โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทรัมป์อัดฉีดงบกลาโหม ดันปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าโครเอเชีย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 03.45 น.

งบประมาณขนาดมหาศาลที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มให้กระทรวงกลาโหมจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอีก 26 ล้านตัน (Mt) ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนประจำปีของโรงไฟฟ้าแก๊ส 68 แห่ง หรือโครเอเชียทั้งประเทศ

งบประมาณเพนตากอนในปี 2026 จะพุ่งถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ และส่งผลให้รอยเท้าคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากร่างกฎหมาย One Big Beautiful Act ของประธานาธิบดี ซึ่งเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกองทัพมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับงบประมาณการทหาร

ตามการวิเคราะห์ล่าสุดจาก Climate and Community Institute (CCI) หน่วยวิจัยเชิงนโยบายในสหรัฐฯ ซึ่งเปิดเผยต่อ The guardian ว่า การเพิ่มงบนี้จะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของเพนตากอนเพิ่มเป็น 178 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกราว 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์

การเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของงบประมาณทางการทหารเกิดขึ้นในขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังเลวร้ายลง และในขณะที่ชาวอเมริกัน ซึ่งรวมถึงผู้สนับสนุนทรัมป์จำนวนมาก กำลังเผชิญกับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่ทำลายล้าง เช่น ไฟป่า คลื่นความร้อน และน้ำท่วมครั้งล่าสุดในเท็กซัส รวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและผลกระทบระยะยาวอื่น ๆ ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ร่างงบประมาณปี 2026 ของทรัมป์ได้ตัดลดงบประมาณของรัฐบาลกลางสำหรับวิทยาศาสตร์ การศึกษา โครงการ Medicaid แสตมป์อาหาร การจัดการภาวะฉุกเฉิน กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพื่อชดเชยการขยายกำลังทหาร การลดภาษีให้คนรวย และการปราบปรามการเข้าเมืองอย่างรุนแรงของทรัมป์

นอกจากนี้ยังได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นครั้งที่สอง และยกเลิกการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในยุคไบเดน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของสหรัฐฯ เพื่อลดความหายนะด้านสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศในอดีตมากที่สุด และยังคงเป็นผู้ปล่อยก๊าซมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากจีน ประเทศที่มีประชากรมากกว่าสหรัฐฯ ถึง 4 เท่า การปล่อยก๊าซ 178 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จะทำให้กองทัพสหรัฐฯ และภาคอุตสาหกรรมกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่เป็นอันดับที่ 38 ของโลก ถือเป็นประเทศหนึ่ง และมากกว่ารอยเท้าคาร์บอนทั้งปีของเอธิโอเปีย ประเทศที่มีประชากร 135 ล้านคน

ตามการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ Transnational Institute ระบุว่า เพนตากอน ซึ่งรวมถึงกองทัพสหรัฐฯ และหน่วยงานกระทรวงกลาโหม ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 80% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดของรัฐบาล ในปี 2023 ใช้งบประมาณ 8.6 แสนล้านดอลลาร์ และก่อให้เกิดมลพิษด้านสภาพภูมิอากาศเกือบ 152 ล้านตัน ผ่านปฏิบัติการในต่างประเทศ การใช้เชื้อเพลิงเครื่องบิน และการบำรุงรักษาฐานทัพในประเทศ รวมถึงการปล่อยก๊าซจากการผลิตอาวุธ เรือ รถถัง และเครื่องบิน

ตามการวิเคราะห์ล่าสุด รายงานว่า ตัวเลขการปล่อยก๊าซปี 2026 ใช้วิธีคำนวณเดียวกันโดยอิงจากงบประมาณกองทัพ คำนวณการปล่อยจากการปฏิบัติงานของเพนตากอนและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจากอุตสาหกรรมทางทหารขนาดมหึมาของสหรัฐฯ ปัจจุบันสหรัฐฯ ดำเนินการฐานทัพทหารในต่างประเทศ 877 แห่ง มากกว่าทั้งโลกที่เหลือรวมกันถึงสองเท่าครึ่ง

สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของงบเพนตากอนไปยังบริษัทเอกชน โดยมากกว่าครึ่งของงบประมาณใช้จ่ายในหมวดดุลพินิจระหว่างปี 2020–2024 ถูกส่งไปยังบริษัทผู้ผลิตอาวุธ เพนตากอนถือเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดในเชิงสถาบันของโลกมาอย่างยาวนาน งบประมาณปี 2026 จำนวน 1 ล้านล้านดอลลาร์จะทำให้รอยเท้าคาร์บอนของเพนตากอนเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซประจำปีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 47 แห่ง

แต่ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศที่แท้จริงของเพนตากอนน่าจะรุนแรงยิ่งกว่านั้น เนื่องจากการคำนวณนี้ไม่ได้รวมการปล่อยก๊าซจากงบเสริมในอนาคต เช่น งบพันล้านดอลลาร์ที่จัดสรรเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ทางทหารให้กับอิสราเอลและยูเครนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทุกล้านตันมีความสำคัญ เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งทำให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงที่อันตราย ทำลายล้าง และมีต้นทุนสูง เช่น พายุเฮอริเคน ไฟป่า และภัยแล้ง การวิเคราะห์ล่าสุดพบว่าสหรัฐฯ ใช้เงินเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อฟื้นฟูจากภัยพิบัติ

การปล่อยก๊าซของเพนตากอนในปีหน้าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงผลกระทบต่อการเกษตร สุขภาพของมนุษย์ และทรัพย์สินจากสภาพอากาศสุดขั้ว ตามตัวคำนวณต้นทุนทางสังคมของคาร์บอนของ EPA ซึ่งปรับให้เป็นค่าเงินปี 2025

การเพิ่มงบประมาณกองทัพ 1.5 แสนล้านดอลลาร์เทียบเท่าประมาณ 5 เท่าของงบประมาณประจำปีของสำนักงานบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (Fema) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่ทรัมป์ขู่ว่าจะยุบไปโดยสิ้นเชิง

งบประมาณการทหารและการปล่อยก๊าซของสหรัฐฯ สูงที่สุดในโลก และเป็นเพราะสหรัฐฯ ที่ทำให้รัฐต่าง ๆ ไม่ต้องรายงานการปล่อยก๊าซทางทหารต่อสหประชาชาติ ในช่วงเตรียมการลงนามพิธีสารเกียวโต ปี 1997 ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกแบบผูกพัน เพนตากอนได้ล็อบบี้ทำเนียบขาวของคลินตันให้ผลักดันข้อยกเว้นครอบคลุมสำหรับการปล่อยก๊าซจากการใช้เชื้อเพลิงทางทหาร

แม้กระนั้น รอยเท้าคาร์บอนทั้งหมดจากภาคทหารยังคงถูกประเมินว่าคิดเป็นประมาณ 5.5% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก โดยไม่รวมก๊าซเรือนกระจกจากความขัดแย้งและการสู้รบ ซึ่งมากกว่าการปล่อยรวมกันของการบินพลเรือน (2%) และการเดินเรือ (3%)

เพนตากอนเคยเตือนมานานแล้วว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และทะเลทรายในภูมิภาคที่เปราะบาง อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการอพยพ ซึ่งถือว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น “ตัวคูณภัยคุกคาม” ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

ปี 1991 จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ได้รับรองอย่างเป็นทางการว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่เดือนมีนาคมปีนี้ รัฐมนตรีกลาโหมของทรัมป์ พีท เฮกเซ็ธ โพสต์ใน X ว่า

DeptofDefense ไม่ทำเรื่องบ้า ๆ อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทำการฝึกและสู้รบ

นอกจากนี้ เฮกเซ็ธยังได้สั่งยุติงานวิจัยด้านสภาพอากาศและโครงการพลังงานหมุนเวียนหลายโครงการของเพนตากอนที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของกองทัพ

อย่างไรก็ตาม งบประมาณทางทหารทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 การเสริมกำลังทางทหารนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพภูมิอากาศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...