2 กูรูเศรษฐศาสตร์ “ดร.พิพัฒน์ – ดร.ณภัทร” ชี้เส้นทางใหม่ เศรษฐกิจไทย ปี 2568
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 ในงาน Thailand Next Move 2025 “Resiliency for an Uncertain World” รับมือบริบทโลกใหม่ที่ไม่นิ่ง ที่จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร ในโอกาสที่วารสารการเงินธนาคาร ก้าวสู่ปีที่ 44 โดยในหัวข้อ : Building Resilient Growth For Thai Economy เปิดเส้นทางใหม่นำ เศรษฐกิจไทย เติบโตอย่างยั่งยืน โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ Thailand Future
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า เรามีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือ 2.6% ประเด็นที่น่าจับตามองใน 2568 คือความท้าทายที่ยังคงน่ากังวลใน 3 ปัจจัยใหญ่ ได้แก่
1. ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีสัญญาณหลายสัญญาณที่บ่งบอกว่าความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วงก่อนโควิด contribution ของภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็น “บวก” แต่หลังจากโควิดเป็นต้นมา contribution ภาคอุตสาหกรรมเริ่ม “ติดลบ” และอุตสาหกรรมใหญ่ของไทยไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีล้วนเจอปัญหาทั้งหมด
โดยนับตั้งแต่ปี 2015 ท่องเที่ยวและภาคบริการกลายเป็นพระเอกในการผลักดันเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งที่ค่อนข้างน่ากังวลคือในอนาคตแรงส่งจากภาคบริการจะเบาลง ปี2023 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 28 ล้านคน และ 35 ล้านคนในปีนี้ เติบโตเกือบ 30% แต่หลังจากนี้ไปอาจจะเติบโตได้ไม่ถึง 10%
ขณะที่รถยนต์ การเข้ามาของ EV ทำให้การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนได้รับผลกระทบซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 10% ของ “แมนูแฟกเจอริ่ง ซึ่งวันนี้หลายบริษัทหยุดสายการผลิตในประเทศไทยหรือย้ายการผลิตไปแล้ว นั่นหมายความว่าภาคการผลิตของไทยกำลังเผชิญกับปัญหา “ความสามารถทางการแข่งขัน” ทั้งอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีเปลี่ยนไปและการแข่งขันจากต่างประเทศ
“สิ่งที่ต้องระวังคือการบริโภคของเราโตแต่การผลิตลดลง และสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือส่งออกโตแต่การผลิตก็ลดลงเหมือนกัน”
2. ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ธนาคารชะลอปล่อยสินเชื่อลดลง ภายใต้ความกังวลว่าจะไม่ได้เงินคือ ส่งผลให้หนี้เสีย (NPL) สูงขึ้น ปีนี้เป็นแรกในรอบ 15 ปีที่ “System Loan growth” ติดลบ นั่นหมายความว่าสินเชื่อที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจน้อยลงทำให้ปัจจัยที่จะเข้าไปเติมให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว
“สิ่งที่เราคาดหวังคือเศรษฐกิจจะดีขึ้น เพื่อให้แบงก์มีความสบายใจที่จะปล่อยกู้ ซึ่งแบงก์เองก็กำลังรอดูท่าทีเศรษฐกิจว่าจะเติบโตในทิศทางไหน”
3. นโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัมป์ สงครามการค้าและอิมแพ็คที่จะเกิดกับประเทศไทยซึ่งคาดเดาได้ค่อนข้างยาก เช่น ภาษี อาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองนั่นหมายความสหรัฐอาจไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้ากับทุกประเทศ สิ่งที่ไทยต้องทำคือกลับมาพิจรณาว่าประเทศไทยมีสินค้าที่เข้าข่ายถูกเรียกเก็บภาษีอะไรบ้าง ซึ่งปัจจุบันไทยเกินดุลสหรัฐเป็นอันดับที่ 12 ของโลกและเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
ทั้งนี้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ท้าทายก็คือเรื่องของโครงสร้างประชากรซึ่งเข้าสู่สังคมสูงอายุ ขณะที่คนที่อยู่วัยทำงานน้อยลง ในยุค 1980-1990 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8% ซึ่งหนุน 1 ใน 3 ปัจจัยการเติบโตมาจากจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้น การลงทุนและ Productivity growth
แต่ปัจจุบันไทยมีจำนวนประชากรวัยทำงานลดลง นั่นหมายความว่าการเติบโตของ GDP ไม่มีทางเพิ่มขึ้น ซึ่งจุดนี้มันคือ“ติดลบ” แล้ว เพราะฉะนั้นในทุกปีจะต้องหาบางอย่างมาทดแทนแรงงานคน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงและยังคงอัตราการลงทุนเท่าเดิม productivity growth เท่าเดิม สิ้นทศวรรษนี้ GDP ไทยอาจจะลดลงเหลือแค่โตแค่ 2% หรือ 2.5%
“ปัญหาคือเราแก่ก่อนรวย การเติบโตเราร่วงขณะที่เรายังไม่รวย และไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลคนที่ยังไม่โตและคนที่ไม่รวย ทั้งในเรื่องของเงินออมหรือการดูแลหลังเกษียณอายุรัฐไม่มีบทบาทในการดูแลคนเหล่านั้นได้เลยเพราะเราไม่มีทรัพยากรเพียงพอ และเราไม่สามารถที่จะเพิ่มประชากรได้เพราะต้นทุนในการมีลูกมันแพง”
แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการดึง Talent จากต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยรับแต่แรงงานที่Unskilled Labour เข้ามามากเกินไป แต่แรงงานที่มี skill กลับไม่ค่อยเปิดรับ ถ้าเราสามารถดึง skilled Labour เข้ามาช่วยเราก็จะสามารถแก้ไขปัญหาแรงงานได้
อย่างไรก็ตามยังพอมีข่าวดีในเรื่องของ นโยบายการคลังที่อาจจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งนโยบายการเงินและนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งทั้ง 3 ส่วนมีความสำคัญอย่างมากกับความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญซึ่งไม่สามารถจัดการด้วยนโยบายระยะสั้นเพียงอย่างเดียวได้
“ทางออกของไทยคือโชคดีที่เรามีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ยกประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจขึ้น แต่จะต้องตีโจทย์ว่าในแง่ของแรงงานถ้าไม่สามารถแก้เรื่องของจำนวนได้สามารถแก้เรื่องของประสิทธิภาพได้หรือไม่
ในเรื่องของ investment ถ้าคนไทยไม่ลงทุนในประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ไทยเป็นจุดดึงดูดของการลงทุนได้ดีเหมือนเมื่อ 15-20 ปีที่แล้ว บุญเก่าในอดีตเช่น ปิโตรเคมี รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ วันนี้อยู่ในโหมดบุญเก่าหาย แต่อุตสาหกรรมใหม่ๆซึ่งทั้งโลกกำลังคุยกันเรื่องของ Semiconductor เราแทบจะไม่มีส่วนร่วมเลย
และโจทย์สำคัญคือจะเพิ่ม productivity ให้จำนวนคนที่เรามีน้อยลงไปเรื่อยๆสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับค่าจ้างแรงงานของทุกคนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำแต่จะทำอย่างไรให้ contribution ของแรงงาน 1 คนสามารถผลิต output ได้เยอะขึ้น”
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยเป็น OEM Model คือต่างประเทศมาจ้างผลิต เมื่อเราไม่สามารถตอบโจทย์ได้ก็ย้ายไปลงทุนที่ใหม่ ดังนั้นต้องทบทวนว่าอุตสาหกรรมไหนที่เคยมีอยู่แล้วหายไปจะแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมใหม่อะไร ซึ่งก็ต้องยอมรับอีกว่าการลงทุนของคนไทยในเรื่องของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นไม่เยอะ ส่วนมากจะเป็นการลงทุนเพื่อเป็น supply chain ของผู้ผลิตต่างประเทศ
“เพราะฉะนั้นเรายังคงต้องการการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหญ่ๆ และต้องชิปไปเป็นภาคบริการมากขึ้น”
[inline_posts type="IDs" box_title=" Thailand Next Move 2025 “Resiliency for an Uncertain World” รับมือบริบทโลกใหม่ที่ไม่นิ่ง " align="alignleft" textcolor="#d6df28" background="#212162"]143793,143832,143865,143827[/inline_posts]
แนะรัฐบาลลงทุนใน “ทุนมนุษย์”
สุดท้าย ดร.พิพัฒน์ ยังสะท้อนไปถึงรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่าควรให้ความสำคัญกับ “ลงทุนในทุนมนุษย์” โดยเฉพาะทักษะของการใช้เทคโนโลยีหรือทักษะของโลกใหม่เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนตลอดเวลา จะทำอย่างไรให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในการแก้โจทย์ใหม่ๆ เช่น AI ที่เป็นเครื่องมือสำคัญแต่คนที่นำไปใช้ก็จะต้องรู้ข้อจำกัดของมันด้วย
2 ความจำเป็นในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเป็นการลงทุนที่สามารถสร้าง “Local Supply Chain” และมี “Value added” แน่นอนว่าไทยยังมีข้อจำกัดทั้งแรงงานไม่พอหรือตลาดไม่โต แต่ในมุมของนักลงทุนจากต่างประเทศกลับมองว่าไทยมีแรงงานที่มีทักษะเหมาะสมไม่เพียงพอ นี่เป็นสาเหตุต้นๆที่ทำให้เวียดนามและอินโดนีเซียน่าสนใจเพราะประชากรยังมีการเติบโตทั้งจำนวนและคุณภาพ
3 เรื่องของ regulation ลดคอร์รัปชัน ลดข้อจำกัดในข้อจำกัดกฎระเบียบต่างๆทำให้การลงทุนง่าย ข้อสุดท้ายคือจะต้องเปิดเสรีในหลายๆเรื่องในภาคบริการ ทั้งนโยบายการแข่งขัน แก้ปัญหาการผูกขาดหรือกินรวบให้มีน้อยลงเพื่อมีแรงจูงใจในการลงทุนใหม่ๆ
“เราอยากเห็นเศรษฐกิจที่คนกล้าลองกล้าลงทุนกล้าเสี่ยง เมื่อล้มเหลวสามารถที่จะเริ่มใหม่ได้ตลอดเวลาไม่ใช่ถูกเอาเปรียบจากนายทุนใหญ่”
AI อาจเป็นคำตอบแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ด้านดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ Thailand Future ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า “ยังน่าเป็นห่วง” เพราะไทยยังมีปัญหาทั้งภาคการเงินและโครงสร้าง โดยประเด็นที่ต้องจับตามองในปี 2568 คือ
1. เศรษฐกิจสหรัฐ หลาย ๆ สายตากำลังจับจ้องที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ในฐานะประธานิบดีที่มาพร้อมกระทรวงใหม่ที่มี “อีลอน มัสก์” เป็นหนึ่งในคณะทำงานจะเดินนโยบายอย่างไร และ ความเคลื่อนไหวของ “เฟด” จะเป็นไปในทิศทางไหน ซึ่งตอนนี้ตลาดหุ้น Small Cap ในสหรัฐกำลังรอลุ้นว่า “เฟด” จะลดดอกเบี้ยกี่ครั้ง และจะเป็นจุดสำคัญที่จะชี้ว่าตลาดทุนทั่วโลกจะเติบโตอย่างไรและจะยังไปต่อไหม หรือนี่คือจุดที่ตลาดพีกที่สุดแล้ว และนโยบายการคลัง “ทรัมป์” จะทำอย่างไรกับหนี้และทำอะไรกับตลาดbond เนื่องจากระยะ3-4เดือนที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจมากนัก
“ทั้งหมดนี้จะตีกลับมาที่เมืองไทยในลักษณะที่ว่าจะทำอย่างไรกับอัตราดอกเบี้ยและนโยบายเศรษฐกิจทั้งภาคส่งออกและบริการ”
2. แรงกดดันจากคู่แข่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งก็คือคู่แข่งที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง AI หนึ่งในอุตสาหกรรมที่โดน disruption ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันแรกที่ Chat GPT ออกมาคือ “เด็กฝึกงาน” ที่ต้องปรับสมการใหม่ว่าอาชีพเด็กฝึกงานต้องทำรายได้ และอาจจะกระทบมาถึงอุตสาหกรรมบริการ ดังนั้นถ้าไม่สามารถสามารถนำ AI มาใช้อย่างถูกวิธีก็อาจจะต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป
“ในมุมของผู้ผลิตเราล่าช้าอยู่แล้วเราไม่เคยตามทันคู่แข่ง แต่ในมุมของการใช้งานยังมีหวังในปีหน้าหรือปีถัดๆไป SME จะเริ่มเข้าใช้ได้แล้ว เพราะที่ผ่านมาคอขวดสำคัญของประเทศไทยในการ transform คือบริษัทขนาดย่อมหรือคนทั่วไปเข้าไม่ถึง บิ๊กดาต้า และ แมชชีนเลิร์นนิ่งต่างๆที่ธนาคาร ประกันหรือ เทเลคอม เข้าถึง”
สิ่งที่น่าสนใจคือในปีที่ผ่านมา IQ level ของ AI ในช่วง 6 เดือนแรกไม่มีตัวไหนที่ชนะค่าเฉลี่ยของมนุษย์ แต่ภายใน 6 เดือน AI บางตัวสามารถผลิตพนักงานแรงงานที่ไม่มีตัวตนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของมนุษย์แล้ว เพราะฉะนั้นภายในสิ้นปี2568 อาจจะเป็นไปได้ที่ AI ทุกตัวจะแซงค่าเฉลี่ยของมนุษย์
“ปัจจุบัน AI สามารถทำ DCF หุ้น1 ตัวได้ภายใน 5 วินาที ดังนั้นตอนนี้แม้แต่อาชีพนักวางแผนการเงินหรือนักวิเคราะห์ก็อาจได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาการจ้างงานขั้นสุด การมี AI เข้ามาอาจเป็นคำตอบในการทดแทนแรงงานที่หายไปตั้งแต่แรก ดังนั้น AI ไม่ได้ทำให้คนตกงานเพราะคนตกงานคือคนที่อยู่ในงานที่ผิดตั้งแต่แรก”
สิ่งที่น่าสนใจคือในอนาคตอันใกล้ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไปอาจจะมีประเทศใหม่ๆที่อยู่ใน Data center ซึ่งมีความฉลาดกว่าอัจฉริยะทั่วโลก พูดง่ายๆคือประเทศนี้มีแต่คนฉลาดที่ไม่ใช่คน ถ้าผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปใช้ข้อมูลหรือเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่วันนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาโครงสร้างของประเทศไทยทั้งในมุมของการแก้ไขปัญหาโครงสร้างประเทศไทย
ทั้งในแง่ เพิ่มรายได้ ลดภาระหนี้ ทำให้ SME ไทย และธุรกิจใหญ่มีผลิตภาพ โครงสร้างต้นทุนดีพอไปเวทีโลก เพิ่มโอกาสการเกิดขึ้นของนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ รวมทั้งช่วย เสริมแรงงานและนักธุรกิจไทยโดยเฉพาะเสริมตำแหน่งที่จ้างไม่ได้ หาไม่เจอ และคนเกษียณไปหมดและใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้แรงงานได้ output มากกว่าเดิม แม้คนไม่มาก
ขณะเดียวกันยังสามารถนำมาใช้ยกระดับการพัฒนาระบบตลาดลดภาระการจัดการข้อมูลในตลาดทั้งราคา ข้อเสนอ กฎกติกา ฯลฯ ลดแรงเสียดทานจากมิจฉาชีพ ฉ้อโกง ปกปิด ขั้นตอนที่ manual และเอกสาร
*“การแก้หนี้ที่ดีที่สุดคือการเพิ่มรายได้ โดยเพิ่ม productivity ต่อหัวของพนักงาน ปลดออกจากความจำเจไปทำงานที่มี value added ไปสู่เซอร์วิสที่มี hard Value added ไม่ใช่แค่ service ทั่วไป AI ยังทำให้นักธุรกิจไทยมีเครื่องมือไปสู่ตลาดโลกได้เร็วขึ้น ที่ผ่านมามักจะติดปัญหาของการสื่อสารทำให้การขยายธุรกิจหรือเปิดร้านใหม่ในต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยากมากแต่ AI สามารถสื่อได้หลายภาษา และสุดท้าย market economy ที่ดีกว่าซึ่งจะช่วยให้สามารถระดมทุนได้ดีขึ้น ลดภัยที่อาจจะเกิดจาก AI ในอนาคต*
คอขวดหลักของการใช้ AI คือ “ยังไม่เคยลอง” ไม่ใช่เรื่อง “ต้นทุน” ซึ่ง AI เป็นเครื่องมือให้เราขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น เช่นขยายกองทัพเซลล์เป็นบอทไปขายในต่างประเทศได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาต่างประเทศได้ ปัจจุบันราคาของ AI agent มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่น โดย maximum ค่าใช้จ่ายเทียบเท่ากับเงินเดือน ของคน เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการไม่จำเป็นจะต้องลงทุน 10 ล้านถึงพันล้านบาททำให้ธุรกิจ SME สามารถประหยัดต้นทุนได้จากการนำ AI มาเติมแทนคนเพราะแรงงานที่มีทักษะพิเศษตรงกับธุรกิจหายาก”