โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จากฝิ่นถึงยาบ้า! ‘เมียนมา’สงครามกลางเมืองยืดเยื้อ-ยาเสพติดเฟื่องฟู

แนวหน้า

เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

9 มิ.ย. 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราของกาตาร์ เสนอรายงานพิเศษ ‘We do this to survive’: Harvesting opium poppies in Myanmar’s Shan State ว่าด้วยประเทศเมียนมา ดินแดนที่มีสถานการณ์สงครามกลางเมืองยืดเยื้อยาวนานหลายสิบปีระหว่างกองทัพของรัฐบาลพม่ากับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทำให้ที่นั่นกลายเป็นแหล่งรวมอาชญากรรม หนึ่งในนั้นคือเป็นแหล่งผลิตยาเสพติด อาทิ การปลูกฝิ่น พืชที่เป็นยาเสพติดในตัวเองและยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นยาเสพติดสังเคราะห์อย่างมอร์ฟีนและเฮโรอีนได้ด้วย

รายงานของสื่อกาตาร์ เริ่มด้วยคำบอกเล่าของ Tian Win Nang หนุ่มวัยรุ่นที่เป็นลูกชายเจ้าของไร่ฝิ่น ที่กล่าวว่า ฝิ่น 1 กิโลกรัม มีราคา 250 เหรียญสหรัฐ (ราว 8,300 บาท) โดยจะมีพ่อค้าชาวจีนมารับซื้อก่อนลำเลียงไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งชายหนุ่มบอกว่า การปลูกฝิ่นของพวกตนก็เพื่อความอยู่รอด และสถานที่ที่ปลูกฝิ่นนี้อยู่ทางตอนใต้ในเขตอิทธิพลของรัฐฉาน ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของเมียนมา ไร่ฝิ่นนั้นอยู่ใกล้กับเส้นทางบนภูเขาใกล้เมือง Pekon ซึ่งเส้นทางเหล่านี้ทอดยาวไปจนถึงชายแดนของไทย ลาวและจีน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา

บรรดาผู้เชี่ยวชาญสถานการณ์ในเมียนมา กล่าวว่า พันธมิตรระหว่างนายทหารระดับสูงของกองทัพรัฐบาลพม่า กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เครือข่ายอาชญากรในพื้นที่ และกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่จัดการด้านโลจิสติกส์ การกลั่น และการจัดจำหน่ายยาเสพติดนั้นมีมานานแล้ว อาทิ มาร์ก ฟาร์มาเนอร์ (Mark Farmaner) ผู้อำนวยการองค์กรการกุศล Advance Myanmar ที่ตั้งอยู่ในลอนดอนและผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การค้ายาเสพติดในเมียนมาได้รับการอำนวยความสะดวกโดยกองทัพมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 (ปี 2533 – 2542) เจ้าหน้าที่หลายคนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว และองค์กรโดยรวมก็ได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง

กลุ่มอาชญากรระดับภูมิภาคที่ทรงอำนาจที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ Sam Gor ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แผ่ขยายกว้าง ประกอบด้วยพันธมิตรของกลุ่มอาชญากรจีนที่เป็นคู่แข่งกัน ซึ่งปฏิบัติการในจีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และประเทศอื่นๆ ซึ่งแม้ว่าในปี 2564 เจ๋อชือลอป (Tse Chi Lop) ชาวแคนาดาเชื้อสายจีน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้นำของกลุ่ม Sam Gor จะถูกจับกุมและส่งตัวกลับออสเตรเลีย แต่เครือข่ายดังกล่าวก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

สำนักงานปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประมาณการว่ากลุ่ม Sam Gor สร้างรายได้อย่างน้อย 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 แสนล้านบาท) และอาจมากถึง 17,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ในปี 2561 จากการควบคุมตลาดค้าส่งเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ระหว่างร้อยละ 40 - 70 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้จะมีการจับกุมเจ๋อชือลอปที่เป็นข่าวโด่งดัง แต่การค้ายาเสพติดกลับเฟื่องฟู โดยยึดเมทแอมเฟตามีนได้มากกว่า 1.1 พันล้านเม็ดทั่วภูมิถาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นสถิติประวัติศาสตร์

เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้าส่วนใหญ่มาจากห้องทดลองที่ซ่อนอยู่ในภูเขาทางตอนเหนือของรัฐฉานและพื้นที่อื่นๆ บนชายแดนด้านตะวันออกของเมียนมา ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ในภูมิภาค และเป็นส่วนหนึ่งของ “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นพื้นที่ไร้กฎหมายที่ครอบคลุมพรมแดนร่วมกันของเมียนมา ไทยและลาว แต่ก่อนจะถึงยุคสมัยของยาบ้า ที่นี่เคยเป็นแหล่งผลิตฝิ่นและเฮโรอีน ในห้วงเวลาที่พื้นที่ดังกล่าวถูกปกครองโดย ขุนส่า (Khun Sa) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ราชายาเสพติด (Drug Lord)” ที่มีอิทธิพลอย่างมากในทศวรรษ 1980 – 1990 (ปี 2523 – 2542)

เชื่อกันว่าขุนส่ามีลูกน้องมากถึง 15,000 คน ในเวลานั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐฉานกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเฮโรอีนของโลก ก่อนจะยอมจำนนต่อรัฐบาลทหารพม่าในปี 2539 และเสียชีวิตที่เมืองย่างกุ้งในปี 2550 โดยได้รับความคุ้มครองจากนายพลกลุ่มเดียวกันที่ปกป้องเขามาเป็นเวลาหลายปี โดยภายหลังการเสียชีวิตของขุนส่า เคลวิน โรว์ลีย์ (Kelvin Rowley) อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสวินเบิร์นในออสเตรเลีย ได้กล่าวว่า ตามข้อมูลของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐอเมริกา (DEA) ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 (ปี 2523-2532) ราวร้อยละ 70 ของเฮโรอีนในตลาดสหรัฐฯ มาจากแหล่งผลิตของเขา และค่าหัว 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 66 ล้านบาท) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งเป็นรางวัลนำจับ ก็ยังน้อยกว่ารายได้ที่ขุนส่าได้รับในแต่ละเดือน

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันฝิ่นได้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในสามเหลี่ยมทองคำ และหลังจากที่กลุ่มตาลีบันสั่งห้ามการปลูกฝิ่นในอัฟกานิสถานในปี 2565 เมียนมาก็กลับมาเป็นผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกครั้ง ขณะที่การประเมินของ UNODC ในปี 2566 พบว่าไร่ฝิ่นของเมียนมามีพื้นที่มากกว่า 47,000 เฮกตาร์ (มากกว่า 116,000 เอเคอร์ หรือราว 2.93 แสนไร่) และในปี 2567 มีการผลิตฝิ่นดิบประมาณ 995 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 135 นับตั้งแต่กองทัพทำรัฐประหารในปี 2564

และจากการประเมินมูลค่ารวมของการค้าฝิ่นและเฮโรอีนในเมียนมาเมื่อปี 2567 คาดว่าอยู่ระหว่าง 589 ล้าน - 1.57 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.95 – 5.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งขนาดของการผลิตยาเสพติด ตามรายงานของสหประชาชาติ ยังเกี่ยวพันกับสงครามกลางเมืองระลอกล่าสุดในเมียนมา ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2564 เมื่อกองทัพทำรัฐประหารรัฐบาลพลเรือน จนปัจจุบันก็ผ่านมาแล้วกว่า 4 ปี โดยหลังรัฐประหาร เศรษฐกิจของเมียนมาก็ล่มสลาย เมื่อทางเลือกในชีวิตมีน้อยผู้คนจึงหันไปปลูกฝิ่นเพื่อความอยู่รอด

“การปลูกฝิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเกี่ยวพันกับความยากจน การขาดบริการของรัฐ ความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงมาช้านาน ครัวเรือนและหมู่บ้านในเมียนมาที่ปลูกฝิ่นและเศรษฐกิจฝิ่นโดยรวมทำเพื่อเสริมรายได้หรือเพราะขาดโอกาสอื่นๆ ที่ชอบธรรม” รายงานของ UN ระบุ

ปัจจุบัน พื้นที่บางส่วนของ Pekon ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางทหารและเป็นแหล่งค้ายาเสพติดสำคัญ อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังป้องกันชาติกะเหรี่ยง (KNDF) และกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่ต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลพม่า อย่างไรก็ตาม กองกำลังเหล่านี้พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง อาทิ Maui รองผู้บัญชาการกองกำลัง KNDF กล่าวว่า KNDF ไม่สนับสนุนทั้งการผลิต ค้าหรือเสพยาเสพติด

“เมื่อกองกำลัง KNDF จับกุมทหารพม่าได้ก็พบว่าพวกเขามียาบ้าอยู่ในตัว และเมื่อสอบถามก็ได้ความว่าผู้บังคับบัญชาของพวกเขาแจกจ่ายยาบ้าให้กำลังพลเพื่อผลักดันทหารเหล่านี้เข้าสู่แนวหน้าของสนามรบ แต่วันใดที่สงครามสิ้นสุดลง เราจะปราบปรามฝิ่นด้วย โดยจะอนุญาตให้ใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น” Maui กล่าว

ในเขตของรัฐฉาน ตำรวจชาวกะเหรี่ยงได้หยุดและตรวจค้นมอเตอร์ไซค์และยานพาหนะต่างๆ บนถนน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปราบปรามยาเสพติดดังกล่าว โดย Win Ning Thun ผู้บัญชาการตำรวจชาวกะเหรี่ยง ซึ่งลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดตรวจนอกหมู่บ้านในเขต Pekon กล่าวว่า พาหนะที่ผ่านไป – มาซึ่งไม่คุ้นเคยจะถูกเรียกตรวจโดยเฉพาะการเฝ้าระวังการลำเลียงยาบ้า ซึ่งเป็นชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกเมทแอมเฟตามีน

“เมื่อไม่นานนี้ พื้นที่บริเวณนี้ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทหารและกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาล ยาบ้าสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระภายใต้การดูแลของพวกเขา และได้หักส่วนแบ่งกำไรจากการขนส่งทุกครั้งที่ผ่านมา” Win Ning Thun กล่าว

ตำรวจชาวกะเหรี่ยงนายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ในป่าลึกที่ล้อมรอบเมือง Pekon มีเรือนจำสำหรับควบคุมตัวผู้กระทำผิดในคดียาเสพติด โดยมีทั้งคนที่แพร่กระจายยาเสพติดในพื้นที่ และคนที่ลักลอบขนส่งเสพติดไปยังชายแดนประเทศไทย ยาบ้าซึ่งเป็นเม็ดสีแดงขนาดเล็กจะถูกบรรจุลงถุงพลาสติกทำให้ซุกซ่อนได้ง่าย และแม้ราคาขายจะถูก แต่ยาบ้าก็เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐ

อันทอน ลี (Anton Lee) หนึ่งในผู้ถูกจับกุม เล่าว่า การลำเลียงยาเสพติดของตนถูกหยุดที่ด่านตรวจเนื่องจากเจ้าหน้าที่พบยาบ้า 10,000 เม็ดที่ซุกซ่อนไว้ จากเป้าหมายเดิมที่จะนำยาเสพติดล็อตนี้ไปส่งที่ชายแดนไทย ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้รับนั้นมากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี กลับต้องมาถูกจับและถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลานาน

รายงานข่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ไกลจากเรือนจำแห่งนี้มากนัก การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าของรัฐบาลทหาร ซึ่งได้ซื้ออาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น กับกลุ่มติดอาวุธของฝ่ายต่อต้านยังคงดำเนินต่อไป กองทัพพม่านั้นใช้ทั้งการระดมยิงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศทั้งจากเครื่องบินและโดรน หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตกเป็นเป้าหมาย ผลจากการโจมตีนั้นทำลายล้างทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล บ้านเรือนและศาสนสถาน แต่ถึงจะอยู่ภายใต้สถานการณ์สู้รบ ที่รัฐฉานทางตอนใต้ บางคนกำลังพยายามหยุดยั้งการไหลเวียนของยาเสพติด และแม้จะมีกำลังที่จำกัด แต่ก็จะทำทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ในสมรภูมิอื่นในสงครามที่ใหญ่กว่ามาก

ขอบคุณเรื่องจาก

https://www.aljazeera.com/features/2025/6/7/we-do-this-to-survive-harvesting-opium-poppies-in-myanmars-shan-state

043…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...