โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CP GROUP – UN ชู GCNT ขับเคลื่อนไทยฝ่าวิกฤติโลก

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 3 กันยายน 2569 เวลา 0.45 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

“From Shock to Shift” ศุภชัย–มิเคลา ประสานวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจ–UN ชู GCNT ขับเคลื่อนไทยฝ่าวิกฤติโลก สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

หุ้นวิชั่น – นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) พร้อมด้วยนางสาวมิเคลา ฟริเบิร์ก-สตอรี (Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์ในงาน GCNT EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World – จากวิกฤติโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” โดย GCNT ในฐานะเครือข่ายความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมพลังภาคเอกชน สหประชาชาติ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บทบาทของนายศุภชัยในการขับเคลื่อน GCNT อย่างต่อเนื่องสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำภาคเอกชนไทยที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมาตั้งแต่ระยะแรก และผลักดันให้ประเด็นดังกล่าวยกระดับจากกิจกรรมเพื่อสังคมไปสู่ยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง ทั้งนี้ บนเวที GCNT ในปีนี้ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมกันย้ำว่าท่ามกลางแรงกระแทกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส จากการ “ตั้งรับ” ไปสู่การ “ปรับเปลี่ยน” ผ่านความร่วมมือ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) กล่าวว่า “ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจไม่สามารถมองความยั่งยืนเป็นเพียงการทำโครงการหรือการตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอก แต่ต้องนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโต เพราะทุกการลงทุน การจัดซื้อ การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรม ล้วนส่งผลต่อผู้คน คู่ค้า ชุมชน และระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง”

วิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นแนวคิดที่นายศุภชัยผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การร่วมริเริ่มก่อตั้ง GCNT เพื่อสร้างพื้นที่กลางสำหรับรวมพลังองค์กรธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนความยั่งยืน จนถึงการนำเครือข่ายขยายความร่วมมือและยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ในมุมมองของผู้นำเครือซีพี การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของภาคธุรกิจ จากการมองความยั่งยืนเป็น “ต้นทุน” ไปสู่การมองเป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ และเทคโนโลยี ธุรกิจที่ปรับตัวและสร้างนวัตกรรมได้เร็วจะมีศักยภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ได้มากกว่าเดิม

นายศุภชัยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือและยกระดับระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งระบบ เพราะบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถเดินหน้าเพียงลำพัง การเปลี่ยนผ่านต้องส่งต่อไปถึงคู่ค้า SMEs แรงงาน และชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี ความรู้ เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้การเติบโตสร้างผลลัพธ์ในวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

ด้านนางสาวมิเคลา ฟริเบิร์ก-สตอรี ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า “แรงกระแทกจากโลกไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ “Shift” จะเกิดขึ้นเมื่อภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนและการตัดสินใจของภาคเอกชนสามารถกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาประเทศได้ โดย GCNT ในฐานะเครือข่ายความยั่งยืนภาคธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทย จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้นำองค์กรและเปลี่ยนเจตนารมณ์ร่วมให้กลายเป็นการลงมือทำอย่างเป็นระบบ”

โดยนางสาวมิเคลาเสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งเดินหน้า ได้แก่

  • จาก Ambition สู่ Accountability เปลี่ยนคำมั่นด้านความยั่งยืนให้เป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลและตรวจสอบได้
    • จาก Commitment Capital สู่ Capital at Work ทำให้เงินทุนเพื่อความยั่งยืนมีบทบาทในการเปลี่ยนทิศทางการจัดสรรเงินทุนทั้งระบบ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะโครงการสีเขียว และ
    • จาก Leading Companies สู่ Leading Ecosystems ให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยยกระดับ SMEs แรงงาน และชุมชนในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ นางสาวมิเคลายังระบุว่า “โลกกำลังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถเติมเต็มได้ ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เงินทุนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีโครงการที่พร้อมต่อการลงทุน ซึ่งต้องอาศัยงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะของคนควบคู่กัน”

วิสัยทัศน์ของผู้นำทั้งสองสะท้อนทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อน นั่นคือ การเปลี่ยนจากการรับมือกับแรงกระแทก ไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก โดยผสานศักยภาพของภาคธุรกิจ เงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเดินหน้าสู่ความยั่งยืนไม่อาจหยุดอยู่เพียง “คำมั่น” แต่ต้องสะท้อนผ่านการลงมือทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเปลี่ยนคำมั่นสู่การปฏิบัติ การขับเคลื่อนเงินทุนให้สร้างการเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการยกระดับจากผู้นำองค์กรสู่ระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนวิกฤติของโลกเป็นโอกาสใหม่ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...