โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์" เน็กซ์สเต็ป "adapter digital" สร้างดาต้าไมนด์เซตขับเคลื่อนองค์กร

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 16.19 น.

ตลาดโฆษณาดิจิทัลโตติดลมบนต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะลดความร้อนแรงลง ต่างจากสื่อดั้งเดิมที่อยู่ในช่วงขาลง แม้แต่ “ทีวี” ถึงจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมด “ดิจิทัล” แล้วก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ตลาดปีนี้ที่ว่าโตถึง 21% ทะลุ 1.5 หมื่นล้านบาท ยังโตน้อยกว่า “adapter digital group” แถมไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้ยังเตรียมเพิ่มทีม-เปิดหน่วยธุรกิจใหม่เพื่อเติมความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจรมากขึ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์” ประธานกรรมการบริหาร adapter digital group หลากหลายแง่มุมและจังหวะก้าวใหม่ของ adapter ดังนี้

Q : ตลาดโฆษณาดิจิทัล

ตลาดภาพรวมปีนี้โตจากปีที่แล้ว 21% ปีหน้าก็น่าจะโตไม่ต่ำกว่าปีนี้ แต่ละอุตสาหกรรมโตไม่เท่ากัน ปีนี้ที่โตมากอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์, สกินแคร์, แบงก์ และการสื่อสาร ปีหน้าจะเริ่มเห็นมูฟเมนต์อื่น ๆ อย่างที่รู้ว่าปีนี้แบงก์โตเพราะพยายามดึงคนมาใช้ดิจิทัลแบงกิ้ง ส่วนรถยนต์เริ่มกลับมาพลิกฟื้นจากที่ดรอปลงในช่วง 1-2 ปีก่อน เมื่อเริ่มพลิกฟื้นเจ้าใหญ่จึงสาดแคมเปญเพื่อดึงดีมานด์ ส่วนสกินแคร์โตอยู่แล้ว แต่ปีนี้โตมากขึ้นทั้งจากบิ๊กเพลเยอร์และหน้าใหม่ ๆ เป็นตลาดที่มีนิวเพลเยอร์เยอะ ปีหน้าก็น่าจะโตประมาณนี้ ขณะที่ตลาดการสื่อสารจะน่าสนใจมากขึ้น จากกระแส 5G รวมถึงการแข่งขันในกลุ่มโมบายดีไวซ์ เพราะ 4G เริ่มคัฟเวอร์ก็ขยับมาสู่ยุคใหม่เหมือนสมัย 4G ที่เริ่มมีการแนะนำเทคโนโลยีใหม่ คลื่นใหม่ใด ๆ ก็แล้วแต่จะมีการแข่งขันมากขึ้น คนที่อยู่เบอร์ 3 อาจเข้ามาช่วงชิงตลาดมากขึ้น

Q : ปีหน้าโตอีกเท่าไร

อย่างต่ำ 20% เพราะเอาจริง ๆ ภาพรวมที่บอกว่าตลาดโฆษณาดิจิทัล 15,000 ล้านบาท เป็นเม็ดเงินจาก 20 เอเยนซี่ใหญ่ ยังไม่รวมเอสเอ็มอีที่ทำเอง และเอเยนซี่เล็ก ๆ อื่น ๆ แสดงว่าเม็ดเงินจริงโตกว่านี้เยอะ

Q : แต่เงินครึ่งหนึ่งไปเฟซบุ๊ก กูเกิล

ต้องบอกว่าทั่วโลกเป็นแบบนี้ เราก็จะยากในแง่ที่ว่า ไม่ได้มีโลคอลฮีโร่เหมือนบางประเทศ อย่างจีนที่มีเว็บของเขาเอง โลคอลฮีโร่เราที่น่าสนใจก็มีอย่างพันทิปยังอยู่ในท็อปเทนที่มีการใช้งาน เพราะมีความเฉพาะตัวและยังไม่มีเซอร์วิสเดียวกันที่เป็นฟอรั่มมาทดแทนได้

Q : ควรทำตัวอย่างไร

ยุคนี้ที่เห็นเทรนด์ที่น่าสนใจ คือ เราจะไม่ได้รีไลน์ออนพวกนี้อย่างเดียว ต้องพยายามสร้างทราฟฟิกของตนเอง แต่ทราฟฟิกต้องไปเกาะตามโซเชียลกับเสิร์ช เพราะคือท็อปแอ็กทิวิตี้ของคนที่เสพข่าว

ช่องสื่อต่างประเทศเท่าที่เห็น ไม่ได้รีไลน์ออนเฟซบุ๊ก หรือโซเชียลแล้ว เขาพยายามดึงคนเข้ามาดู มาฟังผ่านโมบายแอป เช่น ซีเอ็นเอ็น จะเห็นว่าทุกเบรกโปรโมตให้คนโหลดแอปพลิเคชั่นจึงเป็นความน่าสนใจที่ทุกคนพยายามสร้างโอว์นมีเดียของตนเอง สร้างดาต้าของคนอ่านคนดูคนฟังที่เป็นคนอ่านของตนเอง

*Q : ต้องมีแอปเอง *

ใช่ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจของลูกค้าเราเองที่แชร์ได้ คือคนส่วนใหญ่จะคิดว่าแอปไม่มีประโยชน์ คนไทยใช้อย่างมาก 5 แอป ทั้งที่โหลดมาเป็นร้อย แต่จริง ๆ ถ้าตีโจทย์แตกว่าทำไมเขาต้องโหลดแอปเรา หลัก ๆ ที่คนไทยโหลด คือเรื่องยูทิลิตี้ต้องเอามาใช้ประโยชน์บางอย่างกับชีวิตเขาได้จริง ไม่ใช่ว่าทดแทนด้วยอย่างอื่นได้ เช่น ไม่ต้องเข้าแอปเข้าเว็บก็ได้ เป็นต้น แบบนี้ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น จึงต้องหายูเซจให้ได้ที่เป็นยูทิลิตี้ คนไทยไม่ปฏิเสธที่จะดาวน์โหลดแอป ถ้าแอปมีประโยชน์กับชีวิตเขา

มีตัวอย่างหนึ่งที่เราทำ เป็นกลุ่มตลาดมิดเทียร์ กลุ่มนี้เราเคยคิดว่าทำแอปออกมาใช้คงแป้กแน่ เข้าถึงเขาไม่ได้แน่ แต่ปรากฏว่าพอไปศึกษาผู้บริโภคกลุ่มนี้จริง ๆ พบว่าเขาโหลดแอป แต่โหลดบางประเภท เช่น ตรวจหวย ดังนั้น จะทำอะไรควรเจาะลึกลงไปในพฤติกรรมการบริโภคของแต่ละเซ็กเมนต์เพื่อที่จะได้เมกชัวร์ว่าสิ่งที่ทำใช่จริง ๆ

Q : กำลังซื้อในตลาด

ตลาดไทยหลายตัวมีเรื่องกำลังซื้อชะลอลง แต่ก็ยังมีเทรนด์ที่คนไทยยังไงก็ต้องซื้อ เช่น เฮลท์, บิวตี้ อะไรที่ออกมาใหม่ที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้โอเค หรือพรีเมี่ยมเซ็กเมนต์ไปเลยไม่กระทบ

อีกสิ่งที่เป็นเทรนด์ที่เห็นลูกค้าส่วนใหญ่ทำ คือ ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะกำลังซื้อในประเทศ เขาขยายไปตลาดเพื่อนบ้าน เช่น สินค้าประเภทเครื่องดื่มบำรุงกำลัง

Q : เติบโตแต่สื่อดิจิทัล

ต้องบอกว่าเป็นการเปลี่ยนของผู้บริโภค ไม่ใช่ความคิดของแชนเนลหรือเนื้อหา คนเริ่มบริโภคสื่อที่ใกล้ตัวและเป็นความเคยชินในการใช้งานด้วย ในแง่สื่อทีวีมีมูฟเมนต์ที่น่าสนใจ คือ การซื้อทีวีโดยปกติจะแพงขึ้น เข้าถึงคนได้น้อยลงเพราะคนไม่ได้ดูทีวีปกติ และดิจิทัลทีวีมีหลายช่อง สมมุติแบรนด์อยากเข้าถึงคนเซ็กเมนต์หนึ่ง เมื่อก่อนเคยซื้อแบบเลือกได้ สมมุติอยากได้คนในเมือง คือ ช่อง 3 อยากได้ต่างจังหวัด คือช่อง 7 เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ต้องไปไล่ซื้อแยกซอยเป็นรายการ ฉะนั้น ช่วงหลังที่ทำกันคือซื้อออนไลน์ทีวีมาคอมพลีเมนต์ราคา ทีวีปกติ เอาทีวีซีนมาลงในออนไลน์ แต่ราคาจะบาลานซ์ให้อยู่ในจุดที่คุ้มที่สุด เชื่อว่าปีหน้าจะเห็นชัดขึ้นอีก

Q : จะเกิดอะไรขึ้น

จะเริ่มเห็นไฮบริด ทีวีต้องมีโซลูชั่นที่เป็นไฮบริด ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างละครเลือดข้นคนจางที่บอกว่า คนดูผ่านไลน์ทีวีมากกว่าทีวี เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะตัวละครไม่ได้แมสมาก ไม่เหมือนบุพเพฯที่ทุกคนดูได้ เข้าถึงได้ แต่พรูฟได้อย่างหนึ่งว่า คนเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูไปแล้วจริง ๆ และพฤติกรรมของคนแต่ละเซ็กเมนต์ไม่เหมือนกัน

Q : พบพฤติกรรมอะไรที่น่าสนใจ

เรียกว่าเซอร์ไพรส์ดีกว่า เมื่อก่อนเราจะคิดว่าดิจิทัลเป็นเรื่องของคนเมือง คือความเชื่อและสิ่งที่เราเข้าใจมาตลอด พอไปทำรีเสิร์ชเยอะ ๆ คุยกับพาร์ตเนอร์เยอะ ๆ พบว่ากลุ่มคนต่างจังหวัดใช้สื่อดิจิทัลแต่ใช้ด้วยรูปแบบที่ต่างกัน อย่างเพลงลูกทุ่ง ถ้าไปไล่ดูจะพบว่า เพลงลูกทุ่งหลายเพลงมียอดวิวเป็นร้อยล้าน พอลงไปเจาะลึกไปไล่ดูจะพบว่า คนต่างจังหวัดเข้าถึงสื่อดิจิทัล แต่ต้องดู 1.แพตเทิร์น 2.คอนเทนต์ เขาใช้ยูทูบเยอะมาก เพราะเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ไม่เหมือนเราที่พบเห็นทุกสิ่ง เขาจึงอาศัยตรงนี้มานั่งดู พวกรายการบันเทิง, มิวสิกวิดีโอ หรือแม้แต่รายการที่มีเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจเพื่อทำให้ชีวิตเขาไปต่อได้ดีขึ้น พัฒนาขึ้น

Q : การทำงานก็ต้องปรับต้องเปลี่ยน

ใช่ครับ การทำดิจิทัลด้วยวิธีแบบเดิม ๆ เข้าถึงคนไม่ได้ อย่าลืมว่าคนมีวิธีคอนซูมที่ไม่เหมือนเดิม และไม่เหมือนกันอีกแล้ว การวางอีโคซิสเต็มของแต่ละเซ็กเมนต์ หรือแต่ละแบรนด์มีความสำคัญมากในการเข้าถึงคนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า

Q : ทำงานยากขึ้น

ยากขึ้น แต่ก็สนุกขึ้น ต้องอาศัยความพยายาม อาศัยทีมที่ต้องวางแผน ทีมที่ต้องวิเคราะห์ ช่วยคิด

Q : แนะนำลูกค้าอย่างไร

เมื่อก่อนข้อมูลต่าง ๆ จะปรับทุกปี เดี๋ยวนี้ปรับทุกแคมเปญ เพราะความเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นมากถึงต้องทำเวิร์กช็อปให้ทีมทุก 2 อาทิตย์ ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมากโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

สิ่งที่ทำในแคมเปญนี้ พอมีเลิร์นนิ่งเคิร์ฟจะหยิบไปใช้แคมเปญหน้าเลยไม่ได้ และไม่มีเวลาให้วิเคราะห์ทั้งปีแล้ว ความเร็วขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทำให้เราต้องเปลี่ยนไมนด์เซต จากแต่ก่อนมีเวลา 3 เดือนทำแคมเปญ เดี๋ยวนี้เดือนหนึ่งก็เก่งแล้ว ต้องสร้างไดนามิกแอ็กชั่นที่เรสปอนด์ได้เลย

Q : ต้องรีบลืมความสำเร็จเดิม

ใช่ เป็นเอ็กซพีเรียนซ์หนึ่งที่เราเห็นภาพอย่างนี้เลยคือว่า สิ่งที่เคยทำแล้วเวิร์ก พอมาทำต่อ ซึ่งอาจใช้เวลาแค่ 2-3 เดือน กลายเป็นไม่เวิร์กไปแล้ว

Q : ผลักดันทีมอย่างไร

ต้องบอกว่าด้วยวัฒนธรรมในออฟฟิศ เราพยายามสร้างให้ทุกคนมองไปข้างหน้าตลอด ฉะนั้น เขาต้องขวนขวายในการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา มีเซสชั่นอะไรที่อัพเดต ทุกคนต้องอัพเดตเท่ากัน เช่น แอดฟอร์แมตในเฟซบุ๊กมี 20-30 ฟอร์แมต ไม่ใช่แค่ฝ่ายมีเดียที่ต้องรู้เรื่อง เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องรู้เรื่องด้วย เพราะครีเอทีฟคิดงานไม่ได้ ถ้าไม่รู้ว่ามีฟอร์แมตอะไรบ้าง

เราพยายามอัพสกิลทุกคนให้เท่ากัน อัพทูเดตที่สุด โดยเวิร์กช็อป สร้างแบรนด์ทีม แบรนด์ทีมจะมีส่วนสำคัญในการดึงทีมให้ไปข้างหน้า ทุกคนจะพุชองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือสิ่งที่เขาไฟน์ดิ้งเจอมาในส่วนงานที่เขาเจอ ในการที่จะเอามาโยนกัน ผลักดันงาน นำมาวางแผน อีโคซิสเต็มที่เหมาะกับแต่ละแบรนด์ แต่ละทีมจะมีครบทุกฟังก์ชั่นในการทำงาน ดึงเอาคนในแต่ละบิสซิเนสยูนิตมาร่วมอยู่ในแบรนด์ทีมนั้น ๆ

Q : KOL และอินฟลูเอนเซอร์ยังมีบทบาทไหม

คนเชื่อคนมากกว่าโฆษณา จะอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นเซ็กเมนต์ไหนก็แล้วแต่ เมกะหรือเซเลบฯ หรือมาโคร ไมโครใด ๆ ลอจิกเดียวกัน คือ เขาเชื่อใน “คน”

ถามผมคือ เซเลบฯไม่ได้ผิด คนบอกเมกะไม่ใช้แล้วต้องลงไมโคร ผมว่าอยู่ที่โจทย์ ถ้าเราเลือกคนได้ถูก คอนวินซิ่งคนได้ จริง ๆ สร้างรีช และคอนวินซิ่งได้มหาศาล แต่ถ้าเลือกผิดคน คนไม่คิดหรอกว่าจะไปใช้แบรนด์นี้หรือไปใช้เขาเป็นคอมเมอร์เชียลยังไงก็ไม่เกิด

เทรนด์ KOL ยังไงก็ยังอยู่ แต่อยู่ที่วิธีการเลือกใช้ การวัดผล เลือกยังไงให้ฟิตอินกับแบรนด์ที่สุด คนต่างจังหวัดมาก ๆ เอาจริง ๆ บางครั้งต้องใช้เมกะ เพราะคนใกล้ตัวมาก ๆ ถามว่ามีผลไหม มีผลแต่น้อยมากเพราะเน็ตเวิร์กเขาแคบ ไม่เหมือนพวกเราที่เน็ตเวิร์กกว้างมาก ฉะนั้น ไมโครจะมีผลกับเรามากกว่าเซเลบฯ ฉะนั้น ไม่ได้แปลว่าใช้กับไมโครอย่างเดียวแล้วจะเวิร์ก ต้องมิกซ์ยูส แล้วแต่โจทย์

เทรนด์ช่วงหลังที่เริ่มเห็นปีนี้ คนใช้เมกะน้อยลง ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่อะไรก็เห็นแต่ดารา แต่อย่างที่บอกแล้วแต่โจทย์ ถ้าโจทย์ฟิตอินก็ยังคุ้มในการที่จะใช้ แต่ไม่ใช่สาดเงินทั้งหมดไปกับกลุ่มนี้

กลุ่มเมกะสิ่งที่ได้เร็วที่สุด คือ อะแวร์เนสในโซเชียล เพราะมีฟอลโลเวอร์สูงมาก แต่สิ่งที่กลุ่มนี้ฟูลฟิลต่อไม่ได้ คือ ความน่าเชื่อถือในการใช้จริง ไม่เหมือนคนใกล้ตัวเราที่จะรู้สึกว่าคนนี้ใช้จริง แต่ถ้าเลือกคนที่ฟิตอินจริง สิ่งนี้ก็จะได้ตามไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ง่าย

Q : ถ้าเป็นแบรนด์ที่เงินไม่เยอะ

ต้องมาดูก่อนว่าควรใช้อะไรดีกว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่ต้องใช้ KOL แต่ต้องยอมรับว่าแบรนด์หลายแบรนด์ที่เราทำ KOL มีผลจริง ๆ แต่ทำหน้าที่ได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าบอกว่าแบรนด์นี้ไม่เคยเป็นที่รู้จักเลยในตลาดแล้วอยู่ดี ๆ จะมาบอกว่า ใช้ KOL เลย ถามผม ถ้าเป็นการแนะนำตัวในตลาดจะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้ก่อน สิ่งที่ KOL ต้องทำคือ โน้มน้าว (convince)

Q : เทรนด์ใหม่ ๆ

มีสิ่งน่าสนใจ 2 อย่าง คือ 1.จะวางอีโคซิสเต็มที่เชื่อมต่อกับคนยังไง ต้องชัดเจนและเห็นภาพเม็ดเงินที่จะให้ความสำคัญในแต่ละแพตเทิร์น 2.เรื่องดาต้า ทุกคนพูดเรื่องดาต้า แต่ไม่ได้เอาไปใช้อย่างเป็นประโยชน์ที่สุด แต่ละที่ใช้ไม่เหมือนกัน เรื่องการเก็บข้อมูลเชื่อว่าทุกคนเก็บ แต่เก็บแล้วเอาไปใช้หรือเปล่า เพราะความสำคัญของ “ดาต้า” ไม่ใช่แค่เก็บ แต่คือการนำไปใช้ ดาต้าเป็นอาวุธใหม่ที่ทำให้ไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น

Q : เป็นสิ่งใหม่ของอะแดปเตอร์กรุ๊ปด้วย

ครับ แต่ก่อนเราบอกว่า เราจะเป็น “digital expertise” ตอนนี้ขยับมาเป็น digital ecosystem expertise มองภาพรวมที่ไปอินเตอร์คอนเนกต์กับทุกการเดินทางของคนให้มากขึ้น

การย้ายมาอยู่ตึกเพิร์ลก็เพื่อขยายทีมงาน ขยายธุรกิจ เน้น 3 ขา คือ 1.ครีเอทีฟ 2.อินโนเวทีฟ และ 3.ดาต้าอินเทลลิเจนซ์ ลูกค้าเราเองเริ่มขยายตลาดไปในเออีซี เราก็ไปที่พม่า ลาว และกัมพูชาตามลูกค้า โดยทำงานร่วมกับเอเยนซี่ที่โน่น ทีมงานจาก 135 คน จะขยายเป็น 180 คน

เน็กสเต็ป คือ ขยายไปตลาดจีนและฮ่องกงในอีก 2 ปี ส่วนที่เป็นเซอร์วิสใหม่ คือ ดาต้าอินโนเวชั่น เดิมก็มีทำให้ลูกค้าเป็นโซลูชั่น ตอนนี้แยกมาเป็นยูนิตต่างหาก นอกจากซัพพอร์ตอีโคซิสเต็มหลักของเราแล้วก็ยังสร้างแวลูของเขาเองให้ลูกค้าได้ คือ แยกทำงาน เช่น ลูกค้าต้องการเฉพาะดาต้าเซอร์วิส ก็คอนเนกต์กับบิสซิเนสยูนิตนี้ได้โดยตรง เพราะเริ่มเห็นความต้องการที่สูงขึ้น และมองว่านี่คือ new value

เทรนด์ปีหน้า ดาต้ามาแน่ แต่ใครจะนำมาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดในองค์กรเราเองพยายามสร้างดาต้าไมนด์เซตให้ทุกคนทุกแผนกเอาดาต้ามาใช้ทำงานให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งกลยุทธ์, ครีเอทีฟ, มีเดีย ทุกคนใช้ดาต้าในมุมมองที่ไม่เหมือนกัน จึงมีทีมดาต้าที่เจาะลึกและรับผิดชอบเรื่องนี้ไปเลย

Q : เป็นทีมซัพพอร์ตหรือนำ

ทั้งลีดและซัพพอร์ตในเชิงอีโคซิสเต็มโดยรวมด้วย อย่างที่บอกบางแบรนด์ใช้เป็นลีด บางแบรนด์คอนเนกต์กับอีโคซิสเต็มรวม เช่น แบรนด์มือถือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะโปรโมตฟีเจอร์อะไรก็เอาทีมนี้มาช่วยทำ เรามีระบบบางอย่างที่รู้ข้อมูลได้ว่า คนชื่นชอบฟีเจอร์ไหน จะด้วยแพสชั่นหรือเพนพอยต์ มีฟีเจอร์ไหนตอบโจทย์ได้

เมื่อก่อนเราจะเชื่อแต่ข้อมูลโฟกัสกรุ๊ป ซึ่งจริง ๆ แคบมาก อย่างมากทำได้แค่ร้อยคน ไม่ได้เป็นตัวแทนคน 20 ล้านคนได้ ฐานข้อมูลต้องใหญ่ ที่สำคัญต้องพรีดิกทีฟได้จริง เราทำให้ลูกค้ามาระยะหนึ่งแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้ามาแอ็กชั่นอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับการสื่อสาร เพราะลูกค้าถามเยอะว่าเขาก็มีหน่วยงานภายในที่มีดาต้าอยู่แล้วทำไมต้องใช้ของเรา จริง ๆ ฝั่งดาต้าของลูกค้า สิ่งที่เขาวิเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นการนำมาทำโปรดักต์ใหม่หรือพัฒนาเซอร์วิสที่มีอยู่ แต่เรานำมาทำเรื่องการสื่อสารเป็นหลัก

คีย์สุดท้ายที่เป็นมูฟวิ่งฟอร์เวิร์ดที่สำคัญ คือ หลายเอเยนซี่จะอยู่กับดิจิทัลเมทริกซ์ คือยอดวิวเท่านี้ คนเอ็นเกจเท่านี้ แต่ของเราไม่ใช่ เราทำ “เอฟเฟ็กทีฟมาร์เก็ตติ้งรีซัลต์” คือทำในเรื่องที่ว่าคนสนใจซื้อสินค้าคุณจริงหรือเปล่า มีอินเด็กซ์บางอย่างมาใช้ประกอบได้ ดูว่ายอดขายเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ถ้าโจทย์คือยอดขาย เราโก บียอนด์ไปแล้ว

Q : ผลประกอบการปีนี้

เราโต 43% ขณะที่ตลาดโต 21% เราโตกว่าสองเท่าในแง่รายได้ กลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตต่อไป คือ มองลูกค้าเป็น “บิสซิเนสพาร์ตเนอร์” และทำอย่างไรถึงจะเข้าไปอยู่กับลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ไม่ใช่แค่ไปทำโฆษณาให้เขา

ปีหน้าจะเห็นตัวเลขที่เติบโตขึ้นจากเซอร์วิสใหม่ ๆ และตลาดที่ขยายไปในเออีซี

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat
.
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

[](http:// https://line.me/R/ti/p/@prachachat)

[](http:// https://line.me/R/ti/p/@prachachat)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...