โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แบงก์กวาดกำไรเฉียด 2 แสนล้าน การ์ดสูงเข้มปล่อยกู้-สินเชื่อหด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ต.ค. 2567 เวลา 00.47 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2567 เวลา 00.44 น.

11 แบงก์พาณิชย์ 9 เดือนกำไรเฉียด 2 แสนล้าน โต 4.47% BBL กำไรสูงสุด Q3-กสิกรฯกำไรสูงสุดงวด 9 เดือน SCBX ตั้งสำรองลดหนุนกำไร กังวลหนี้เสียเข้มปล่อยกู้ KBANK สำรองสูง ทิสโก้หวั่นหนี้เสียลาม บริหารรัดกุม เตรียมรับมือดอกเบี้ยขาลง ขณะที่แบงก์พาเหรดหั่นดอกกู้ตาม กนง. คาดลดพร้อมเพรียง 1 พ.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2567 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 64,746 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.59% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) และเพิ่มขึ้น 7.09% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) ขณะที่งวด 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิรวม 192,442 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.47% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไร 184,208 ล้านบาท

โดยธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ธนาคารทิสโก้ (TISCO) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB) ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFG) และธนาคารไทยเครดิต (CREDIT)

“BBL-กสิกรฯ” กำไรสูงสุด

สำหรับธนาคารในกลุ่มที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) ขนาดใหญ่ 6 แห่ง พบว่า ในไตรมาส 3 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสูงสุด 12,476 ล้านบาท รองลงมา ธนาคารกสิกรไทย 11,965 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 11,107 ล้านบาท ตามด้วยเอสซีบี เอกซ์ 10,941 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือน พบว่า กสิกรไทยมีกำไรสูงสุด 38,104 ล้านบาท รองลงมา กรุงเทพ 34,807 ล้านบาท กรุงไทย 33,381 ล้านบาท และเอสซีบี เอกซ์ 32,236 ล้านบาท

ในแง่การเปลี่ยนแปลงของกำไรสุทธิ งวดไตรมาส 3/2567 พบว่าแบงก์ที่มีกำไรเติบโตโดดเด่น ได้แก่ เอสซีบี เอกซ์ เพิ่มขึ้น 9.26% QOQ รองลงมา กรุงเทพ เพิ่มขึ้น 5.67% ที่เหลืออีก 4 แห่ง เติบโตลดลง โดยกรุงศรีฯลดลงมากสุด -6.54% และกสิกรไทย -5.44 ล้านบาท

NIM แบงก์ใหญ่ยังโตต่อเนื่อง

ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 เมื่อเทียบงวดเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่า ธนาคารขนาดใหญ่ NIM ยังขยับเพิ่มขึ้น โดยธนาคารกรุงศรีฯปรับเพิ่มสูงถึง 17.03% ผลจากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น รองลงมา กรุงไทย เพิ่มขึ้น 5.33% และเอสซีบี เอกซ์ ปรับเพิ่มขึ้น 4.01% ตามมาด้วยธนาคารกรุงเทพ ปรับเพิ่มขึ้น 3.04%

ขณะที่ธนาคารขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่ พบว่า NIM ปรับลดลง ซึ่งธนาคารที่มีการลดลงของ NIM สูงสุด คือ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ลดลง -11.54% มาจากต้นทุนเงินฝากที่ปรับเพิ่มขึ้น รองลงมา ธนาคารเกียรตินาคิน ลดลง -7.69% และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลดลง -5.95%

หนี้เสียขยับ-สินเชื่อไม่โต

ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ณ ไตรมาส 3/67 ยอดรวมอยู่ที่ 545,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.61% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยธนาคารที่มียอดหนี้เสียสูงสุด คือ ธนาคารกรุงเทพ อยู่ที่ 103,996 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% กรุงไทย 98,301 ล้านบาท แต่ปรับลดลง 0.41% เอสซีบี เอกซ์ 94,586 ล้านบาท ลดลง 0.54% กสิกรไทย 92,937 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.53%

อย่างไรก็ดี เนื่องจากแบงก์กังวลปัญหาหนี้เสีย จึงระมัดระวังการปล่อยกู้ ทำให้ในส่วนของสินเชื่อธนาคารโดยรวมทั้งระบบชะลอลงเล็กน้อย

สำหรับการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ณ ไตรมาส 3/67 ภาพรวม 11 แบงก์อยู่ที่ 57,836 ล้านบาท ลดลง -8.37% จากไตรมาสก่อน และปรับลดลง -2.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยไตรมาส 3/67 แบงก์ส่วนใหญ่ตั้งสำรองลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

ส่วนงวด 9 เดือน แบงก์ตั้งสำรองรวมกัน 180,423 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% YOY โดยแบงก์ที่ตั้งสำรองมากสุด คือ กรุงศรีฯ 35,258 ล้านบาท, กสิกรไทย 35,009 ล้านบาท เอสซีบี เอกซ์ 32,795 ล้านบาท กรุงเทพ 27,204 ล้านบาท กรุงไทย 24,344 ล้านบาท แต่แบงก์ที่มีสัดส่วนตั้งสำรองเพิ่มมากสุดในช่วง 9 เดือน ได้แก่ ทิสโก้ 502.6% กรุงศรีฯ 55.58% ไทยเครดิต 29.90%

กำไรธนาคาร

แบงก์ระมัดระวังดำเนินธุรกิจ

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ว่าการตั้งสำรองหนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ธนาคารและบริษัทย่อย ยังคงตั้งสำรองตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง รองรับความไม่แน่นอนของปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจึงตั้งสำรอง 11,652 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน

ด้านนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีบี เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังคงฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง มุ่งเน้นการเติบโตที่มีคุณภาพและเสริมความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงินในไตรมาสที่ผ่านมา

เกาะติด “หนี้เสีย” ขาขึ้นต่อ

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการของแบงก์ทั้งระบบที่ออกมา ยังสะท้อนการบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการบริหารจัดการรายได้อย่างรัดกุม ซึ่งต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ธนาคารยังต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพ โดยในไตรมาส 4/2567 ธนาคารยังให้ความสำคัญในการบริหารจัดการหนี้เอ็นพีแอล ที่ยังต้องจับตาใกล้ชิด และบริหารอย่างรัดกุม

“ทิศทางเอ็นพีแอล ยังส่งสัญญาณขยับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การตั้งสำรองยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะเห็นว่า ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ปรับเพิ่มขึ้น จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 110-122% ปัจจุบันสูงเฉลี่ย 150-250%”

รับมือวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

ซีอีโอกลุ่มทิสโก้กล่าวว่า ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ซึ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ตัวเลข NIM ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ย่อมกดดันให้ NIM ปรับลดลง ทำให้ธนาคารยังต้องบริหารความเสี่ยงกับรายได้ที่รัดกุมมากขึ้น

“หลังจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จะช่วยลดภาระหนี้ของประชาชนได้บ้าง เพราะหากดูกลุ่มลูกค้าที่ใช้ดอกเบี้ยอ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว มีแค่ 20-30% อย่างไรก็ดี แบงก์กำลังทบทวนการคำนวณปรับลดดอกเบี้ยระหว่างเงินกู้และเงินฝาก จะต้องมีความสมดุลกัน โดยเชื่อว่าทุกแบงก์ทยอยประกาศและเริ่มมีผลพร้อมกัน 1 พ.ย.นี้”

“SCB-กสิกรฯ-ทีทีบี” หั่นดอกกู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด ธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยมีผลตั้งแต่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป ได้แก่ KBANK ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.12% เหลือ 7.15% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% เหลือ 7.34% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลด 0.12% เหลือ 7.18% ขณะที่เงินฝากยังไม่มีการปรับลด

ขณะที่ SCB ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MOR จาก 7.575% เป็น 7.325% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR จากปัจจุบัน 7.30% เป็น 7.175% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR จากปัจจุบัน 7.05% เป็น 6.925% ต่อปี และ ttb ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.25% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR และ MRR ลดลง 0.125% ต่อปี

KKP คุณภาพสินเชื่อยังรูดลง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน (KKP) กล่าวว่า จากหลัง กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ขณะนี้แบงก์ต่าง ๆ ก็เริ่มประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้กันแล้ว ซึ่งบางส่วนก็มีลดสูงสุด 0.25% แต่ก็มีต่ำกว่า เพราะแบงก์ก็ต้องลดให้สอดคล้องกับต้นทุนการเงินที่ลดลง หากจะลดไปมากกว่านั้น มาร์จิ้นก็จะหาย

โดยภาพรวมผลประกอบการแบงก์ 9 เดือน ออกมาก็ถือว่าดีกว่าคาด และดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่จะเห็นว่า สินเชื่อหดตัวกันเกือบหมด ขณะที่มาร์จิ้นก็เริ่มทรงตัว ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ก็แย่ลง และมองไประยะข้างหน้า เอ็นพีแอลก็ยังน่ากังวลอยู่ เห็นได้จากการตั้งสำรองที่หลายแบงก์ก็ยังตั้งระดับสูง เพื่อเก็บกระสุนไว้ก่อน

“กำไร 9 เดือนยังดี เพราะเทียบกับปีก่อนที่ไม่ดี แล้วก็ได้ตลาดทุนที่ฟื้นตัวมาช่วยด้วยโดยเฉพาะแบงก์เล็ก อย่างไรก็ดี มองว่าคุณภาพของสินทรัพย์จะค่อย ๆ ไหลลง ไตรมาส 4 นี้ เอ็นพีแอลจะปรับขึ้นอีก เพราะยังไม่มีสัญญาณว่าเอ็นพีแอลจะลดลง หนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (SM) ก็ยังขึ้น ซึ่งก็อยู่ที่ว่าแบงก์ตั้งสำรองพอหรือยัง”

หั่นดอกเบี้ยลดภาระลูกหนี้

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ประมาณ 1 สัปดาห์หลัง กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทยอยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% โดยให้มีผลต้นเดือน พ.ย. 2567 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลไกการส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ปรับผ่อนคลายลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาสู่ตลาดสินเชื่อ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนสิ้นปี 2567 จะอยู่ที่ประมาณ 40.9% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทย ขณะที่ผลจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียวในรอบนี้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รายย่อยและภาคธุรกิจปรับลดลงเกือบ 1,300 ล้านบาท (ผลของภาระดอกเบี้ยที่จะปรับลดลงเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2567) อย่างไรก็ดี การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจไม่มีผลทำให้ค่างวดผ่อนของลูกหนี้ในแต่ละเดือนเปลี่ยนแปลง แต่ลูกหนี้จะได้รับอานิสงส์ในรูปของการปิดสัญญาหนี้ก้อนนั้นได้เร็วขึ้น

แบงก์ลดตั้งสำรอง-หนุนงบฯ

นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า งบฯแบงก์ไตรมาส 3/2567 แม้ว่า NPL จะขึ้น แต่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ค่อนข้างดี โดย NPL เป็นลักษณะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่ไม่มีบริษัทใหญ่ที่ตกชั้นเป็น NPL จนทำให้มีการตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารส่วนใหญ่จึงลดการตั้งสำรองหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนงบการเงินในรอบนี้

ประกอบกับ NIM ออกมาได้ค่อนข้างดี ธนาคารส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวขึ้นมาได้เล็กน้อย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างอ่อนแอ เพราะล้อไปกับพอร์ตสินเชื่อรวมที่ชะลอตัวลงในหลายเดือนที่ผ่านมา

“SCB งบฯออกมาดีที่สุด เพราะตั้งสำรองลดลงค่อนข้างมาก จากธุรกิจบัตรเครดิต CardX ที่มีการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีขึ้น และการบันทึกผลขาดทุนจาก Robinhood รอบนี้เป็นบันทึกผ่านเงินลงทุน ซึ่งมีมูลค่าลดลงจากไตรมาส 2 เล็กน้อย และข้อดีคือไตรมาส 4 เป็นต้นไป SCB ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจาก Robinhood แล้ว ขณะที่ BBL ก็ออกมาดี เพราะมีกำไรจากเงินลงทุนเร่งตัวขึ้นมาได้ดี และสำรองหนี้ลดลงมาก ส่วน KBANK งบการเงินออกมาแย่กว่าที่เราคาด เพราะมีค่าใช้จ่ายในการรับประกันชีวิตที่เพิ่มขึ้น”

ส่วนธนาคารกลางและเล็กยังอ่อนแอ เพราะยอดขายรถยนต์ยังเป็นทิศทางที่ชะลอตัว กดดันกำไรหลักที่มาจากพอร์ตเช่าซื้อ แต่อย่าง KKP ที่งบการเงินออกมาดีกว่าตลาดคาด เป็นผลจากการตั้งสำรองหนี้ช่วงไตรมาส 2 ค่อนข้างสูง ทำให้ไตรมาส 3 ลดการตั้งสำรองหนี้ลงได้มาก แต่ถ้าดูกำไรดำเนินงานยังลดลงอยู่ จากการคุมการปล่อยสินเชื่อใหม่ค่อนข้างมาก

นายตฤณกล่าวว่า แนวโน้มไตรมาส 4 มองเป็นภาพการชะลอตัวของกลุ่มแบงก์ เพราะมีค่าใช้จ่ายกดดัน และบางส่วนเริ่มเห็นผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งจะกดให้ NIM ชะลอตัวลงด้วย โดยต้องติดตามการเติบโตของสินเชื่อ ว่าจะฟื้นตัวได้มากแค่ไหน สำหรับสิ้นปีนี้ประเมินกำไรกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ 211,881 ล้านบาท เติบโต 8.44% จากปีก่อน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบงก์กวาดกำไรเฉียด 2 แสนล้าน การ์ดสูงเข้มปล่อยกู้-สินเชื่อหด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...