โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"บิ๊กก้อง" แถลงข่าวรวบ "ดาวกองร้อยปอยเปต" ตัวการสำคัญหลอกเงิน ชาล็อต-แอนชิลี อ้างจำใจทำเพราะถูกบังคับ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 03 ก.พ. 2568 เวลา 13.03 น.

"บิ๊กก้อง" แถลงข่าวรวบ "ดาวกองร้อยปอยเปต" ตัวการสำคัญหลอกเงิน ชาล็อต-แอนชิลี อ้างจำใจทำเพราะถูกบังคับ หากขัดขืนจะถูกบอสชาวจีนสั่งคนทำร้าย เผยถูกจับเพราะแฟนสาวโพสต์ภาพเที่ยวหาดบางแสน

วันที่ 3 ก.พ. 2568 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท.
พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท.ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการจับกุม “ดาวกองร้อย นายร้อยปอยเปต แก๊งคอลข้ามชาติ”

จากการเปิดปฏิบัติการเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายรามิล พันธวงศ์ อายุ 31 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4557/2567 ลงวันที่ 19 กันยายน 2567 (สน.พญาไท) ข้อหา“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”สถานที่จับกุม บ้านเลขที่ 105 หมู่ 1 ต.คลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว และนายธนาวุฒิ กันยาพันธ์ อายุ 28 ปี ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.153/2568 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบกันโดยการตกลกกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ”จับได้ที่บ้านพักเลขที่ 44/94 ม.1 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สำหรับการแถลงข่าวครั้งนี้นายธนาวุฒิ ยินยอมขอเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ กับสื่อมวลชนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนด้วย

พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก เมื่อก.ค.67 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.1 บก.ปอท. ได้รับการร้องทุกข์จากผู้เสียหายว่า มีคนร้ายแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจวิดีโอคอลมาข่มขู่ผู้เสียหาย แจ้งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดียาเสพติด พร้อมส่งเอกสารปลอมต่างๆ มาให้ผู้เสียหายดูจนทำให้เกิดความกลัวจนหลงเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ต่อมาคนร้ายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้ามาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายรวมเป็นเงินมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท

จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบแจ้งความออนไลน์และฐานข้อมูลพบว่า มีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันนี้มากถึง 163 เคส เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งรัดดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง จนสามารถระบุตัวคนร้ายที่แต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจวิดีโอคอลมาหลอกลวงผู้เสียหาย ก่อนจะรวบรวมพยานหลักฐาน
ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองรายตามหมายจับดังกล่าว

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวต่อว่า เคสนี้ใช้เวลาครึ่งปีในการขยายผล พบว่ากลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้าไปอยู่ในอาคาร 18 ชั้น ปอยเปต แก๊งนี้พักอยู่ที่ชั้น 13 มีคนไทยอยู่ 50 คน ผู้ต้องหาอ้างถูกชักจูงผ่านโซเชียลโดยคิดว่าจะถูกให้ไปทำงานเป็นแอดมินชักชวนให้เล่นพนันเพื่อหารายได้ แต่เมื่อไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์ และถูกให้มาทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยบริเวณอาคารจะมีคนคุมและเฝ้าที่หน้าตึกและชั้น 3 โดยชั้น 1 จะเป็นสถานที่ซื้อสินค้า ที่ผ่านมาจากข่าวที่ปรากฏพบอาคารแห่งนี้ว่ามีคนไทยเสียชีวิตจากการกระโดดตึกลงมา 2 ราย

“ที่ผ่านมารัฐบาล แบะกน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยายามแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์แต่เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างประเทศจะต้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศจำเป็นต้องมีการเจรจาพูดคุยกัน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ก็มีขีดจำกัดในการทำงาน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างตำรวจและรัฐบาลในการแก้ไขเรื่องนี้ ยืนยันจะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทุกข้อกล่าวหาแยกตามพฤติการณ์กระทำความผิดของผู้เสียหายที่เกิดขึ้นแต่ละราย“

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนประทุษกรรมของผู้ต้องหากลุ่มนี้ ทราบว่ามีการใช้AI ปลอมแปลงใบหน้าทำให้ยากต่อการจับกุม ส่วนเรื่องของเงิน จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า เงินที่หลอกมาได้มีการแปลงเงินเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนจะฟอกเงินเป็นสกุลเงินต่างๆในหลายประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม ก่อนจะแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ร่วมขบวนการหลังจากนี้ตำรวจจะเร่งขยายผลติดตามตัวผู้บงการที่รับผลประโยชน์สูงสุด

จากการสอบปากคำ นายรามิล ให้การรับสารภาพว่า ตัวเองทำหน้าที่เป็นสาย 1 ในการติดต่อเหยื่อจากระบบซิมบ็อกที่มีการเซ็ตระบบไว้ โดยจะได้ข้อมูลของเหยื่อ และจะต้องพูดตามสคริปที่บอสชาวจีน และคนคุมงานซึ่งเป็นคนไทยส่งมาให้ เมื่อสามารถพูดชักจูงเหยื่อจนเหยื่อจนเริ่มหลงเชื่อแล้ว ก็จะส่งต่อไปให้กับสาย 2 เพื่อดำเนินการ

ด้าน พล.ต.ต.อธิป กล่าวต่อว่า จากนั้นวันที่ 30 ม.ค.2568 ตำรวจกก.1.บก.ปอท.ตามจับกุม นายรามิล เอาไว้ได้ ให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่เป็นสาย 1 ในการติดต่อเหยื่อจากระบบ Sim Box ที่มีการเซ็ตระบบไว้โดยผู้ตัองหาจะได้ข้อมูลของเหยื่อ และจะต้องพูดตามสคริปที่บอสชาวจีน และคนคุมงานเป็นคนไทยส่งมาให้ผู้ต้องหาพูดชักจูงเหยื่อจนเริ่มหลงเชื่อแล้ว จากนั้นจะมีการส่งต่อไปให้กับสาย 2 เพื่อดำเนินการต่อ สำหรับผู้ต้องหารายนี้ได้ถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีไปแล้ว ต่อมาในวันที่ 2 ก.พ.เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1.บก.ปอท.สามารถตามจับนายธนาวุฒิ ได้ที่บ้านพัก ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยจากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยให้การว่าตนเองเป็นผู้ร่วม ขบวนการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจวิดีโอคอลเพื่อหลอกลวงเหยื่อจริง นอกจากนี้ผู้ต้องหายังยอมรับอีกว่า ได้แต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและวิดีโอคอลไปหลอกลวงผู้เสียหายอีกหลายราย รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ทั้งนี้ผู้ต้องหาให้การว่า ในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตนเองจะมีหน้าที่วิดีโอคอลเพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อ และทำหน้าที่ควบคุมเหยื่อผ่านการวิดีโอคอลในระหว่างการหลอกลวง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อแล้วจะมีคนร้ายที่เรียกว่าสาย 3 ทำหน้าที่ปิดดีล หลอกให้เหยื่อโอนเงินให้ ซึ่งในระหว่างการหลอกลวงจะมีทั้งคนไทยและคนจีนทำหน้าที่เป็นคนควบคุม และคิดสคริปในการหลอกลวงเหยื่อเพื่อให้เป็นไปตามบทที่วางไว้ หากไม่ปฏิบัติตาม หรือต่อต้านจะถูกทำร้ายร่างกาย และหากสามารถหลอกจนเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินมาให้ได้ตนจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็น ตั้งแต่ 2-5-10 เปอร์เซ็น จากมูลค่าที่หลอกลวงเหยื่อ

ด้านนายธนาวุฒิ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เป็นผู้ร่วมขบวนการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คอยทำหน้าที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจวิดีโอคอลเพื่อหลอกลวงเหยื่อจริง เริ่มแรกที่เข้าไปที่ตึก 18 ชั้น ฝั่งปอยเปต เมื่อปี 66 หลังจากได้คำแนะนำจากแฟนสาว ให้ข้ามไปทำงานเพราะคิดว่าเป็นแค่แอดมินเว็บพนันออนไลน์ คอยเติมเงินใส่บัญชีพนันเท่านั้น แคฝต่หลังจากเข้าไปแล้วกลับถูกยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์มือ ถูกนำตัวไปอยู่ที่ชั้น 13 มีคนไทยอยู่ประมาณ 50 คน กินนอนอยู่ภายในขั้นน้้นอย่างเดียว จากนั้นเข้ารับการเทรนพูดหลอกเหยื่อประมาณ 1 อาทิตย์ ก่อนจะถูกให้อยู่ในสาย 2 แต่งตัวเป็นตำรวจคอยปลอบเหยื่อ ที่ผ่านมาก่อเหตุหลอกลวงคนมาแล้วหลายราย รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ทั้งน.ส.ชาล็อต ออสติน และ แอนชิลี ด้วย

ทั้งนี้นายธนาวุฒิ ยังให้การอีกว่าในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตัวเองจะมีหน้าที่วิดีโอคอลเพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อ ทำหน้าที่ควบคุมเหยื่อผ่านการวิดีโอคอลในระหว่างการหลอกลวง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อแล้วจะมีคนร้ายที่เรียกว่าสาย 3 ทำหน้าที่ปิดดีล หลอกให้เหยื่อโอนเงินให้ ในระหว่างการหลอกลวงจะมีทั้งคนไทยและคนจีนทำหน้าที่เป็นคนควบคุม และคิดสคริปในการหลอกลวงเหยื่อเพื่อให้เป็นไปตามบทที่วางไว้ หากไม่ปฏิบัติตามหรือต่อต้านจะถูกไม้เบสบอบทุบตีทำร้ายร่างกาย และหากสามารถหลอกจนเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินมาให้ได้จะได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่หลอกลวงเหยื่อ

นายธนาวุฒิ กล่าวอีกด้วยว่า นอกจากนี้ยังคอยทำหน้าที่เป็นคนปลอบใจผู้เสียหาย ส่วนกรณีของ น.ส.ชาล็อต ออสติน ยอมรับว่า ตอนแรกไม่ทราบว่าเหยื่อที่พูดด้วยคือ ชาล็อต เพิ่งมาทราบตอนที่ได้พูดคุยกันแล้ว โดยชาล็อตจะร้องไห้เพราะกลัวว่าจะกระทบการทำงาน จึงได้พูดให้เขาสบายใจที่สุดและให้เขาพักผ่อน มีการพูดคุยกันตลอดทั้งคืนจนเช้า กำชับไม่ให้ผู้เสียหายวางสายโทรศัพท์ ส่วนชื่อที่เอามาใช้หลอกมีอยู่ในอินเตอร์เน็ต ยอมรับว่าเริ่มทำงานสาย 1 เมื่อปี 2566 ต่อมาในปี 2567 ได้ขยับเลื่อนมารับสาย 2

“ที่ผ่านมาเคยพยายามหนี ออกจากขบวนการแต่ถูกจับได้ โดนทุบตีด้วยไม้เบสบอล 5 ครั้ง ที่หลุดออกมาจากวงจรโคจรได้เพราะป่วยเป็นโรคหัวใจ โดยขบวนการได้ปล่อยให้เดินทางกลับพร้อมให้เงินติดตัวมา 40,000 บาท เนื่องจากให้เหตุผลว่าตัวเองไม่มีประโยชน์กับขบวนการแล้ว ก่อนจะกลับมาไทยได้เพียง 2 สัปดาห์ จนถูกจับกุม

นายธนาวุฒิ ยังเล่าอีกว่า เมื่อไปถึงที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทุกคนจะโดนจับอบรม 7 วัน โดยจะต้องไปฟังสคริปว่าจะต้องทำหน้าที่อย่างไร และมีการฝึก วิธีการพูด การโทรและการหลอกคนว่าจะต้องทำอย่างไร โดยคนจีนเป็นคนเขียนสคลิปให้และมีล่ามเป็นผู้แปลให้ส่วนเงินส่วนแบ่งที่ได้รับตนนำไปใช้เล่นพนันสล็อตบนมือถือจนหมดแล้ว

เมื่อถามว่าเคยพบเจอกับบอสขาวจีนหรือไม่ นายธนาวุฒิ ยอมรับว่า เคยพบแต่ไม่บ่อย ส่วนการพูดคุยจะมีล่ามเป็นผู้แปลให้ ส่วนตัวไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเท่าไหร่ ที่ผ่านมามีตำรวจกัมพูชามาตรวจตรวจสอบอยู่บ่อยครั้งเมื่อมาถึงพวกตนจะพยายามหลบซ่อนตัวล็อคห้องเหมือนไม่มีคนอยู่ หนึ่งปีจะมาตรวจ 4-5 ครั้ง สำหรับชั้น 13 ที่พักจะเป็นห้องยาวแล้ว มีห้องแบ่งเหมือนโรงแรมทั่วไป มีผู้ร่วมขบวนการอยู่ 30-40 คน ที่ผ่านมาพบว่ามีคนจีน อินโดนีเซีย อินเดีย และมาเลเซีย อยู่ในอาคารนั้นด้วยแต่อยู่คนละขั้น ส่วนคนคุมระบบหลังบ้านจะเป็นชาวจีน ส่วนที่ไม่ขอความช่วยเหลือจากตำรวจที่มาตรวจเพราะไม่มั่นใจว่าตำรวจเหล่านี้จะมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการนี้หรือไม่ จึงไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

“ที่ผ่านมาเคยพยายามหลบหนีแล้วหนึ่งครั้ง เคยขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูตไทยแต่ถูกจับได้ก็ถูกทุบตี จนไม่กล้าทำอะไรที่เสี่ยงให้ตัวเองถูกทำร้ายอีก พร้อมขอโทษผู้เสียหายทุกราย หากไม่ทำตนจะถูกทำร้าย ที่ทำเพราะมีปัญหาหนี้สินที่ต้องเคลียร์ จึงสมัครไปเป็นแอดมินเว็บพนันเพื่อรับเงินและโอนเงินเข้าระบบให้ลูกค้าแต่เมื่อไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทาง และบังคับให้ทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์”

นายธนาวุฒิ บอกเล่าถึงรูปแบบแผนประทุษกรรมของขบวนการดังกล่าวอีกด้วยว่า มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็น 3 สาย โดยสายแรกจะเป็นคนโทรข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีความผิดฐานฟอกเงินและเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก่อนจะโอนไปยังสายที่ 2 เพื่อพูดคุยโน้มน้าวปลอบให้เหยื่ออยู่ในสาย โดยตัวเองทำหน้าที่นี้อยู่หากโอนเงินมาให้ตรวจสอบจะปลอบเหยื่อว่าได้เงินคืนอย่างแน่นอน ก่อนจะโอนไปยังสายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ โดยบทบาทที่มีการแอบอ้างจะอ้างตัวเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองร้อยปอยเปตที่ทำหน้าที่พูดคุยกับผู้เสียหายรู้จักกันทุกคน ซึ่งขณะนี้ไม่ทราบว่าคนอื่นๆ ยังอยู่ที่นั่นหรือไม่ นอกจากนี้ยังยอมรับว่ารู้สึกกลัว หลังทราบข่าวว่าตำรวจสอบสวนกลางกำลังไล่ล่าจับกุมตัว รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกุญแจสำคัญที่นำมาสู่การตามจับกุมตัว นายธนาวุฒิ ผู้กองกำมะลอกองร้อบปอยเปตรายนี้ได้ เริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัว นายรามิล ผู้ต้องหารายแรกได้ก่อนเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ก่อนจะให้การซัดทอดพร้อมยืนยันตัวบุคคลว่า นายธนาวุฒิ คือหนึ่งในแก๊งตำรวจกองร้อยปอยเปต จริง ปัจจุบันเพิ่งจะหลบหนีกลับเข้ามาในประเทศไทย จึงเร่งรวบพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ พร้อมจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมของบุคคลใกล้ชิด กระทั่งพบเบาะแสสำคัญจากแฟนสาวของ นายธนาวุฒิ ที่โพสต์รูปภาพลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพขณะกำลังตระเวนเที่ยวทะเลพักผ่อนอยู่ที่หาดบางแสน อ.เมือง และ ชายหาดในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...