให้ใช้
  •   แบรนด์ AstraZeneca จากอังกฤษ ชื่อวัคซีน AZD1222 ใช้เทคนิค Adenovirus พาหะ มีประสิทธิภาพของวัคซีนเฉลี่ย 70.4% ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง แต่ละครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 4 สัปดาห์ วัคซีนตัวนี้มี 7 ประเทศ ที่อนุมัติให้ใช้วัคซีนตัวนี้
  •     แบรนด์ SINOVAC จากจีน ชื่อวัคซีน Coronavac ใช้เทคนิค วัคซีนเชื้อตาย มีประสิทธิภาพของวัคซีน 50.3%  ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง แต่ละครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 2-4 สัปดาห์ ใน วัคซีนตัวนี้ มี 3 ประเทศ ที่อนุมัติให้ใช้

ขณะนี้ ประเทศไทยนำเข้าวัคซีน CoronaVac ของบริษัทซิโนแวค (SinoVac) ประเทศจีน  จำนวน 2 ล้านโดส ที่เข้าไทยมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม 2564 และ วัคซีน AZD1222 ของบริษัท AstraZeneca จากอังกฤษ จำนวน 117,600 โดส ที่เข้าไทยในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ความแตกต่างของวัคซีน Sinovac และ AstraZeneca

แบรนด์ Sinovac และ AstraZeneca ในเรื่องของประสิทธิภาพไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรง เนื่องจาก ประสิทธิภาพของ Sinovac 50.3% เป็นการวิเคราะห์การป้องกันการติดเชื้อที่แสดงอาการตั้งแต่น้อยมาก ในขณะที่วัคซีนของ  AstraZeneca ประสิทธิภาพเฉลี่ย 70.4% (62.1-90.0%) เป็นประสิทธิภาพในการป้องกันโรคแบบมีอาการ แต่วัคซีนจากทั้งสองบริษัท สามารถป้องกันการติดเชื้อทุกรูปแบบ เท่ากันที่ 54.1% และป้องกันอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต 100%

กลุ่มไหนที่สามารถฉีดวัคซีน ?

กลุ่มที่สามารถฉีดวัคซีน Sinovac ได้คือกลุ่มอายุ 18-59 ปี และวัคซีน AstraZeneca สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป สำหรับผู้มีโรคประจำตัวสามารถฉีดได้ทั้งคู่ ยกเว้นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจที่เพิ่งรักษาหาย รวมถึง ห้ามผู้ที่แพ้รุนแรง หรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน ไม่แนะนำให้ฉีด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...