โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นายกฯ ยัน กองทัพ-รัฐบาล ไม่เคยตีกัน กร้าว ไทยมีศักดิ์ศรีไม่ยอมให้ใครมากลั่นแกล้งข่มขู่

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 07.45 น.

นายกฯ เสนอ "ฮุนมาเนต" ประชุม RBC ระดับกองทัพ ลั่นไม่เคยปิดด่านชายแดนไทย- กัมพูชา พร้อมตั้ง ”บิ๊กเล็ก “ เป็นคนนำทีมการมอนิเตอร์ข้อมูลข่าวสาร ยัน กองทัพ-รัฐบาล ไม่เคยตีกัน กร้าว ไทยมีศักดิ์ศรีไม่ยอมให้ใครมากลั่นแกล้งข่มขู่

วันที่ 16 มิ.ย. 2568 ที่บ้านพิษณุโลก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเรียกหน่วยงานความมั่นคงประชุมการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดระหว่างกัน และเดินหน้านำเรื่อง 4 จุดข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก ในวงการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ว่า เป็นผลสำเร็จที่ได้มีการคุยกันและยอมรับกรอบการประชุม JBC ซึ่งรายละเอียดก็ตามที่ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศแถลงไป ส่วนเรื่องที่สองเป็นการคุยกันในทุกระดับ ทั้งในเรื่องระดับหน้างานจนถึงระดับของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการติดต่อสื่อสารกันต่อเนื่อง วันนี้ที่การประชุมมีในเรื่องของการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อตามสถานการณ์ซึ่งเป็นทีมไทยแลนด์ และต่อจากนี้จะให้ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์รมช.กลาโหม เป็นคนนำทีมในการ มอนิเตอร์ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดและดำเนินการ

ส่วนในเรื่องของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ICJ หรือศาลโลก ประเทศไทยไม่ยอมรับในเรื่องของศาลโลก แต่ตอนนี้มีการตั้งทีมทำงานว่าเราจะปกป้องและตั้งรับอย่างไร พร้อมหาในเรื่องของข้อมูลว่าจะปกป้องประเทศหรือจะตอบโต้อย่างไรได้บ้าง ซึ่งจะต้องมีกรอบในการทำงาน ซึ่งตอนนี้ได้มีการ ศึกษาในเรื่องของกฎหมายและประวัติความเป็นมารวมถึงข้อมูลไว้ครบทั้งหมดแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ประกาศจะปิดด้านชายแดนทุกด่าน ในที่ประชุมได้หารือเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ ระบุว่า เรื่องการปิดด่าน ยืนยันว่าเราไม่ได้ปิดเพียงแต่กำหนดเวลาการเปิดปิดเปลี่ยนไปจากเดิม และเราได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้กองทัพเป็นผู้ดูสถานการณ์ ยืนยันว่าเราได้มีการพูดคุยตลอด โดยตนคุยกับ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาครั้งแรกวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการตกลงความเห็นร่วมกันว่าเราต้องการสันติภาพระหว่างสองประเทศ ไม่ต้องการความขัดแย้ง ต้องการการรักษาความชีวิตของประชาชน รวมถึงไม่ต้องการให้เสียเลือดเนื้อของทหารทั้งสองประเทศ คือสิ่งที่เห็นตรงกันและพูดคุยกันมาเรื่อยๆ และตนพยายามให้อยู่ในกรอบของทวิภาคีที่ทุกประเทศเมื่อมีการสื่อสารกันเราต้องมีกรอบความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปตามกลไกระหว่างสองประเทศ

ซึ่งแน่นอนว่าการพูดคุยกันหลังไมค์มีแน่นอน โดยตกลงกันว่าอะไรอย่างไร แต่สิ่งที่สื่อสารออกมาทางโซเชียลที่นอกกรอบ และเป็นการสื่อสารที่ไม่มืออาชีพที่ออกมาเรื่อยๆ ทำให้เกิดความวุ่นวายในการจัดการ ทั้งสิ่งที่คุยกันหลังไมค์และอย่างเป็นทางการ

ตนคิดว่าการสื่อสารแบบนี้ทำให้เกิดผลลบกับทั้งสองประเทศ ข้อความที่ทางกัมพูชาได้โพสต์เราต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนทั้งไทยและกัมพูชาด้วย การที่จะประกาศเรื่องการปิดด่านเลย จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ เราห่วงใยทั้งในเรื่องของการค้าขาย เพราะถ้ามีการปิดด่านจะกระทบทั้งหมด เราถึงไม่มีการปิดด่านแต่เราปรับเวลาและตนได้แจ้งทางกัมพูชาว่าจะมีการประชุมในวันนี้ เพื่อรายงานผลว่าเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งตนได้ส่งข้อความถึงนายกฯกัมพูชาว่า เสนอให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) ซึ่งเป็นการประชุมระดับกองทัพของทั้งสองประเทศ ให้พูดคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ และได้เห็นข้อความที่โพสต์ในเฟสบุ๊คถือเป็นการสื่อสารที่ไม่อยู่ในกรอบ

ถามต่อว่าปฏิกิริยาหลังการประชุมเจบีซี ไทยพยายามใช้วิธีเจรจาแบบทวิภาคี แต่เหมือนกัมพูชาไม่มีความจริงใจในการพูดคุยแบบนี้ นายกฯ กล่าวว่า การประชุมเจบีซีเราประชุมด้วยกันทั้งคู่ ถือเป็นผลสำเร็จ เพราะยอมรับกรอบของเจบีซี นั่นคือการประชุมกันและเราต้องการสันติภาพร่วมกัน จะทำอย่างไรได้บ้างให้เกิดขึ้น ความจริงแล้วในเรื่องของเจบีซีคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรเพราะอย่างที่กระทรวงต่างประเทศแถลงมาในเนื้อความทุกอย่างเราได้ชี้แจงแล้วไม่ได้ติดขัดหรือพลิกล็อกอะไรทั้งสิ้นในเจบีซี

ถามย้ำว่า ตอนนี้กัมพูชากำลังเล่นสงครามข่าวสารจะมีการรับมืออย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนบอกแล้วว่าการสื่อสารแบบนี้ไม่ได้เกิดผลดีกับทั้งสองประเทศ ซึ่งการปล่อยข่าวและข่าวที่ออกมาหลายๆข่าวเคยได้มีการตกลงกันแล้วว่าอย่าเพิ่งปล่อยข่าว เพราะเราจะต้องคุยกันก่อนว่าจะเอาอย่างไร เพราะคนที่อยู่หน้างานกับคนที่รับฟังข่าวสารเป็นคนละคนกัน ฉะนั้นเราจะทำอะไร ตัดสินใจอย่างไรหรือสัมภาษณ์อะไรออกไป ก็ขอให้เห็นใจคนหน้างานด้วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นที่มีการบอกว่าให้สู้เลย ตรงนี้มองว่าเราต้องดูคนหน้างานด้วยว่าตรงนั้นเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งตนก็ต้องคอยอัพเดตว่าเกิดอะไรขึ้น ณ ตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รวมถึงการที่เรากำหนดเวลาเปิด-ปิดด่านใหม่ พร้อมย้ำว่าในตอนแรกเป็นเพราะว่ามีอาวุธหนักอาวุธใช้ระยะไกลเริ่มมีจำนวนมากขึ้น เราจึงต้องมีกำหนดเวลาเปิด-ปิดด่าน เพราะมีประชาชนทั้งสองประเทศอยู่บริเวณดังกล่าวจำนวนมาก การที่เอาอาวุธใหญ่ออก ถ้าเราไม่มีกำหนดเวลาเปิด-ปิดด่าน หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะเกิดความเสียหายมากมาย เราจึงมีการกำหนดเปิด-ปิดด่าน ซึ่งตามปกติไม่ได้มีการกำหนดเพราะไม่ได้มีเรื่องอะไร แต่พอเห็นอาวุธที่ครบเป็นอาวุธที่ใช้ในระยะไกล ก็เป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการ

ถามย้ำว่าจะทำให้ทั่วโลกรู้ได้อย่างไรว่าแผ่นดินเราใช้กลไกทวิภาคี เราไม่ได้ขี้โกงเอาแผ่นดินของใคร นายกฯ ระบุว่า ถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะการประชุมเจบีซีหรือสิ่งที่ตนได้เสนอไปให้มีการประชุมระดับอาร์บีซี ที่ต้องเป็นการประชุมที่เราสามารถจะจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะมันไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ว่าคุยกันแล้วแยกย้าย แต่สิ่งที่เราประชุมทั้งหมดนี้จะต้องถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรและทั่วโลกสามารถรับรู้ได้ว่าเราตกลงอะไรกันบ้าง โดยบ่ายวันเดียวกันนี้กระทรวงการต่างประเทศจะมีการเชิญทูตต่างประเทศที่ประจำประเทศไทยทั้งหมดมาประชุมเพื่อให้ทุกประเทศได้รับทราบ ซึ่งที่จริงแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการคุยกับทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.กันสองคน ซึ่งได้มีการกำหนดในการคุยครั้งนั้นแล้วว่าเราต้องการอะไร จะทำอย่างไร แต่สิ่งที่เราอาจจะทำน้อยกว่าเขา นั่นคือการสื่อสารออกสู่ที่สาธารณะ เพราะเราเคารพการเจรจาระหว่างประเทศ เราเคารพกรอบทวิภาคี เราเคารพ เราให้เกียรติทั้งสองประเทศ ว่าสิ่งที่คุยควรจะเป็นสิ่งที่เป็นทางการและอยู่ในกรอบทวิภาคี ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทุกประเทศเมื่อมีการติดต่อสื่อสารจะต้องยึดกรอบทวิภาคีเป็นสำคัญ

“แต่ถ้ามีการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการเกิดขึ้นอย่างมากมาย เราก็ต้องบอกจุดยืนของเราเช่นกันว่า เราไม่เคยที่จะยั่วยุ หรือพูดเพื่อให้เกิดการปะทะใดๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างที่ตนบอกว่าคนเสพข่าวเรื่องนึงคนที่อยู่หน้างานก็อีกเรื่องนึง ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าอยู่ตรงนี้แล้วเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ตรงชายแดน นั่นแปลว่าตนต้องรับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าตนจะต้องตกลงในการปะทะมันต้องมีการคุยกับทหารด้วยว่าพร้อมหรือไม่ เราอยู่ในสถานะไหน เขาอยู่ในสถานะไหน ไม่ใช่จู่ๆจะมีเรื่องก็สามารถจุดให้ไฟมันติดแบบนี้ได้เลย ”

ซึ่งเป็นกรอบที่เราทุกคนต้องยึด แน่นอนว่าการปล่อยข่าวหรือปล่อยคำพูดอะไรออกมาที่ไม่เป็นทางการและส่งผลกระทบ ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่เป็นผลดีกับทั้งสองประเทศ

เมื่อถามต่อว่ รัฐบาลจะทำอย่างไรเมื่อกัมพูชาเล่นสงครามข่าวสารแบบนี้ นายกฯ กล่าวว่า ชี้แจง คนไทย ประเทศไทย นายกรัฐมนตรี กองทัพ ที่ประชุมวันนี้เห็นตรงกันในทุกๆส่วน ทางกองทัพคิดเหมือนเราว่าเราต้องปกป้องอธิปไตยไว้ แต่จะทำอย่างไรให้ยืดการปะทะการเสียเลือดเนื้อให้ออกไปไม่ให้เกิดขึ้น แต่ยังคงต้องรักษาอธิปไตยเราไว้ ตรงนี้เห็นตรงกันทั้งรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งใครที่จะปล่อยข่าวว่าตีกันนั้น ยืนยันว่า เราไม่เคยตีกัน กองทัพกับรัฐบาลตอนนี้คุยกันทุกเรื่องว่าจะทำอย่างไร ตนให้เกียรติกองทัพเสมอเพราะเป็นคนหน้างาน และเป็นคนรู้ในเรื่องของอาวุธทุกอย่าง รัฐบาลก็ต้องคุยด้วยว่าจะเอาอย่างไร ตนคุยหลังไมค์อย่างไรก็มีการเช็คกับกองทัพทุกครั้งเป็นสิ่งที่ทำเสมอ กองทัพก็เช่นกันจะมูฟอย่างไรก็ปรึกษากับรัฐบาลว่าจะทำอะไร ทำได้หรือทำไม่ได้

“ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลกับกองทัพไม่มีปัญหากัน และขอให้ทุกคนช่วยซัพพอร์ต กองทัพกับรัฐบาลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะวันนี้เราไม่ได้ต่อสู้กันเอง เรารักษาอธิปไตยของเราไว้ เราพูดในข้อความที่มันตรง พูดในข้อความที่รู้ได้ว่าประเทศไทยเป็นปึกแผ่น และเราก็จะไม่ยอมให้ใครมากลั่นแกล้ง ให้ใครมาใส่ร้าย ให้ใครมาขู่ เราก็เป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีเช่นกัน เราก็เป็นประเทศที่แข็งแรงเช่นกัน เพราะฉะนั้นจุดนี้เอง จะทำให้เราทุกคนรู้ว่า วันนี้ถ้าไม่เคารพกฎกติกาก็จะไม่ถูกยอมรับโดยทั่วโลก” นายกฯย้ำ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...