กกร.ปรับเป้า GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% เร่ง Data Center เชื่อมลงทุนต่างชาติ ฝ่าเศรษฐกิจ K-Shape
วันนี้ (2 ก.ย.2569) นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ที่ประชุมกกร. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด โดย กกร.ปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีนี้เป็นขยายตัว 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงคาดการณ์ไว้ที่ 2.5-3.0%
นอกจากนี้ ยังหารือถึงประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่กลับมายกระดับขึ้นอีกครั้ง ส่งผลเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงาน รวมถึงสร้างความผันผวนต่ออัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงิน
ขณะเดียวกันพบว่าสต๊อกน้ำมันดีเซลของไทย ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่สต๊อกน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถส่งออกน้ำมันได้ เพื่อบริหารจัดการสต๊อกภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว
การเปิดทางให้ส่งออกควรดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากภาคเอกชนมีความกังวลว่า หากมีการฝืนกลไกตลาดมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน และท้ายที่สุดจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ที่ประชุมให้ความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ หรือ เศรษฐกิจแบบ K-Shape (K-shaped Economy) กกร.ติดตามประเด็นมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่าน และมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม โดเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการเติบโตและกระจุกตัวมากขึ้น ซึ่งผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นธุรกิจจากจีน สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ขณะที่ธุรกิจไทยในหลายอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ ทั้งยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจสัญชาติไทยใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ Reinvent Thailand มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19% สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของการเติบโตในแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจแบบ K-Shape
โดยข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นการกระจุกตัวของการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นกิจการต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจสัญชาติจีน ขณะที่ธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างการจ้างงานของประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม กกร.เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องรักษาสถานะการเป็นจุดหมายในเรดาร์การลงทุนของโลก พร้อมเร่งต่อยอดการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งการลงทุนทุก 100 เมกะวัตต์ มีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้เกิดการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือ Vertical Integration
รวมถึงต้องเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Smart Manufacturing เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ Creative Economy ให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น กกร.จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานด้าน Data Center เพื่อร่วมขับเคลื่อนและผลักดันธุรกิจดังกล่าว ให้เกิดการเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย
อ่านข่าว:
กกร.ชู "เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" ดัน SME ไทยเกาะห่วงโซ่ธุรกิจสีเขียว
"คลัง" ยกเครื่องตลาดทุน ปรับกฎหมาย 4 ฉบับ รับตลาดยุคใหม่
กกร. ชูรัฐปลดล็อก 11 กฎธุรกิจ ลดต้นทุน–เพิ่มคล่องตัว ดันไทยฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค