โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนาคตราคาทองคำ หลังผ่านพ้นเจรจาทางการค้า

THE STANDARD

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 07.26 น. • thestandard.co
อนาคตราคาทองคำ หลังผ่านพ้นเจรจาทางการค้า

ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นทำ All Time High แตะระดับ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+12.43%) ภายใน 20 วัน ขานรับมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในวันที่ 2 เมษายน แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ทองคำได้เผชิญแรงกดดันระยะสั้น หลังบรรดาคู่ค้าสหรัฐ ทยอยบรรลุข้อตกลงปรับลดภาษีนำเข้าลง ก่อนเส้นตายเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม ส่งผลให้ราคาทองคำแกว่งตัวออกด้านข้าง

แม้ ฮาเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ จะเคยกล่าวเปิดทางไว้ว่ายังสามารถเจรจาได้หลังจากกำหนด 1 สิงหาคม อย่างไรก็ดี บรรดาประเทศคู่ค้าต่างเร่งเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการเริ่มชำระภาษีนำเข้าตามกำหนด โดยมีหลากหลายประเทศสามารถบรรลุได้ อาทิ ญี่ปุ่นในอัตรา 15% จากเดิม 25% และโดยเฉพาะ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งสุดท้ายสามารถเจรจาได้ในอัตรา 15% จากเดิมเคยถูกขู่ 30% ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของความผันผวนในราคาทองคำ จากก่อนหน้านี้นักการทูตสหภาพยุโรป (EU) เคยขู่ว่าหากสหรัฐเก็บภาษีในอัตรา 30% EU จะตอบโต้ด้วย มาตรการ ‘Anti-Coercion Instrument (ACI)’ ที่ขอบเขตกว้างขวาง ทั้งการขึ้นภาษี, ระงับการเข้าถึงตลาด, จำกัดการลงทุน หรือการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วมาตรการดังกล่าวยังไม่เคยถูกใช้นับตั้งแต่กำเนิดขึ้นในปี 2023

ในขณะที่ทางฝั่งจีน ก็มีแนวโน้มการเจรจาในเชิงบวก ท่ามกลางการเจรจาของเจ้าหน้าที่การค้าระดับสูงจาก ‘จีน-สหรัฐ’ ได้พบกัน ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่ากระบวนการเจรจาทวิภาคีได้ก้าวสู่ระดับใหม่แล้ว นอกจากปัญหาทางการค้าแล้ว สหรัฐยังตั้งเป้าที่จะแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (overcapacity) ในภาคอุตสาหกรรมจีน นอกจากนี้ ข้อต่อรองที่ควรจับตาคือ แร่หายาก (rare earth) ที่สหรัฐจำเป็นต้องนำเข้าจากจีน และการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย-อิหร่าน

สถานการณ์ที่คลี่คลาย จึงเป็น Sentiment กดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ดี ด้วยราคาทองคำที่ซึมตัวแกว่งออกข้างอยู่นาน ในช่วงหลังจากนี้สิ่งที่ควรจับตาคือ พฤติกรรมของราคาทองคำว่าจะซึมซับ (price-in) ปัจจัยกดดันดังกล่าวไปจนหมดแล้วหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นในช่วงที่ผ่านพ้นเส้นตายการเจรจาไปแล้ว ทองคำอาจสามารถสลับมาสร้างฐานได้ในระยะสั้น และตลาดอาจเปลี่ยนความสนใจไปประเด็นอื่น อาทิ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อันเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed

ทั่วโลกต่างเคยกังวลว่า ภาษีของทรัมป์จะเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น จนกลับมากดดันทองคำเพราะ Fed จะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามแผน อย่างไรก็ดี แม้เริ่มเห็นการเร่งตัวในบางรายการของ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อาทิ Household Appliances และ Recreational Goods แต่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ยังต่ำกว่าคาดการณ์ จึงประเมินว่าในระยะแรกภาษีนำเข้าจะมีอิทธิพลต่อเงินเฟ้อไม่มาก เนื่องจากราคาที่สูงขึ้น ไม่ได้ถูกผลักภาระไปที่ผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ส่งออก – ผู้ผลิตเป็นฝ่ายช่วยรับภาระ (absorb)

ดังนั้น หากสถานการณ์เงินเฟ้อยังไม่เป็นที่น่ากังวล อีกหนึ่งปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed คือตลาดแรงงานสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงาน หรืออัตราว่างงานนั้น จะเป็นที่สนใจของตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนต่างจับตาสถานการณ์เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ที่เคยถูกกดดันให้ลาออกก่อนสิ้นสุดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026 อันเป็นปัจจัยกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบการเงินจากที่องค์กรอิสระถูกแทรกแซง ขณะที่ตลาดคาดประธาน Fed คนใหม่ ‘เควิน แฮสเซตต์’ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Director of the National Economic Council ซึ่งสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกทองคำในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของทองคำหลังจากนี้ อาจไม่หวือหวาเท่าช่วงครึ่งปีแรกที่ปรับตัวขึ้นไปแล้วกว่า 26% เนื่องจากเริ่มเห็นแรงซื้อที่ชะลอลงบ้างของ player หลักอย่างจีน หลังสมาคมทองคำจีน (CGA) เปิดเผยว่าช่วงครึ่งปีแรก (H1/2025) จีนบริโภคทองคำลดลง 3.54% แตะระดับ 505.21 ตัน เช่นเดียวกับ สำนักงานสถิติฮ่องกงที่เปิดเผยว่า การนำเข้าทองคำสุทธิของจีนผ่านฮ่องกงในเดือนมิถุนายน ลดลงเกือบ 60% เหลือ 19.37 ตัน เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 48.13 ตัน

ภาพ: scyther5 / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...