โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจโรงไฟฟ้าฟอสซิล ยังมีความเสี่ยงจากร่าง PDP 2024 คาดปี 68 ราคาขายไฟฟ้าให้ภาครัฐทรงตัว ขายให้นิคมฯแนวโน้มลดลง

BTimes

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 18.11 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจไฟฟ้าฟอสซิลไทยนั้น ราว 80% ของรายได้มาจากการทำสัญญาขายระยะยาวกับภาครัฐ โดยแบ่งรายได้ออกได้เป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย “ค่าความพร้อมจ่าย” ซึ่งจะได้รับแม้จะไม่มีการผลิตไฟฟ้าส่งเข้าโครงข่าย และ “ค่าไฟผันแปรตามต้นทุนเชื้อเพลิง” ที่จะได้รับเมื่อมีการจำหน่ายไฟ ทั้งนี้ ภาครัฐยังคงสามารถเจรจา ปรับเพิ่ม/ลด ราคาขายต่อหน่วย ตามความจำเป็นของสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและพลังงาน ขณะที่อีกราว 20% เป็นการขายให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมโดยจะทำสัญญาซื้อขายกันโดยตรง และมักอ้างอิงราคาค่าไฟของภาครัฐในการทำสัญญาซื้อขาย

ราคาขายและต้นทุนเชื้อเพลิงของธุรกิจโรงไฟฟ้าฟอสซิลในปี 2568 สำหรับราคาขายไฟฟ้าให้ภาครัฐคาดว่าจะทรงตัว ขณะที่ราคาขายให้นิคมฯ มีแนวโน้มลดลง

1) ราคาขายไฟฟ้าให้ภาครัฐคาดว่าจะทรงตัว แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความพยายามในการลดอัตราค่าไฟของภาครัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

2) ขณะที่ราคาขายไฟฟ้าให้ผู้ใช้งานในนิคมอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลง ตามทิศทางค่าไฟฟ้าของภาครัฐที่อยู่ในช่วงปรับลดลง

ต้นทุนเชื้อเพลิงเฉลี่ยในปี 2568 คาดว่าจะปรับเพิ่มสูงขึ้นจากราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาก๊าซธรรมชาติ ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกภายใต้สงครามการค้า โดยราคา Platts JKM ซึ่งสะท้อนตลาดก๊าซธรรมชาติในเอเชีย คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นจาก 12.07 USD/MMBtu เป็น 12.46 USD/MMBtu แรงหนุนหลักมาจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติทั่วโลกที่เร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาสแรก ส่งผลให้ปริมาณก๊าซสำรองลดลง และหนุนราคาให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปี

แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าฟอสซิลนั้น ภาพรวมอุปสงค์ไฟฟ้าฟอสซิลในไทยคาดว่าจะโตราว 0.6% ในปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากการขายให้ภาครัฐซึ่งเป็นตลาดหลักที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 1% อย่างไรก็ตาม การขายไฟฟ้าตรงให้กับผู้ใช้งานในนิคมฯ กลับมีแนวโน้มลดลงราว 3.6% ส่งผลกดดันการเติบโตในภาพรวม

ตลาดผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้ภาครัฐ พบว่ารายได้จากการขายไฟฟ้าให้ภาครัฐยังคงมีแนวโน้มเติบโตในปี 2568 ตามความต้องการไฟฟ้าจากภาครัฐที่คาดว่าจะโต 1% ขณะที่กำไรต่อหน่วยอาจลดลง ความต้องการไฟฟ้าจากภาครัฐยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ชะลอลงจากปีก่อนหน้าตามความต้องการใช้ไฟที่ชะลอลงทั้งในภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ราคาขายที่คาดว่าจะคงที่แม้ ต้นทุนเชื้อเพลิงเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้กำไรต่อหน่วยจากการขายไฟลดลง แม้รายได้จากการขายจะเติบโต

ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจคาดว่าจะโตเพียง 0.2% ในปี 2568 จากการใช้ไฟในภาคผลิตที่หดตัว ขณะที่การใช้งานในภาคบริการก็คาดว่าจะโตช้าลง

1) ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคผลิตคาดว่าจะลดลง 1.1% ในปี 2568 (รูปที่ 5) ตามกิจกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากแรงกดดันของทั้งสงครามการค้าและอุปทานส่วนเกินของสินค้าจีนที่ล้นตลาด

2) ความต้องการใช้ไฟภาคบริการมีแนวโน้มเติบช้าลงโดยคาดว่าจะโต 2.2 ชะลอลงจาก 8.7% ในปีก่อนหน้า จากความต้องการใช้ไฟในธุรกิจ ขายส่ง/ขายปลีก โรงแรมและที่พัก และการจัดเก็บสินค้า ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 70% ของการใช้ไฟฟ้าภาคบริการทั้งหมด ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นช้าลงตามจำนวนการจดทะเบียนนิติบุคคลของผู้ประกอบการใหม่ที่โตชะลอลง โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่ได้รับแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะหดตัว 2.8% ในปี 2568

ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนคาดว่าจะโต 2% ในปี 2568 ขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตของเขตชุมชนเมืองและอัตราค่าไฟที่มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน

การใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต รวมถึงได้รับแรงหนุนจากอัตราค่าไฟที่มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม การเติบโตคาดว่าจะชะลอลงจากปีก่อนหน้า ตามจำนวนที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้านสะสมที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น 1% ลดลงจาก 1.6% ในปี 2567

ตลาดผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้นิคมอุตสาหกรรม พบว่ารายได้จากการขายไฟฟ้าให้นิคมฯ มีแนวโน้มหดตัวในปี 2568 จากความต้องการไฟในนิคมที่คาดว่าจะลดลง 3.6% และราคาขายที่มีแนวโน้มหดตัว

1) ความต้องการใช้ไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมลดลงตาม สภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และ กิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง ซึ่งสะท้อนผ่าน MPI ที่คาดว่าจะหดตัวราว 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีปัจจัยกดดันหลักจากสงครามการค้าและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนที่ล้นตลาด แม้ปัจจุบัน สหรัฐฯจะลดอัตราภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนจาก 145% เหลือเพียง 30% เป็นระยะเวลา 90 วัน และคาดว่าจะคงอัตราภาษีดังกล่าวยาวถึงสิ้นปี แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง ทำให้แรงกดดันสินค้าจีนคาดว่าจะมีอยู่ตลอดปี

2) นอกเหนือจากความต้องการที่หดตัว ราคาขายไฟฟ้าในนิคมฯ ก็มีแนวโน้มลดลง ตามการปรับลดอัตราค่าไฟของภาครัฐ ส่งผลให้รายได้จากการขายไฟให้นิมคมฯ ในปี 2568 ลดลง

ความเสี่ยงของธุรกิจโรงไฟฟ้าฟอสซิลในระยะกลางถึงยาว มีดังนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (ร่าง PDP 2024) มีเป้าหมายในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้า โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีแนวโน้มลดลงจาก 38,108 MW ในปี 2566 สู่ 30,453 MW ในปี 2580 หรือลดลงราว 20% ขณะที่สัดส่วนอุปทานเชื้อเพลิงฟอสซิลคาดว่าจะลดลงจาก 72% ในปี 2566 สู่ 49% ในปี 2580 อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การผลิตไฟฟ้าโดยเชื้อเพลิงฟอสซิลจะมีทิศทางลดลงได้อีก เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2608

ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมีแนวโน้มหันมาใช้ไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น เนื่องจาก พ.ร.บ. Climate Change และกฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เคร่งครัดมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป ที่มีการใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งทำให้ผู้ผลิตในนิคมอุตสาหกรรมเริ่มหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออก

อุปทานก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ร่างแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567-2580 (ร่าง Gas Plan 2024) ระบุว่าจากอุปทานทั้งหมด การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในไทยมีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 36% ในปี 2580 จาก 55% ในปี 2567 สวนทางกับการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้น โดยราคา LNG สูงกว่าก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าฟอสซิลมีทิศทางเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อุปทานก๊าซธรรมชาติในไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลง หากมีการเจรจาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่ยังไม่ทราบผลแน่ชัด และต้องใช้ระยะเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...