พ่อขุนรามคำแหงไปเมืองจีน เอาเทคโนโลยีทำถ้วยชามกลับมาสุโขทัยจริงหรือ?
พ่อขุนรามคำแหงไปเมืองจีน เอาเทคโนโลยีทำถ้วยชามกลับมาสุโขทัยจริงหรือ?
ตำราเรียนหลายเล่ม หรือบทความหลายชิ้นบทอินเตอร์เน็ตอ้างว่า พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีทำถ้วยชามมาจากจีน และเริ่มผลิตเครื่องถ้วยชามอันโด่งดังของอาณาจักรสุโขทัย ที่เรียกกันว่า “ชามสังคโลก” ในรัชสมัยของพระองค์ เหตุที่มีการเขียนลักษณะนี้มีที่มาที่ไปอยู่ ไม่ใช่เขียนขึ้นลอยๆ เพราะนอกจากจะปรากฏในตำนานพระร่วงแล้ว ยังมีการแปลเอกสารจีนในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานยืนยันว่า “เสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋ง” เคยเสด็จไปเฝ้า “พระเจ้ากรุงจีน” ถึงสองครั้ง
ผู้ที่แปลเรื่องดังกล่าวก็คือ ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) แปลจากหนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่ ซึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในคำนำ ประชุมพงศาวดารภาค 5 ว่า “จดหมายเหตุจีนเหล่านี้ หลวงเจนจีนอักษร (สุดใจ) พนักงานหอพระสมุดฯ ได้แปลเป็นภาษาไทยเฉพาะตอนที่กล่าวด้วยสยามประเทศ เรียบเรียงทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปีระกา เอกศก พ.ศ. ๒๔๕๒”
และพระองค์ก็ทรงอธิบายเรื่องของการเทียบศักราชไว้ว่า“เมื่อพิมพ์ครั้งแรกนั้น ยังไม่ได้สอบศักราชครั้งกรุงเก่าได้แน่นอน จดหมายเหตุจีนมักเรียกพระเจ้าแผ่นดินสยามแต่ว่า ‘เสี้ยม-หลอก๊กอ๋อง’ ไม่รู้ใคร่ได้ว่าความที่กล่าวตรงไหนจะเป็นแผ่นดินไหนแน่ บัดนี้ได้สอบศักราชรัชกาลครั้งกรุงเก่ารู้ได้เกือบจะไม่ผิดแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้บอกรัชกาลและได้ทำคำอธิบายเพิ่มเติมลงไว้ในฉบับที่พิมพ์ในเล่มนี้”
ข้อความที่ว่า“เสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋ง” ไปเมืองจีน และได้เข้าเฝ้า พระเจ้ากรุงจีน ตามสำนวนแปลของ ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) มีอยู่ว่า
“แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๓๑ กะโหงวชิดหง้วย (ตรงกับ ณ วันเดือนเก้า ปีมะเมียจุลศักราช ๖๕๖ ปี) ในปีนั้นพระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮ่องเต้ สวรรคต พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนนามแผ่นดินเสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งมาเฝ้า พระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้รับสั่งกับเสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งว่าแม้ท่านคิดว่าเป็นไมตรีกันแล้วก็ควรให้ลูกชายหรือขุนนางมาเป็นจำนำไว้บ้าง
แผ่นดินไต๋เต็ก (นามแผ่นดินของพระเจ้าหงวนเสงจงฮ่องเต้) ปีที่ ๔ แกจื๊อลักลักหง้วย (ตรงกับ ณ เดือนแปดปีชวดจุลศักราช ๖๖๒ ปี)เสี้ยมก๊กอ๋องมาเฝ้า”
และในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 5 ก็มีการใส่เชิงอรรถอธิบายเสริมคำ“เสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋ง” ที่กล่าวถึงครั้งแรกเอาไว้ว่า“ที่จีนเรียกพระนามเสียมก๊กอ๋องว่า กังมกติ๋ง จะมาแต่อะไรยังคิดไม่เห็น แต่ศักราชนั้นตรงกับแผ่นดินพระเจ้ารามคำแหง” (“กังมกติ๋ง” นั้น ผู้รู้ยุคหลังท่านว่าน่าจะหมายถึง “กมรเตง” อย่างที่เรียกเจ้าเขมร)
และอีกครั้งที่มีการกล่าวถึง “เสี้ยมก๊กอ๋อง” เฉยๆ ไม่มีสร้อยว่า “กังมกติ๋ง” ก็มีการอธิบายเสริมว่า“พระเจ้ารามคำแหงเสด็จไปเมืองจีน ๒ ครั้งนี้ ที่ไปเอาจีนเข้ามาทำเครื่องถ้วยสังคโลก”
ที่มีการตีความว่า “เสี้ยมก๊กอ๋อง” หมายถึง พ่อขุนรามคำแหง ก็เพราะเชื่อกันว่า “เสี้ยมก๊ก” (หรือที่เดี๋ยวนี้สะกดว่า “เสียมก๊ก” มากกว่า) ต้องหมายถึง “สุโขทัย” เป็นแน่ และเป็นเหตุให้การเล่าประวัติพ่อขุนรามคำแหง จึงมีการกล่าวอ้างว่าพระองค์เป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีการทำถ้วยชามมาจากจีน เพราะตรงกับรัชสมัยของพระองค์พอดี
“เสียมก๊ก” คือที่ไหน?
แต่นักประวัติศาสตร์ยุคหลังหลายคนไม่ค่อยจะเชื่อว่า “เสียมก๊ก” หมายถึง สุโขทัย กลับมองว่าน่าจะเป็นหัวเมืองใกล้ชายทะเลอย่าง“สุพรรณภูมิ” เสียมากกว่า
ทักษิณ อินทโยธา ได้รวบรวมข้อโต้แย้งไว้หลายประการ โดยหลักฐานหลายชิ้นก็เป็นของฝั่งจีนเอง เช่น“บันทึกภูมิประเทศและจารีตประเพณีของ เจินหล้า (เขมร)” ของโจวต๋ากวาน ที่เดินทางมาเมืองเขมรเมื่อปี พ.ศ. 1838 และได้เขียนถึง“เสียน” และ “หลอหู” (ละโว้) เอาไว้ด้วย โดยได้ระบุที่ตั้งของ “เสียนหลอ” ไว้ว่าตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขมร จึงไม่ใช่สุโขทัยแน่ๆ
บันทึกหนานไห่ที่เฉินต้าเจินเขียนขึ้นในราวปี พ.ศ. 1840-50 ก็บรรยายว่า อาณาจักรเสียนปกครอง ซั่งสุ่ย (ศรีสัชนาลัย?) และ“สูกู่ไถ” อันน่าจะหมายถึง “สุโขทัย” นั่นก็น่าจะแปลว่า เสียนกับสุโขทัยนั้นแยกกัน และเสียนมีอิทธิพลเหนือสุโขทัย
ส่วน “บันทึกย่อเผ่าชาวเกาะ” ของวังต้ายวน ที่เขียนขึ้นในยุคใกล้ๆ กับที่ตั้งกรุงศรีอยุธยาก็ว่า เสียนกับหลอหูรวมกันในช่วง พ.ศ. 1892 กลายเป็นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหลังจากนี้เวลาจีนเรียกศูนย์กลางของอาณาจักรสยามก็มักจะเรียกว่า “เสียนหลอ” หรือ“เสียน” เฉยๆ เสมอ และนั่นก็เป็นช่วงก่อนที่อยุธยาจะผนวกสุโขทัยหลายสิบปี
หรือเอกสารสมัยราชวงศ์ชิงก็ว่า เสียนนั้นมีแม่น้ำเกิดจากภูเขาทางใต้ไหลขึ้นเหนือมาออกอ่าวไทย ซึ่งแม่น้ำลักษณะดังกล่าวก็ไม่มีอยู่ในสุโขทัยหรือละโว้ แต่เป็นลักษณะของแม่น้ำหลายแห่งในภาคใต้
หลักฐานอื่นที่ไม่ใช่ของจีนก็มีเช่นจารึกภาษาจามในเมืองยาตรัง ที่จารึกว่า“กษัตริย์ชัยปรเมศวรมันที่ ๑ แห่งจัมปา ถวายทาสชาวเขมร, จีน พุกาม และสยามเป็นข้าวัดแห่งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๑๕๘๓” หรือจารึกนครวัดก็มีการกล่าวถึง“สยาม” เช่นกัน แสดงว่าสยาม หรือที่จีนเรียกว่า “เสียน” นั้นมีอยู่ก่อนสุโขทัยหลายร้อยปีทีเดียว และก็ควรต้องอยู่ในภาคกลาง หรือภาคใต้ของไทย เมื่อพิจารณาประกอบคำบรรยายทั้งแม่น้ำ และที่ตั้งในเอกสารจีน ซึ่งก็สอดรับกับเอกสารฝรั่งในยุคหลังอย่างจดหมายเหตุลาลูแบร์ที่บอกว่า “สยาม” นั้นแต่ก่อนเรียกว่า “สุพรรณ”
ทักษิณ อินทโยธา จึงได้สรุปว่า “เสียน” นี้ควรมีสองกลุ่มคือกลุ่มในภาคกลางก็คือ กลุ่มสุพรรณภูมิ กับเสียนในภาคใต้คือกลุ่มตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราชนั่นเอง
หากเชื่อทักษิณ (อินทโยธา) โอกาสที่“เสียมก๊กอ๋องกังมกติ๋ง” จะหมายถึง“พ่อขุนรามคำแหง” จึงไม่น่าจะเป็นไปได้
ข้อมูลของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ยังบอกว่า ตอนแรกกรมดำรงฯ เองก็ไม่ทรงเชื่อเรื่องที่ว่าไว้ในพงศาวดารเหนือว่าพระร่วงไปเมืองจีน แต่พอได้มาเห็นจดหมายเหตุจีนที่ผู้รู้สมัยนั้นแปลไว้ก็ต้องเชื่อไปตามนั้น แต่มันมาโอละพ่อตรงที่ ภายหลังดร.สืบแสง พรหมบุญ มาทำวิจัยและพบว่า ผู้รู้ท่านแปลเอกสารจีนผิดไป
อย่างไรก็ดี เชื้อพระวงศ์จากสยามที่เคยไปเมืองจีนนั่นมีอยู่จริง (ตามหลักฐาน) ก็คือ“เจ้านครอินทร์” แห่งรัฐสุพรรณภูมิ ดังที่“บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิง” ได้กล่าวไว้ว่า“เมื่อวันที่ ๒๒ เดือน ๙ ปีที่๔ แห่งรัชศกหงหวู่ หลี่จงจิ้นเดินทางกลับมาจากราชอาณาจักรสยาม ซานเลี่ยเจาผีหยา กษัตริย์แห่งอาณาจักรนั้น ทรงแต่งตั้งราชทูตนามว่าเจาเอี้ยนกูหมาน แลคณะติดตามหลี่จงจิ้นมาเข้าเฝ้า ณ ราชสำนัก…”
และคำว่า“เจาเอี้ยนกูหมาน” นี้ผู้แปลหนังสือ “บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิง” คือดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ได้ขยายความว่าหมายถึง “เจ้าอินทรกุมาร” (เจ้านครอินทร์) รัชทายาทของเมืองสุพรรณบุรีนั่นเอง และก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว (อย่างน้อยก็สูงกว่าพ่อขุนรามคำแหง) ที่เจ้าอินทรกุมารจะเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีการทำชามสังคโลกเข้ามาในสยาม
เนื่องจากอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เคยกล่าวไว้ว่า เตาเผาเครื่องเคลือบส่วนใหญ่นั้น “ล้วนเป็นแหล่งที่พัฒนาขึ้นใหม่ในพุทธศตวรรษที่ 20 เกือบทั้งสิ้น” และปีที่ “เจ้านครอินทร์” เดินทางไปเมืองจีนนั้นก็ตรงกับ พ.ศ. 1914 ซึ่งเป็นช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 พอดิบพอดี
“พระร่วง” ที่ไปเมืองจีนจึงน่าจะเป็น “เจ้านครอินทร์” อย่างที่อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ได้ตั้งสมมติฐานไว้ เพราะพระองค์ก็มีเชื้อสายพระร่วง ด้วยมีแม่เป็นเชื้อวงศ์สุโขทัย
อ่านเพิ่มเติม :
- คำยืมภาษาเขมรที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
- “ถนนพระร่วง” คืออะไรกันแน่ ถนน คลอง หรือคันดินกั้นน้ำ ?
- ทำไมต้องมี “ฃ-ฅ” ทั้งที่ “ข-ค” ก็ใช้แทนได้?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ทักษิณ อินทโยธา. “แย้งข้อสรุปของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยที่ว่า ‘เสียน’ ในเอกสารราชวงศ์หยวนหมายถึงสุโขทัย.” ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (ธันวาคม 2530): น.24-31.
ทักษิณ อินทโยธา. “แย้งข้อสรุปของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยที่ว่า ‘เสียน’ ในเอกสารราชวงศ์หยวนหมายถึงสุโขทัย.” ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 (มกราคม 2531): น.104-111.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. “สุจิตต์ วงษ์เทศ : พ่อขุนรามคำแหง ไม่เคยไปเมืองจีน.” มติชนออนไลน์ 8 ก.พ. 2559. matichon.co.th. เว็บ. 5 ก.ค. 2559. <https://www.matichon.co.th/news/29904>
ศรีศักร วัลลิโภดม. “พ่อขุนรามไม่เคยค้า ‘สังคโลก'”ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (พฤศจิกายน 2528): น.63-64.
วินัย พงศ์ศรีเพียร. หมิงสือลู่-ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2559. น.84-85
แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 17 พฤษภาคม 2562
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พ่อขุนรามคำแหงไปเมืองจีน เอาเทคโนโลยีทำถ้วยชามกลับมาสุโขทัยจริงหรือ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com