‘คัลแลน-พี่จอง’ เอฟเฟกต์! ทำแคมเปญไม่ถึงอาทิตย์ ดันยอดขาย ‘กาแฟพันธุ์ไทย’ โต 1.5 เท่า มียอดสมาชิกเพิ่ม/วัน 50%
พลังเหล่าแฟนด้อมใจฟูเป็นเหตุ โดยหลังจาก‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คว้า‘คัลแลน-พี่จอง’ มาทำหน้าที่พรีเซ็นเตอร์คู่แรก และส่งแคมเปญ‘การ์ดพันธุ์ไทยใจฟู’ การ์ดจุ่มของทั้งคู่ออกมาเมื่อวันที่15 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็ทำให้ยอดขายของกาแฟพันธุ์ไทยโต1.5 เท่า และเพิ่มยอดสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น50% ต่อวัน ซึ่งหลังจากนี้จะต่อยอดความสำเร็จด้วยการออกหนังโฆษณา ก่อนจะจัดFan Meet ของทั้งคู่ช่วงต้นปีหน้า
เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของ‘กาแฟพันธุ์ไทย’ เมื่อประกาศใช้กลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์เป็นครั้งแรกในรอบ12 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งมา และเลือกสองหนุ่มยูทูปเปอร์คนดังอย่าง‘คัลแลน-พี่จอง’ มารับหน้าที่นี้
‘อนันต์ รัตนมั่นคง’ Vice President of Food and Beverages Group บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย เล่าว่า
การดีลกับสองหนุ่มคนดังให้มารับหน้าที่พรีเซ็นเตอร์เกิดขึ้นเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา ภายใต้โจทย์ทางธุรกิจ เพื่อสร้างBrand Awareness และขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ในกลุ่มอายุ30 ปีลงมา ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่และมีความน่าสนใจ จากเดิมลูกค้าหลักของกาแฟพันธุ์ไทยจะมีอายุ40 ปีขึ้นไป โดยตั้งเป้าหมาย จะเพิ่มฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่จาก20% เป็น30% ในปีหน้า
“เราทำรีเสิร์ชมาพบว่า ผู้บริโภคมองแบรนด์เราเป็นกาแฟปั๊ม ดูเก่าแก่ เราจึงอยากปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์เราเด็กลง ให้สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นและคัลแลนกับพี่จองทำหน้าที่นี้ได้ดี ที่สำคัญทั้งคู่เป็นแฟนของกาแฟพันธุ์ไทย เป็นReal Customer ของเราจริง ๆ และชอบดื่มอเมริกาโน่อยู่แล้ว”
‘คัลแลน-พี่จอง’ เอฟเฟกต์
ความร่วมมือระหว่างกาแฟพันธุ์ไทย กับคัลแลน-พี่จอง เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน2567 และไปจบเดือนเมษายน2568 ประเดิมด้วยแคมเปญ‘การ์ดพันธุ์ไทยใจฟู’ การออกการ์ดจุ่มของทั้งคู่ให้บรรดาแฟนด้อมได้สะสม โดยลูกค้าที่ซื้อเมนูไทยริกาโน3 แก้วต่อใบเสร็จ จะได้รับการ์ดพันธุ์ไทยใจฟูแบบสุ่มจากคัลแลนและพี่จอง1 ใบ มีให้เลือกสะสม5 แบบ และ1 แบบซีเคร็ท
หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวันที่15 พ.ย. 2567 มาถึงตอนนี้ไม่ถึงอาทิตย์ปรากฏว่านอกจากในโซเชียลจะมีกระแสพูดถึงและเอนเกจเม้นท์จำนวนมากทั้งกลุ่มแฟนของกาแฟพันธุ์ไทยเดิมและกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าแล้ว
แคมเปญดังกล่าวยังสามารถทำให้ยอดขายของกาแฟพันธุ์ไทยเติบโตขึ้น1.5 เท่า และมียอดสมัครสมาชิกMAX Card บัตรสมาชิกที่ใช้สะสมแต้ม เพื่อสร้างรอยัลตี้ โปรแกรมกับลูกค้าในเครือPTG เพิ่มขึ้น50% ต่อวัน
ความสำเร็จที่เกิดขึ้น อนันต์บอกว่า‘เกินคาด’ และเตรียมต่อยอดความสำเร็จจากพรีเซ็นเตอร์คู่นี้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อย่างในระยะอันใกล้นี้ได้เตรียมปล่อยหนังโฆษณาชุดใหม่ของกาแฟพันธุ์ไทยที่มีคัลแลนกับพี่จองร่วมแสดงออกมา และจะมีการจัดFan Meet ของทั้งคู่ประมาณช่วงต้นปีหน้า
“หลายคนถามว่า แฟนด้อมที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่มาซื้อพันธุ์ไทยเพราะอยากได้การ์ด เมื่อหมดแคมแปญอาจทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้จะหายไป และการเติบโตของเราจะไม่ยั่งยืน แต่เรามั่นใจในรสชาติและคุณภาพของกาแฟเรา บวกกับการทำมาร์เก็ตติ้งที่ได้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากบัตรสมาชิก เราเชื่อมั่นจะดึงพวกเขากลับมาเป็นลูกค้าได้อย่างแน่นอน”
เดินหน้าลบภาพ‘กาแฟในปั้ม’
นอกจากจะใช้พลังแฟนด้อมใจฟูมาลบภาพ‘กาแฟในปั๊ม’ ที่ดูเก่าแก่ และแบรนด์มีอายุ เพื่อพิชิตใจลูกค้าคนรุ่นใหม่แล้ว กาแฟพันธุ์ไทยยังมีการวางกลยุทธ์เพื่อขยายฐานลูกค้าดังกล่าวสำหรับสร้างการเติบโตไว้
1. การเร่งขยายสาขาในตัวเมือง โดยเฉพาะเขตCBD (Central Business District) รวมไปถึงโลเคชั่นในสถานศึกษาและตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งตามแผนกาแฟพันธุ์ไทยตั้งเป้าจะมีสาขารวมในปี2567 อยู่ที่1,282-1,300 แห่ง และครบ2,000 แห่งในปี2568 จากปัจจุบันมีสาขากว่า1,200 แห่ง ก่อนจะเพิ่มเป็น5,000 สาขาในปี2570
2. การเพิ่มโปรดักท์ในกลุ่มSpecialty Coffee เพื่อให้ภาพของกาแฟพันธุ์ไทยมีวาไรตี้และจับกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย รวมถึงสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบและนิยมดื่มกาแฟประเภทนี้มากขึ้น อย่างล่าสุดได้เปิดตัวกาแฟดริปคอลเลคชั่นใหม่ที่ได้ร่วมมือกับ10 นักสร้างสรรค์กาแฟไทย ภายใต้โจทย์‘ดริป…สร้างชีวิตไม่รู้จบ’
3. ขยายโปรดักท์ในกลุ่มNon coffee ไม่ว่าจะเป็นชาไทยโกโก้และเมนูอื่นๆที่ไม่มีส่วนผสมของกาแฟให้มากขึ้นเพื่อสร้างความรู้จักและกระตุ้นให้เกิดการทดลองดื่มจากกลุ่มลูกค้าที่ไม่ดื่มกาแฟ
4. การมุ่งทำมาร์เก็ตติ้งในรูปแบบต่าง ๆ โดยในส่วนนี้จะใช้ข้อมูลจาก MAX Card ที่ปัจจุบันมีฐานสมาชิกราว ๆ ล้านใบ วิเคราะห์เจาะลึกCustomer Journey ของลูกค้าตั้งแต่เพศอายุการใช้จ่ายพฤติกรรมและความชอบเพื่อนำมากำหนดกลยุทธ์ตลอดจนแคมเปญการตลาดให้เหมาะสมและตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทางผู้บริหารกาแฟพันธุ์ไทยเชื่อมั่นว่า จากการกลยุทธ์ทั้งหมดเมื่อจบปี2567 กาแฟพันธุ์ไทยจะมีรายได้กว่า2,000 ล้านบาท
ขณะที่ภาพรวมของตลาดกาแฟในไทยประเมินไว้ว่า จะมีการเติบโตประมาณ10% คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า60,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดกาแฟในบ้าน33,000 ล้านบาท และตลาดกาแฟนอกบ้านกว่า27,000 ล้านบาท