โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"นกพิราบสื่อสาร" นวัตกรรมการติดต่อทางไกลอายุนับพันปี มีที่มาและฝึกนกอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 03.51 น.
นกพิราบถูกปล่อยออกจากรถถัง ระหว่างการรบที่อาเมียง, ปี 1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 (ภาพจาก Imperial War Museums 2022)

“นกพิราบสื่อสาร” นวัตกรรมการติดต่อทางไกลอายุนับพันปี มีที่มาและฝึกนกอย่างไร?

เมื่อกล่าวถึงวิธีการสื่อสารทางไกลในอดีตก่อนยุคโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต หลายท่านต้องเคยเห็นผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ มาแล้วว่ามีทั้งการใช้คน (ขี่ม้า) รวมถึงการใช้นก ซึ่งนกส่วนใหญ่ที่เห็นกันก็จะมีทั้ง กา เรเวน และ “นกพิราบ” นั่นทำให้คนจำนวนมากมีภาพจำถึงนกพิราบทั้งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ และสัตว์ที่ทำหน้าที่ส่งจดหมายด้วย

คำถามคือ วิธีการสื่อสารด้วยนกพิราบเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นหรือถูกพัฒนาขึ้นที่ไหน และมีกระบวนการอย่างไรกันแน่

ประเด็นแรก นกพิราบสื่อสาร มีมานานมากแล้ว และใช้กันอยู่นานหลายพันปีด้วย การใช้สัตว์เป็นตัวแทนในการส่งจดหมายเกิดจากอุปสรรคหลาย ๆ ประการที่เกิดจากการใช้คน หรือคนขี่ม้า เพราะหากข้อมูลในจดหมายเป็นความลับ เจ้าของจดหมายหรือข้อมูลนั้นย่อมเผชิญกับความเสี่ยง และความไม่แน่นอนในประเด็นความสื่อสัตย์ของผู้ทำหน้าที่ส่งจดหมาย รวมถึงเหตุไม่คาดฝันอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อุบัติเหตุ การปล้นชิง จึงนำไปสู่การนำสัตว์ปีกอย่างนกพิราบมาส่งจดหมายแทนมนุษย์

ชาวอียิปต์โบราณคือคนกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้พิราบสื่อสารทางไกลเมื่อราว 5,000 ปีก่อน หรือ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล มีบันทึกว่า ในสมัย ฟาโรห์รามเสสที่ 3 (Ramses III, 1200 ปีก่อนคริสตกาล) มีการใช้นกพิราบเพื่อส่งจดหมายแจ้งเตือนข่าวน้ำท่วมแก่เมืองต่าง ๆ ในเขตลุ่มแม่น้ำไนล์ของอาณาจักรอียิปต์

วิธีดังกล่าวใช้เรื่อยมาในสมัยของชาวกรีกและโรมัน พลินี (Pliny) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันบันทึกว่า ปีที่ 43 ก่อนคริสตกาล เดซิมุส บรูตุส (Decimus Brutus) สลายการปิดล้อมของ มาร์ค แอนโทนี ที่เมืองมูทิน่า (Mutina) ได้สำเร็จ เพราะเขาส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปยังกงศุลที่กรุงโรมด้วยนกพิราบ นอกจากนี้ ชาวโรมันยังใช้นกพิราบเพื่อแจ้งผลการแข่งขันรถม้าแก่เหล่าเจ้าเมืองและอารักษ์ที่อยู่ในเมืองห่างไกลด้วย

การส่งจดหมายผ่านพิราบสื่อสารแพร่หลายมากขึ้นในตะวันออกกกลางโดยชาวเปอร์เซีย โดยเฉพาะหลังการกำเนิดศาสนาอิสลาม เมื่อชาวอาหรับก้าวเข้ามามีบทบาทในการปกครองตะวันออกกลาง พวกเขาพัฒนาและขยายเส้นทางการสื่อสารด้วยนกพิราบไปทั่วจักรวรรดิ

ศตวรรษที่ 12 นครต่าง ๆ ในจักรวรรดิอิสลามมีเครือข่ายพิราบสื่อสารที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงมาก โดยเฉพาะบริเวณซีเรียกับกรุงแบกแดดในอิรัก ชาวอาหรับขยายเครือข่ายการสื่อสารด้วยนกพิราบตั้งแต่หัวเมืองในตะวันออกกลาง ไปถึงคาบสมุทรไอบีเรียทางตะวันตกในทวีปยุโรป นับเป็นยุคเฟื่องฟูของพิราบสื่อสาร ก่อนเกิดสงครามครูเสดระหว่างชาวยุโรปและอาณาจักรอิสลาม

เครือข่ายไปรษณีย์แห่งจักรวรรดิมองโกลของเจงกิสข่านเองก็ใช้ประโยชน์จากพิราบสื่อสาร นอกจากมีสถานีที่เป็นคอกม้าสำหรับให้ทหารเปลี่ยนม้าระหว่างเดินทางไกลเพื่อแจ้งข่าวแล้ว ชาวมองโกลยังจัดตั้งสถานีนกพิราบขึ้นทั่วจักรวรรดิ ทั้งในทวีปเอเชียและยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปกครองจักรวรรดิทางบกขนาดใหญ่นี้ได้อย่างทั่วถึงด้วย

สำหรับนกพิราบที่ใช้ส่งจดหมายนั้นจะเป็นพันธุ์เฉพาะ ชื่อว่า “Homing Pigeon” เป็นพันธุ์ที่ใช้ฝึกสำหรับการนำส่งจดหมายโดยเฉพาะ เพราะเป็นนกที่มีนิสัยชอบบินกลับบ้าน สามารถจดจำทิศทางและเส้นทางในการบินกลับรังของตนได้อย่างแม่นยำ ลักษณะเด่นอีกประการ คือ มันสามารถบินได้ในระยะทางไกล ๆ โดยไม่ต้องพักเหนื่อย

วิธีการฝึกนกพิราบให้ส่งจดหมายได้ เริ่มจากการสร้างบ้านหรือรังสำหรับนกก่อน ให้นกจดจำรังของตนเอง เมื่อมนุษย์เดินทางไปที่ใดที่หนึ่งก็จะนำนกพิราบติดไปด้วย จากนั้นส่งข่าวโดยติดข้อความไปกับตัวนกหรือพันติดขาก่อนปล่อยนกไป นกพิราบก็จะนำข้อความกลับไปยังบ้านหรือรังที่ตนจากมา

สำหรับการส่งจุดหมายไป-กลับ มนุษย์สามารถฝึกนกพิราบโดยสร้างรังนกและจุดที่นกได้รับอาหารให้อยู่คนละที่กัน นกพิราบจะจดจำสถานที่เหล่านั้น และบินไป-กลับระหว่างรังกับแหล่งอาหารได้ โดยปกติการส่งจดหมายผ่านนกพิราบจะไม่ส่งแบบ 1 ฉบับ ต่อ 1 ตัว เพราะมีโอกาสที่นกจะไปไม่ถึงจุดหมาย ทั้งจากฝีมือมนุษย์ ศัตรูทางธรรมชาติของนกพิราบอย่างนกเหยี่ยว ผู้ส่งจดหมายจึงนิยมจึงส่งจดหมายเรื่องเดียวกันหลาย ๆ ฉบับ ไปกับนกพิราบทีละหลาย ๆ ตัว เพื่อให้มั่นใจว่า ต้องมีนกพิราบตัวใดตัวหนึ่งนำจดหมายไปถึงมือผู้รับอย่างแน่นอน

นี่คือวิธีพื้นฐานในการกระบวนการส่งจดหมายด้วยนกพิราบ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณจนถึงสมัยใหม่ ซึ่งถือว่ายาวนานอย่างมาก

ค.ศ. 1800 มีบริการพิราบสื่อสารโดยรัฐอย่างเป็นทางการทั่วประเทศฝรั่งเศส ช่วงทศวรรษ 1870 ยังมีบริการพิราบสื่อสารระหว่างกรุงปารีสกับกรุงลอนดอนด้วย ช่วงเวลาเดียวกันนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสมีการการส่งเอกสารทางราชการจำนวนมหาศาล ซึ่งจำนวนเกินครึ่งคือเอกสารลับ พวกเขาจำเป็นต้องใช้วิธีที่มีคุณภาพมากกว่าการใช้นกพิราบ จึงเกิดเป็นธุรกิจไปรษณีย์ขึ้นพร้อมการว่าจ้างบุรุษไปรษณีย์จำนวนมาก การใช้นกพิราบส่งจดหมายในยุโรปจึงค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง

อย่างไรก็ตาม พิราบสื่อสารมีบทบาทอย่างมากในสมัยสงครามโลก มีการใช้นกพิราบอย่างแพร่หลายในช่วงสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ. 1939-1945 นกพิราบเป็นส่วนสำคัญในภารกิจของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามต่อต้านการยึดครองของเยอรมนี พวกมันช่วยนักบินจำนวนมากให้รอดพ้นอันตราย เพราะพวกเขาจะนำนกพิราบติดตัวไปด้วย เพื่อใช้นำข่าวสาร รวมถึงการขอความช่วยเหลือกลับมายังหน่วยกู้ภัย ในกรณีที่เครื่องบินประสบอุบัติเหตุพุ่งตกลงในทะเล ช่วงสงครามโลกจึงมีทหารจำนวนมากรู้สึกเป็นหนี้ชีวิตนกพิราบ และเห็นความสำคัญของการใช้พิราบสื่อสาร

การใช้นกพิราบสื่อสารค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงอีกครั้งหลังการเกิด โทรเลข โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต กระนั้น เมื่อ ค.ศ. 1970 มีข้อมูลว่า CIA หน่วยงานของสหรัฐอเมริกา ยังคงใช้นักพิราบสื่อสารสำหรับภารกิจลับทางราชการบางอย่างอยู่

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Epsom & Ewell History Explorer : Pigeon Post

Mary Mcmahon, HistoricalIndex : What is Pigeon Post?

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 ตุลาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “นกพิราบสื่อสาร” นวัตกรรมการติดต่อทางไกลอายุนับพันปี มีที่มาและฝึกนกอย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...