โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คุยกับทายาทรุ่น 2 “ดีโด้” แบรนด์น้ำผลไม้ขวด ยอดขายพันล้าน ทำอย่างไร ถึงครองใจคนไทยมานานกว่า 30 ปี

Thairath Money

อัพเดต 27 ก.ย 2567 เวลา 12.44 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2567 เวลา 11.56 น.
ภาพไฮไลต์

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 30 ปีที่แล้ว เครื่องดื่มน้ำผลไม้ รสหวานทานง่าย โดยเฉพาะ“น้ำส้ม” ในขวดพลาสติก ซึ่งถูกวางเรียงรายในตู้แช่ของร้านขายของชำใกล้บ้าน ที่หลายๆ คนคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี คงจะเป็นแบรนด์ใดไปไม่ได้นอกจาก “ดีโด้”

ส่วนเหตุผลอะไรที่ทำให้ “ดีโด้” ครองใจคนไทย และอยู่ในตลาดมานานกว่า 3 ทศวรรษนั้น ลิลลี่-จันทรา พงศ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด ทายาทรุ่นที่สอง ได้บอกกับ Thairath Money ว่า ดีโด้ เริ่มต้นปั้นแบรนด์จากการเจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด ผ่านการชู“น้ำส้ม” เป็นสินค้าเรือธงจนเริ่มเป็นที่จดจำ

ชูกลยุทธ์พรีเซนเตอร์-หนังโฆษณา สร้างการรับรู้

จากนั้นค่อยๆ สร้างรายได้อย่างมั่นคงในฐานะน้ำผลไม้คุณภาพในราคาที่เหมาะสม พอแบรนด์เริ่มติดตลาด ดีโด้ก็ก้าวสู่ขั้นต่อไปคือ การทำตลาดผ่านภาพยนตร์โฆษณา และใช้กลยุทธ์ Presenter Marketing เพื่อเพิ่มการรับรู้ ที่ตอบโจทย์ตามยุคสมัย แต่กระนั้น Presenter จะต้องเป็นคนที่อยู่ในแนวเดียวกันกับสินค้า

ทำให้ที่ผ่านมา ดีโด้ ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องของภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้น และความสำเร็จในเรื่องยอดขาย ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาสินค้าควบคู่กันไป จนกลายมาเป็น แบรนด์น้ำผลไม้ (Non 100%) ยอดขายอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องกันถึง 6 ปีซ้อน ส่งออกไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

ดังนั้นหากจะกล่าวว่า ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ดีโด้ประสบความสำเร็จ คือเรื่องของรสชาติ ราคา และความใส่ใจในกระบวนการผลิต การคัดสรรวัตถุดิบที่จะทำให้อร่อย ถูกปากคนไทย รวมทั้งความน่าเชื่อถือของแบรนด์ก็คงไม่ผิดเพี้ยน เพราะลำพังแค่รสชาติดีอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่ต้องรวมไปถึงการมีคุณภาพ บวกกับกลยุทธ์การตลาดที่ดี จึงจะทำให้อยู่รอดได้

“เราไม่ได้เป็นแบรนด์ระดับล่าง เราลงทุนเป็นพัน ๆ ล้านบาท เพื่อสินค้าคุณภาพในราคาเหมาะสม เพราะเรามองว่าของมันไม่ต้องแพง หากผู้บริโภคให้การยอมรับเป็นอย่างดี เราก็สามารถผลิตสินค้าคุณภาพได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของ บิดกี่ที…ควอลิตี้ทุกขวด”

ทำไมแค่จะขาย “น้ำผลไม้” ต้องมีหลากหลายโปรดักต์-แพ็กเกจจิ้ง?

จันทรา กล่าวว่า ดีโด้วางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้นความชอบ ความต้องการของผู้บริโภคก็จะแตกต่างกันออกไป เปรียบได้กับอาหาร 4 ภาค ดังนั้นแต่ละขนาด แต่ละไซส์ รสชาติ ราคา ก็จะต่างกัน

ทั้งมีตลาดน้ำผลไม้โดยรวมมูลค่า 10,000 ล้านบาท ส่วนกลุ่ม Economy Fruit Juice มีสัดส่วนประมาณ 38% และในส่วนนี้เป็นของฟู้ดสตาร์ประมาณ 35-36%

ซึ่งจากปี 2566 ดีโด้มียอดขายเติบโต 3,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 20% จากปีที่ผ่านมา โดยที่ Top 3 สินค้าขายดี ยังคงเป็นน้ำผลไม้ดีโด้แบรนด์หลัก รสชาติที่ขายดีคือ ส้มสายน้ำผึ้ง, ลิ้นจี่ และสับปะรด จึงถือได้ว่าเป็นอันดับ 1 ครองสัดส่วนทางการตลาดเลยก็ว่าได้

ปัจจุบัน สินค้าดีโด้ มีมากกว่า 80 SKU โดยแบ่งออกเป็นน้ำผลไม้, น้ำผลไม้ผสมโยเกิร์ต, น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว, ดีโด้ไอซ์สติ๊ก (หวานเย็นเกล็ดหิมะ) เป็นต้น โดยที่สินค้าภายใต้แบรนด์ดีโด้มีทั้งหมด 80% ส่วน 20% มีแบรนด์อื่น ๆ เช่น มิกกุ, ฟรุตกุ, โยกุ และโยคิส ทำให้กำลังการผลิตดีโด้รวมทุก SKU มีมากกว่า 2 ล้านลัง/เดือน

แค่น้ำผลไม้ที่เริ่มต้นขวดละ 5 บาท ทำไมต้องลงทุนเป็นพันล้าน

“สิ่งที่ตอบโจทย์ และทำให้เราเดินไปข้างหน้า คือ ความต้องการของผู้บริโภค เราต้องทำให้ซัพพลายเพียงพอต่อดีมานด์ ถ้าบ้านใหญ่ขึ้นการบริหารจัดการต้องเปลี่ยนไป ผู้บริโภคยังไม่หยุดดื่ม แล้วเราจะหยุดผลิตได้อย่างไร”

นั่นจึงทำให้ “ดีโด้” ไม่เคยหยุดพัฒนา เห็นได้จากการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ ล่าสุดเป็น Smart Factory โรงงานอัจฉริยะที่ Smart ทุกขั้นตอนการควบคุมทุกขั้นตอนด้วย AI ด้วยกระบวนการผลิตที่สั่งการแบบ Smart สัมผัสแค่ปลายนิ้ว

เริ่มตั้งแต่การผสมสูตร Smart Mixing ที่คงความอร่อยเท่ากันทุกขวด บรรจุลงขวดด้วยระบบ Smart Filling ที่มั่นใจได้ว่าไร้การปนเปื้อน 100% ผ่านการตรวจคุณภาพอย่างแม่นยำด้วย Smart Q.C. ก่อนแพ็กลงกล่องด้วยแขนกลอัจฉริยะ Smart Packing เรียกได้ว่าทุกขั้นตอนของดีโด้ Smart ปลอดภัย ไร้สัมผัส จะช่วยลดกระบวนการผลิต หรือเพิ่มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการลดการใช้เม็ดพลาสติกลงด้วย

ทำให้ในปี 2567 ดีโด้เป้าการเติบโตไว้ที่ตัวเลขสองหลัก เหมือนปีที่ผ่านมา แต่อย่างนั้น คุณจันทรา มองว่าปีนี้ค่อนข้างเหนื่อย ทั้งจากการเติบโตภายในอย่างรวดเร็วที่ส่งมอบไม่ทันความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งครึ่งปีหลังที่กำลังการซื้อเริ่มถดถอย จึงต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ว่าความต้องการบริโภคยังคงมีก็ตาม

จันทรา กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลพบว่า ผู้บริโภค 80% อยู่ต่างจังหวัด โดยที่ในจำนวนนี้ 40% เป็นอายุ 20-40 ปี ดังนั้นสิ่งที่โดนใจต้องเป็นนักร้อง นักแสดง ที่ตอบโจทย์ เพราะไม่ว่าโลกจะเปลี่ยน นวัตกรรมจะไปไกลแค่ไหน แบรนด์ก็จะปรับลุคตามไปด้วย และพรีเซนเตอร์จะต้องไปในทิศทางเดียวกันกับแบรนด์

ล่าสุดดีโด้จึงเดินหน้าขยายกลยุทธ์เพื่อสร้างการรับรู้ และกระแสในตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการปล่อยหมัดเด็ดในการสื่อสารการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวหนังโฆษณาใหม่ถึง 3 ชุด ภายใต้แนวคิด “ดีโด้บิดกี่ที…ควอลิตี้ทุกขวด” โดยดึง 2 พรีเซนเตอร์ของแบรนด์“โจอี้-เบิ้ล” 2 นักร้องตัวตึงขวัญใจมหาชนมาบอกเล่าถึงความมุ่งมั่นและใส่ใจของแบรนด์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ที่ผ่านการผลิตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมาตรฐานระดับโลก

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่สดใส ทันสมัย และเป็นมิตรของแบรนด์ แต่ยังช่วยเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งดีโด้ยังเน้นย้ำสร้างการรับรู้ของ “คนเมือง” เพิ่มขึ้น 30-40% ทำให้ปี 68 จะมีการออกรสชาติใหม่ ๆ สินค้าใหม่ ๆ สำหรับคนเมืองโดยเฉพาะ รวมทั้งแคมเปญ และโปรโมชั่นใหม่ ๆ ที่จะมีออกมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างที่เราเห็นที่ผ่านมา “ดีโด้” เน้นใช้กลยุทธ์ทางการตลาดมาเสริมยอดขาย ไม่ว่าจะเป็น Lucky Draw การทำโปรโมชั่นแจกทอง, พรีเซนเตอร์ รวมทั้งหนังโฆษณา เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น นับเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย สร้าง Engagement ที่สามารถใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัยเลยก็ว่าได้

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี" ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...