โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โลกไม่ปล่อยให้เราเกษียณ?

Wealth Me Up

อัพเดต 31 ม.ค. 2568 เวลา 20.08 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. 2568 เวลา 05.00 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

…เคยคิดมั้ยว่า จะทำงานถึงอายุเท่าไหร่?

…ทำไมคนทั่วโลกทำงานเลยวัยเกษียณมากขึ้น?

…จะทำอย่างไร? ถ้าโลกอาจไม่ปล่อยให้เราเกษียณ

ถอดบทเรียนสังคมสูงวัย ‘ญี่ปุ่น’

สถานการณ์ที่ “ญี่ปุ่น” สังคมสูงวัยของโลกที่น่าจะเป็นบทเรียนทำให้หลายประเทศได้เตรียมพร้อมรับมือก่อนที่วันหนึ่งเราจะต้องก้าวไปอยู่ ณ จุดนั้น โดยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นวัยเกษียณต้องกลับมาทำงานหาเงินกันต่อ ทั้งเพื่อเอาสังคมและหาเงินประทังชีวิต

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ระบุว่า เมื่อปี 2022 มีชาวญี่ปุ่นอายุ 65-69 ปี ประมาณ 52% อยู่ในตลาดแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราสูงสุดในบรรดาประเทศกลุ่ม OECD เพราะอัตราส่วนของแรงงานกลุ่มนี้ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 33% สหราชอาณาจักร 26% และเยอรมนีอยู่ที่ 20%

สอดคล้องกับข้อมูลศูนย์การจ้างงานของรัฐบาลญี่ปุ่นที่แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนชาวญี่ปุ่นอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มองหางานเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว และต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในการหางานที่เหมาะสมกับตัวเองในภาวะที่ตลาดแรงงานญี่ปุ่นที่กำลังหดตัวลง

ข้อมูลจากศูนย์การจ้างงาน Hello Work ในเขต “อิเคบุคุโระ” ของโตเกียว ระบุว่าตอนนี้คนญี่ปุ่นสูงวัยจำเป็นทำงานเพื่อหารายได้เสริม และบางคนก็แค่ต้องการชีวิตแบบแอคทีฟต่อไป เช่น บางคนอายุ 66 ปี ก็อยากทำงานต่อไปจนถึง 70 ปี

ช่วงต้นปี 2024 มีคนมาหางานที่ศูนย์วันละกว่า 100 คน ในจำนวนนี้จำนวนมากเป็นคนวัย 70 หรือ 80 ปี ต่างจากช่วงปี 2001-2018 ที่ตอนนั้น คนหางานกลุ่มใหญ่สุดจะเป็นคนรุ่น 25-29 ปีเท่านั้น

ปัจจุบัน สัดส่วนคนหางานอายุ 65 ปีขึ้นไป มีประมาณ 13% ของทั้งหมด เพิ่มจาก 5% ในช่วง 10 ปีก่อน และหากรวมคนที่อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ก็จะมีสัดส่วนประมาณ 65% เลยทีเดียว

ส่วนงานยอดนิยมในกลุ่มคนสูงวัยคือ งานแนวเสมียน แต่ตำแหน่งที่มักจะเปิดหาคนมักเป็นงานผู้จัดการผู้ดูแลอาคารอะพาร์ตเมนต์ และคนทำความสะอาด

นอกจากนี้ บางบริษัทในธุรกิจที่ขาดแคลนแรงงานอย่างหนักกำลังหันมาจ้างคนสูงวัยมากขึ้น เช่น งานดูแลคนในเนิร์ซเซอรี่ ป้อนอาหาร อาบน้ำ และทำความสะอาด ก็เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีประสบการณ์มาทำงานด้านนี้มากขึ้น โดยข้อมูลระบุว่า ตอนนี้ มีคนสูงวัยทำงานในเนิร์ซเซอรี่เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วง 4 ปี

สำหรับชาวญี่ปุ่นตอนนี้ก็เหมือนหลายๆ ประเทศในโลก ที่แค่มีเงินบำนาญอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการใช้ชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น

สำนักงานบริการการเงินของญี่ปุ่นประเมินว่า เมื่อปี 2019 เงินบำนาญประมาณ 20 ล้านเยน หรือราวๆ 4,364,668 บาท เป็นเงินที่จำเป็นสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณ แต่บางคนก็บอกว่า เงินแค่นี้ไม่พอใช้

‘ยุโรป’ เริ่มขยายอายุเกษียณ

ส่วนฝั่งของ “ยุโรป” ที่ขึ้นชื่อเรื่องมีระบบสวัสดิการสังคมและบำนาญดีเยี่ยม เกษียณแล้วก็รับเงินใช้แบบสบายๆ หลังจากทำงานจ่ายภาษีหนักมาครึ่งค่อนชีวิต แต่ตอนนี้สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน มีการขยายอายุเกษียณ โดยตอนนี้ในชาติกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ EU อายุเกษียณเฉลี่ยอยู่ที่ 64 ปี แต่หลายประเทศในยุโรป คนก็ต้องทำงานเลยอายุ 65 ปี หรือบ้างคนก็ทำงานกันจนถึง 75 ปี ซึ่งแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันไป

สถิติเมื่อปี 2021 ระบุว่า ชาวยุโรปอายุ 60-64 ปี ยังคงทำงานอยู่ประมาณ 46.4% ส่วนอายุ 65-69 ปี ยังทำงานอยู่ 13.2% คนอายุ 70-74 ปี ยังทำงานอยู่ 4.9% และอายุ 75 ปีขึ้นไป ยังทำงานอยู่ 1.4%

“เอสโตเนีย” เป็นหนึ่งในชาติยุโรปที่มีอัตราการจ้างงานคนอายุ 65-69 ปี และ 70-74 ปี ในระดับสูงสุด แม้ว่าอายุเกษียณตามกฎหมายคือ 64 ปีก็ตาม ส่วนเหตุผลที่การจ้างงานคนสูงวัยสูงแบบนี้ส่วนใหญ่เกิดจากผู้หญิงเอสโตเนียที่เกษียณอายุช้า

แต่หากดูในกลุ่มของแรงงานชายจะพบว่า “ไอร์แลนด์” เป็นชาติที่มีอัตราการจ้างงานผู้ชายในกลุ่มอายุดังกล่าวมากที่สุด

ในปี 2021 “สวีเดน” เป็นชาติกลุ่มอียู ที่มีจำนวนคนทำงานอายุ 75 ปีขึ้นไปมากที่สุดในกลุ่ม หรือยังทำงานอยู่ประมาณ 7%

ทำไมชาว EU ยังต้องทำงานหลังเกษียณ?

รายงานของ Eurostat ระบุว่า เมื่อปี 2012 หรือ 10 กว่าปีก่อน คนสูงวัยเกือบ 30% บอกว่า พวกเขายังต้องทำงานอยู่เพื่อหารายได้เสริม หรือบ้างก็เพื่อหาเงินทำให้รู้สึกว่ามีเงินบำนาญในอนาคตมากขึ้น

สำหรับยุคนี้ คนสูงวัยที่ทำงานบอกว่า พวกเขาต้องการเพิ่มความมั่นคงด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากได้เงินบำนาญเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือการหาเงินเพื่อเอาไปลงทุนกับกองทุนต่างๆ บ้างก็ทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหารายได้มาเสริมกับเงินบำนาญที่ได้รับเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้พวกเขามั่นใจมากขึ้นว่ามีรายได้พอเลี้ยงดูตัวเอง รวมถึงช่วยเหลือคนอื่นๆ ในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ หรือพ่อแม่ก็ตาม

แล้วพวกเขาทำงานอะไรกันบ้างที่ผ่านมา คนในประเทศกลุ่มอียูที่มีอายุ65 ปีขึ้นไป และยังต้องทำงานกันอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเกษตรกร คนทำงานด้านป่าไม้ และประมง แต่ปัจจุบันจะเห็นว่า ธุรกิจด้านบริการสังคมและสุขภาพ และค้าปลีกกำลังเป็นธุรกิจที่มีการจ้างงานคนอายุ65 ปีจำนวนมากเช่นกัน

จากข้อมูลพบว่าจำนวนคนสูงวัยทำงานในภาคธุรกิจสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากไม่ถึง 10% ในปี 2008 เป็น 20% นิดๆ ในปี 2021

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจแต่ละประเภทในบางประเทศก็มีจ้างงานคนสูงวัยคนละกลุ่มกัน บางธุรกิจเน้นจ้างผู้ชาย บางธุรกิจเน้นผู้หญิง เช่น ใน “เอสโตเนีย” แรงงานชายสูงวัยส่วนใหญ่จะทำงานในอุตสากรรมการผลิต ส่วนผู้หญิงส่วนใหญ่ทำงานด้านให้บริการตามครัวเรือนเป็นหลัก

ผู้ชายใน“ไอร์แลนด์” และ“สวีเดน” อายุ65 ปีขึ้นไป มักจะทำงานในภาคเกษตรกรรม ส่วนผู้หญิงจะทำงานในธุรกิจบริการสุขภาพและสังคม

สถิติที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ในปี2021 ชาวอียูอายุตั้งแต่65 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานนั้น ประมาณ40% เป็นพวกทำงานอิสระหรือเป็นนายจ้างตัวเอง

นอกจากนี้ ประมาณ 59% ของคนสูงวัยที่ทำงานก็จะทำงานพาร์ทไทม์ไม่ใช่งานประจำแบบเต็มเวลา

‘คนไทย’ สูงวัยแต่ไร้เงินเก็บ

ส่วนใน “ไทย” นั้นก็พบว่า คนไทยสูงวัยจำนวนมากเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านความไม่เพียงพอของรายได้

โดยผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทยแทบไม่มีเงินออมและไม่ได้วางแผนเพื่อการเกษียณ ส่งผลให้แม้จะอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ยังคงต้องทำงานต่อไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นความเสี่ยงในภาคการคลังของประเทศไทย ที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2021 พบว่า 45.7% ของผู้สูงอายุในประเทศไทยไม่มีการออมเงิน ส่วน 54.3% ของผู้สูงอายุมีการออม แต่ก็พบว่า คนส่วนใหญ่มีเงินออมน้อย โดย

  • มูลค่าการออมต่ำกว่า 50,000 บาท คิดเป็นสัดส่วน 41.4%
  • มูลค่าออมระหว่าง 50,000-99,999 บาท คิดเป็นสัดส่วน 21.7%
  • มูลค่าออมระหว่าง 100,000-399,999 บาท คิดเป็นสัดส่วน 25.0%
  • มูลค่าออมระหว่าง400,000 บาทขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วน11.9%

เมื่อการออมน้อยทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากในประเทศไทยยังคงทำงานต่อไป ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังพบว่าในปี 2021 มีจำนวนผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงาน 5.11 ล้านคนหรือคิดเป็น 37.5% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นมา 4 แสนคนจากปี 2020 ส่วนใหญ่ 59.3 % อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งได้ค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 5,796 บาทต่อเดือน อีก 30.5% อยู่ในภาคการผลิตและการค้า ได้รับค่าจ้างเฉลี่ย 13,848 บาทต่อเดือน และมีผู้สูงอายุที่ทำงานอยู่ในภาคการผลิต 10.2% ได้ค่าจ้างเฉลี่ย 12,555 บาทต่อเดือน

ดังนั้น “ระบบสวัสดิการและบำนาญ” จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของคนหลังวัยเกษียณ เพราะการมีรายได้ไม่เพียงพอจะกดดันให้คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ในตลาดแรงงานต่อไปเรื่อยๆ

10 ประเทศ ที่มีระบบบำนาญดีที่สุดในโลก

ข้อมูลจากรายงาน Mercer Global Pension Index 2023 ได้เปรียบเทียบแพ็กเก็จบำนาญของ 47 ประเทศทั่วโลก ซี่งรวมไทยด้วย โดยมีการประเมิน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. ความเพียงพอ (Adequacy) ซึ่งจะพิจารณาจากผลประโยชน์ที่ได้รับ, การออกแบบระบบบำนาญ, การออม, การสนับสนุนด้านภาษี, การครอบครองบ้านที่อยู่อาศัย และการเติบโตของสินทรัพย์

2. ความยั่งยืน (Sustainability) ประเมินจากความครอบคลุมของบำนาญ, สินทรัพย์รวม, การจ่ายเงินสมทบของฝ่ายต่างๆ, โครงสร้างประชากร, หนี้สาธารณะ และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ

3. ความมั่นคงสมบูรณ์(Integrity) ประเมินเรื่องกฎระเบียบ, ธรรมาภิบาล, การปกป้องคุ้มครอง, การสื่อสาร และต้นทุนการบริหารจัดการ

จากการประเมินนี้ ได้จัดกลุ่มประเทศตามเกรดตั้งแต่ A-E โดยกลุ่ม A จะมีคะแนนมากกว่า 80 ขึ้นไป ถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบบำนาญแข็งแกร่งระดับเฟิร์สคลาส มีผลประโยชน์ที่ดี มีความยั่งยืนและมั่นคงดี

ในปี 2023 ประเทศที่ได้อันดับ 1 คือ เนเธอร์แลนด์ ได้ 85 คะแนน โดยได้เกรด A ทุกด้าน รองลงมา คือ “ไอซ์แลนด์” “เดนมาร์ก” และ “อิสราเอล”

สำหรับ “ไทย” ติดอยู่ในกลุ่มเกรด D อยู่อันดับ 43 จากทั้งหมด 47 ประเทศ ซึ่ง Mercer และ CFA Institute ระบุว่า ระบบบำนาญไทยยังต้องได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ขยายให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม ต้องมีการเพิ่มอัตราการสมทบ และเพิ่มจำนวนเงินยังชีพขั้นต่ำด้วย

รายงานฉบับนี้ยังบอกด้วยว่า ระบบบำนาญของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทุนบำนาญ พวกเขาไม่มั่นใจว่ากองทุนจะสามารถให้ผลประโยชน์เพียงพอหรือไม่ในระยะยาว ขณะที่โครงสร้างประชากรของหลายประเทศก็น่าห่วงทั้งเรื่องเด็กเกิดน้อย และคนสูงวัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลต่อไปว่า จะมีคนรุ่นใหม่จ่ายภาษีมากแค่ไหนเพื่อจะพอพยุงกองทุนบำนาญของคนรุ่นก่อนๆ

จากสถานการณ์ที่น่ากังวลเหล่านี้ เราคงจะหวังพึ่งพาระบบบำนาญและความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่สำหรับคนทำงานตอนนี้คงต้องพยายามบริหารจัดการรายได้และเงินออมให้ดีมากขึ้น เพื่อปูทางสู่อนาคตทางการเงินที่มั่นคงขึ้นหลังเกษียณอายุ

ตราบใดที่ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่า หลังเกษียณจะมีเงินใช้เพียงพอ ก็ต้องพยายามฝึกฝนพัฒนาทักษะอาชีพอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ และที่ขาดไม่ได้คือ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพราะค่ารักษาพยาบาลนั้นถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตที่สั่นคลอนฐานะทางการเงินหลังเกษียณได้มากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...