“สุรเดช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ห่วงหนี้ชนเพดาน-กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถือเป็นวิกฤตรุนแรงเช่นช่วงโควิด-19 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เป็นปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน
นายสุรเดช ระบุว่า หนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูง โดยปี 2569 คาดอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือราว 66-67% ของจีดีพี เหลือพื้นที่อีกไม่มากก่อนแตะเพดาน 70% หากหนี้เพิ่มจนชนเพดาน อาจทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น และรัฐบาลต้องนำงบประมาณจำนวนมากไปชำระดอกเบี้ย แทนที่จะนำไปพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินอาจต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมเตือนว่า หากมีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่สามารถกู้ได้ รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร
นายสุรเดช กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการอื่นแทนการกู้เงิน เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น หรือพิจารณามาตรการภาษีเฉพาะจุดเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน
“เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่เป็นภาระของประชาชนในอนาคต หากกู้แล้วไม่สำเร็จ ใครจะรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง หรือคณะรัฐมนตรี จะรับผิดชอบอย่างไร” นายสุรเดช กล่าว
นายสุรเดช ยังฝากถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า การมองผลบวกจากมาตรการเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ รัฐบาลควรมองความเสี่ยงในด้านลบด้วย เพราะแม้มีเจตนาดี แต่หากมาตรการไม่สำเร็จ อาจกลายเป็นการซ้ำเติมประเทศ และกระทบภาพลักษณ์ไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม เช่น ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเดินทางเข้า-ออกประเทศ ภาษีสุรา เบียร์ บุหรี่ รวมถึงภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าแบรนด์เนม โดยเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาก่อนสร้างภาระหนี้ระยะยาวให้ประเทศ
นายสุรเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะหากเดินหน้ากู้เงินในช่วงที่หนี้สาธารณะใกล้เพดาน อาจทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง และกระทบเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว