โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แกะรอย 7 ท่า 'การตลาดการเมือง' ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ จาก 'เอาอยู่' สู่ 'ลุยน้ำโชว์แจกถุงยังชีพ'

THE STATES TIMES

อัพเดต 27 พ.ย. 2568 เวลา 04.35 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2568 เวลา 05.50 น. • THE STATES TIMES TEAM

คนไทยต้องรู้ทัน 'หน้าที่รัฐ' กับ 'สินทรัพย์หาเสียง'

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้ทดสอบแค่ “คันกั้นน้ำ-เครื่องสูบน้ำ”

แต่มันทดสอบไปถึง “การตลาดทางการเมือง” ของนักการเมืองทุกระดับ-ตั้งแต่นายกเทศมนตรี, ผู้ว่าฯ, ส.ส., รัฐมนตรี จนถึงนายกรัฐมนตรี

รายงานจากหน่วยงานรัฐและสื่อต่างประเทศระบุว่า ภาคใต้กำลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ประชาชนกว่า 2.7 ล้านคนใน 12 จังหวัดได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ราย โดยสงขลาและอำเภอหาดใหญ่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หนักที่สุด มีทั้งบ้านเรือน ถนน และโรงพยาบาลที่ต้องอพยพผู้ป่วยออกทางเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางมวลน้ำ “ระดับประวัติการณ์”
.
ท่ามกลางวิกฤตจริง ชีวิตจริง ความลำบากจริง – เราเห็น “ภาพ” ของนักการเมืองเต็มหน้าฟีด

คำถามคือ: อะไรคือ “หน้าที่ปกติของรัฐ”
อะไรคือ “การตลาดทางการเมือง”
และคนไทยควร “รู้ทัน” ตรงไหนบ้าง?

บทความนี้ชวนผู้อ่าน TST แกะทีละท่า ว่าในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เรากำลังเห็น “7 ท่าการตลาดการเมือง” ที่จะใช้ซ้ำอีกทุกครั้งที่ประเทศเจอภัยพิบัติ

ท่าที่ 1: พูดเอามัน “เอาอยู่ / น้ำไม่ท่วมแน่นอน”

ก่อนที่น้ำจะไหลทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่หลายวัน เพจทางการของเทศบาลนครหาดใหญ่และตัวผู้นำท้องถิ่นได้สื่อสารให้ความมั่นใจประชาชนอย่างต่อเนื่อง ว่าได้เฝ้าระวังสถานการณ์ ระดับน้ำในคลองยังควบคุมได้ พร้อมภาพลงตรวจสถานีสูบน้ำ จุดเสี่ยงต่าง ๆ

ท่าที่เราเห็นบ่อยในการเมืองไทยคือ
การให้ “คำมั่นระดับสูงมาก” ว่า

“เอาอยู่”
“ไม่น่าท่วม”
“ไม่หนักอย่างที่กังวล”

ซึ่งในภาวะปกติ ประชาชนอาจฟังแล้วสบายใจ
แต่ในภาวะวิกฤต คำมั่นแบบนี้กลายเป็น “ดาบสองคม” ทันที

เพราะถ้าวันหนึ่งสถานการณ์หนักกว่าที่ประเมินไว้จริง ๆ
คำพูดเก่า จะถูกลากกลับมาฆ่า “ความน่าเชื่อถือ” ของผู้นำทางการเมืองแบบไม่เหลือชิ้นดี

ท่านักการเมือง = “ท่าขายความมั่นใจล่วงหน้า”
เป้าหมาย = ลดความกลัว / คุมกระแส / ทำให้ดูคุมเกมได้
ความเสี่ยง = ทำให้คนตัดสินใจช้า หนีไม่ทัน และรู้สึก “ถูกหลอก” หลังน้ำมา

คนไทยควรรู้ทันอะไร?

ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “เอาอยู่แน่นอน / ไม่ท่วมแน่นอน”
ให้ถามในใจ 3 ข้อ

1. มีข้อมูลตัวเลข น้ำฝน-ระดับน้ำ-ระบบเตือนภัย รองรับคำพูดไหม?
2. ผู้นำอธิบาย “แผนกรณีเลวร้ายสุด” หรือพูดแต่ “กรณีสวยสุด”?
3. เราสามารถเช็กข้อมูลจากกรมอุตุ กรมชลฯ ได้เอง หรือถูกบังคับให้ “เชื่อปากนักการเมือง” อย่างเดียว?

ท่าที่ 2: ลงลุยน้ำโชว์-เมื่อภาพ “ฮีโร่” สำคัญไม่แพ้ระบบ

เมื่อมวลน้ำทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ถนนสายหลักกลายเป็นคลอง รถยนต์จมครึ่งคัน หลายชุมชนติดค้างในบ้านและตึกสูง น้ำเข้าถึงพื้นที่โรงพยาบาลจนต้องอพยพผู้ป่วยผ่านเรือและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ

เราจึงเริ่มเห็นภาพคุ้นตา:

- นักการเมืองใส่รองเท้าบูท ลุยน้ำเข่า
- ยืนบนเรือ แจกข้าวกล่อง–น้ำดื่ม
- กอดเด็ก–ประคองคนแก่ลงเรือ
- กล้องหลายตัวร้อมล้อม ช่างภาพหลายมุม

นี่คือ “Hero Shot”
ภาพเดียวที่ทำงานทางการเมืองไปได้อีกหลายเดือน

ภาพนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือ
แต่มันคือ “สินทรัพย์การตลาดทางการเมือง” ชนิดหนึ่ง

คำถามสำคัญคือ
เรากำลังเห็น “การจัดการระบบช่วยเหลือ”
หรือแค่เห็น “การจัดฉากให้คนคนเดียวดูเป็นฮีโร่”?

รู้ทันท่านี้ได้ยังไง?

ดู 4 อย่างนี้ให้ครบ ไม่ใช่ดูแค่ภาพเดียว

1. ในภาพมี “ทีม-ระบบ” หรือมีแต่ “นักการเมืองเด่นอยู่คนเดียว”
2. โพสต์มีข้อมูลไหม เช่น ช่วยกี่ครอบครัว เขตไหนต่อเขตไหน ไม่ใช่มีแต่คำชมตัวเอง
3. เขากลับมาซ้ำในพื้นที่เดิมไหม หรือมาแค่ครั้งเดียวตอนมีกล้อง
4. หลังน้ำลด ยังเห็นคนเดิมพูดเรื่องฟื้นฟูต่อเนื่องไหม หรือหายไปเหมือนโฆษณา 30 วินาที

ท่าที่ 3: ถุงยังชีพติดหน้า-ติดชื่อ-“Soft Vote Buying 2.0”

ทันทีที่น้ำท่วม เราเห็นของช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าพื้นที่:

- ถุงยังชีพ
- ข้าวกล่อง
- น้ำดื่ม
- ผ้าห่ม-เสื้อผ้า

ซึ่งทั้งหมดนี้ จำเป็นและสำคัญมาก
ปัญหาอยู่ที่… “โลโก้กับชื่อบนถุง”

เราเริ่มเห็นรูปแบบเดิมซ้ำทุกวิกฤต:

- ถุงยังชีพที่โลโก้พรรคใหญ่กว่าชื่อหน่วยงานรัฐ
- น้ำดื่มที่ติดสติ๊กเกอร์ชื่อ-หน้าผู้สมัคร
- ป้ายด้านหลังใหญ่จนแทบไม่เห็นผู้ประสบภัย

ในมุมการตลาด นี่คือ

“การสร้างแบรนด์นักการเมืองในช่วงที่คนอ่อนไหวที่สุด”

ช่วงที่คนไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำสะอาด
ชื่อใครก็ตามที่โผล่มาพร้อมของ-จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำลึกมาก

แล้วคนไทยควรแยกยังไง?

1. ถามให้ชัดว่า “ของชุดนี้ ใช้งบอะไร?”
- ถ้างบหลวง-งบหน่วยงานรัฐ → ทำไมชื่อคนใหญ่กว่าชื่อหน่วยงาน?

2. จำให้ขึ้นใจว่า
- ความช่วยเหลือพื้นฐาน = หน้าที่
- ไม่ใช่ “บุญคุณส่วนตัว” ที่ต้องตอบแทนด้วยคะแนนเสียง

ท่าที่ 4: โทษฟ้า-โทษฝน “ครั้งประวัติการณ์” เพื่อเบี่ยงจากคำถามเรื่องระบบ

รายงานจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกตรงกันว่า
มวลฝนที่เทใส่ภาคใต้รอบนี้อยู่ในระดับ “รุนแรงผิดปกติ”

หลายสำนักข่าวระบุว่าเป็นหนึ่งในเหตุน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดของหาดใหญ่ในรอบหลายสิบปี ระดับน้ำสูงและนานกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา จนทางการต้องประกาศเขตภัยพิบัติและเตือนภัยต่อเนื่อง

ในเชิงข้อเท็จจริง
ใช่ - ฝนตกหนักจริง
ใช่ - มวลน้ำเร็วและแรงจริง

แต่ในเชิงการตลาดการเมือง
“คำอธิบายว่ามันประวัติการณ์” มักถูกใช้เป็น เกราะกำบัง ด้วย

ท่าที่ใช้บ่อย: “เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เคยเกิดในรอบ xx ปี”
แปลไทยเป็นไทย = “มันแรงเกินกว่าที่ใครจะรับมือไหวอยู่แล้ว”

ข้อดีต่อรัฐ:
ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ

ข้อเสียต่อสังคม:
เรามักเลิกตั้งคำถามเรื่อง

- ผังเมืองระบายน้ำถูกหรือไม่
- ถนน–ทางรถไฟ–โครงการใหญ่ไปขวางทางน้ำหรือเปล่า
- ระบบเตือนภัยทำงานทันไหม
- มีการซ้อมอพยพล่วงหน้าหรือไม่

รู้ทันท่านี้ยังไง?

ต่อให้ฝนประวัติการณ์
เราก็ควรถามผู้นำว่า

1. ถ้าย้อนกลับไป 5-10 ปี เคยเตือนเรื่องปรับปรุงระบบระบายน้ำไหม?
2. ก่อนเกิดเหตุ 3-5 วัน มีการสื่อสารเตือนอพยพแบบจริงจังหรือยัง?
3. หลังเหตุแล้ว มี “แพ็กเกจยกเครื่องระบบ” หรือแค่เล่าซ้ำว่ามันแรงแค่ไหน?

ท่าที่ 5: ขบวนเรือรบ-ฮ.-กองทัพลงเมือง-“Spectacle Politics”

ในระดับชาติ เราเห็นรัฐบาลประกาศสถานการณ์ร้ายแรงในภาคใต้

ส่งทั้งเรือหลวง, เฮลิคอปเตอร์, หน่วยกู้ภัย, ทีมแพทย์, ครัวสนาม ลงพื้นที่ช่วยเหลือ จำนวนภาพขบวนรถ เครื่องบิน ลำเลียงของเต็มจอข่าวทั้งวัน

ในทางความช่วยเหลือ
นี่คือสิ่งที่รัฐ “ต้องทำ”
และ เป็นเรื่องดีมาก ที่ทำเร็วและถึง

แต่ในทางการเมือง
นี่คือ “ภาพการแสดงพลังรัฐ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน

ภาพขบวนเรือรบ-ฮ.-รถทหาร
= ภาพ “ผู้นำที่ควบคุมกลไกรัฐได้”
= ภาพ “รัฐบาลนี้เอาจริง”

สิ่งที่ถูกกลบไปโดยไม่รู้ตัวคือคำถามว่า

- ก่อนเกิดเหตุ มีการลงทุนระบบป้องกันมากพอไหม?
- แผนแม่บทน้ำท่วม-ผังเมือง-ทางระบายน้ำ ทำถึงไหนแล้ว?
- งบป้องกันน้ำท่วมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใช้ไปกับอะไร?

มองท่านี้ให้ทะลุ

เวลามองภาพเฮลิคอปเตอร์-เรือหลวง-คอนวอยรถ
ให้มองสองชั้น

- ชั้นที่ 1: ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานด่านหน้า (สิ่งนี้ต้องให้เครดิตเต็มที่)
- ชั้นที่ 2: ถามผู้นำการเมืองว่า “ครั้งหน้าเราจะไม่ต้องใช้ฉากใหญ่แบบนี้ซ้ำอีกได้ยังไง?”

ท่าที่ 6: วอร์รูม-ไลฟ์สด-กราฟิกสวย แต่เนื้อหาบาง

อีกท่าที่เห็นชัดในการบริหารวิกฤตยุคมือถือ คือ

- การตั้ง “วอร์รูม”
- ไลฟ์สดอัปเดตสถานการณ์น้ำ
- ทำกราฟิกสวย ๆ เรื่องระดับน้ำ จุดเสี่ยง ถนนปิด-เปิด

ฝั่งสถาบันวิชาการอย่างจุฬาฯ ใช้ “ดิจิทัลวอร์รูม” เพื่อช่วยเก็บข้อมูลพื้นที่จริง สื่อสารเส้นทางปลอดภัย รับแจ้งขอความช่วยเหลือ และประสานทรัพยากรไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และภาคใต้แบบเรียลไทม์ อันนี้คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “จัดการข้อมูล-ช่วยชีวิต” จริง ๆ

แต่ในฝั่งการเมือง
เราเริ่มเห็นรูปแบบ “วอร์รูมที่เน้นภาพมากกว่าข้อมูล” เช่น

- ภาพโต๊ะยาว ๆ มีจอมอนิเตอร์เรียงเต็ม
- ผู้นำเดินชี้จอ ประชุมหน้ากล้อง
- แต่ข้อมูลที่ประชาชนเอาไปใช้จริงมีน้อยมาก

รู้ทันท่านี้ยังไง?
ถามตัวเองง่าย ๆ หลังดูไลฟ์หรือโพสต์จบว่า

“ได้ข้อมูลที่เอาไปใช้ตัดสินใจจริง ๆ แค่ไหน?”

ถ้าเนื้อหามีแค่

- การให้กำลังใจ
- การเล่าภาพรวมแบบกว้างมาก
- การย้ำว่าทุกหน่วยงานทำเต็มที่

แต่ไม่มี

- ระดับน้ำแบบตัวเลข
- พื้นที่เสี่ยงเฉพาะจุด
- เส้นทางอพยพ–เส้นทางที่ควรเลี่ยง
- ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน

วอร์รูมนั้นกำลังทำงานเป็น “สตูดิโอ PR ทางการเมือง” มากกว่าศูนย์ข้อมูลประชาชน

ท่าที่ 7: หายตัวหลังน้ำลด - การเมืองแบบโฆษณา 30 วินาที

ท่าสุดท้ายที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด
แต่ก็ลืมเร็วที่สุดเหมือนกัน คือ

“พอน้ำลด-นักการเมืองก็ลดบทบาท หายไปพร้อมกัน”

หลังน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป 1-3 เดือน
เรามักไม่ค่อยเห็น

- รายงานความคืบหน้าโครงการแก้น้ำท่วม
- การปรับปรุงทางระบายน้ำ-คลอง-ท่อ
- การปรับผังเมืองที่ขวางทางน้ำ
- การประชุมฟังเสียงประชาชนเพื่อเอาบทเรียนมาปรับแผนระยะยาว

ทั้งที่ในทางนโยบาย
“งานจริง” เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ควรเริ่มหลังน้ำลดทันที

ท่านี้คืออะไร?

“การตลาดการเมืองแบบสปอตโฆษณา 30 วินาที”
โผล่มาเฉพาะตอนฟีดสนใจ แล้วหายไปตอนต้องทำงานยาว ๆ

รู้ทันท่านี้ยังไง?

เวลาจะเลือกนักการเมืองครั้งต่อไปในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
อย่าดูแค่รูปตอนน้ำมา
แต่ต้องถามตัวเองว่า

- ครั้งก่อนน้ำท่วม เขาเคยเสนอ-ผลักดันอะไรจริงจังไหม?
- มีการติดตามผลแผนงานปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไหม?
- เคยเห็นเขากลับมาพูดเรื่องน้ำท่วม “ตอนที่ไม่มีสื่อสนใจแล้ว” หรือไม่?

สรุป: จาก “ผู้ชมโฆษณา” สู่ “ผู้ตรวจการเมือง”

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นชัดว่า
ทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองในภาวะวิกฤต มีมิติการตลาดทางการเมืองซ้อนอยู่เสมอ

- การให้ความมั่นใจเกินจริง
- การลงพื้นที่โชว์ภาพฮีโร่
- การติดชื่อ-โลโก้บนของช่วยเหลือ
- การโทษธรรมชาติเพื่อเบี่ยงจากปัญหาโครงสร้าง
- การโชว์ขบวนกองทัพ-เรือรบ-ฮ.
- การตั้งวอร์รูม-ไลฟ์สดแบบเน้นภาพ
- การหายตัวหลังน้ำลด

ทั้งหมดนี้คือ “7 ท่า” ที่จะถูกใช้ซ้ำ
ไม่ใช่แค่ที่หาดใหญ่ แต่แทบทุกจังหวัดที่มีวิกฤตใหญ่ในอนาคต

หน้าที่ของประชาชนจึงไม่ใช่แค่
“กดไลก์ให้คนที่ลงน้ำช่วยเรา”
แต่คือ “มองให้ทะลุว่าอะไรคือหน้าที่-อะไรคือการตลาด”

เพราะในวันที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องถี่ขึ้นจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
เราไม่สามารถพึ่ง “การตลาดทางการเมือง” ให้พาเราออกจากวิกฤตได้
เราจำเป็นต้องมี “การเมืองที่กล้ายอมรับความจริง–กล้าแก้โครงสร้าง”
และต้องมีประชาชนที่ “ตาสว่าง” พอจะไม่หลงเชื่อเพียงเพราะภาพสวยในวันที่น้ำท่วมถึงอก

สุดท้ายแล้ว น้ำอาจจะลด
แต่คำถามที่คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศควรถามต่อคือ:

“ครั้งหน้า… เราจะปล่อยให้การตลาดนำหน้าความจริงอีกหรือเปล่า?”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...